- หน้าแรก
- ระบบลงชื่อหมื่นล้านปี ตื่นขึ้นมาก็ไร้เทียมทาน
- บทที่ 42 พลิกฟ้าฝืนลิขิต
บทที่ 42 พลิกฟ้าฝืนลิขิต
บทที่ 42 พลิกฟ้าฝืนลิขิต
จางไห่ไม่ใช่คนโง่ กว่าจะก้าวขึ้นมาถึงตำแหน่งนี้ได้เขาย่อมมีความสามารถเหนือกว่าคนทั่วไป การที่ต้าหู่ปรากฏตัวที่นี่ย่อมหมายความว่าบุคคลที่นั่งอยู่ในรถม้าต้องมีฐานะสูงส่งเทียมฟ้า
ใบหน้าของเขาซีดเผือดราวกับกระดาษ เหตุใดฝ่าบาทถึงเสด็จออกจากวังหลวงมาที่นี่ ซ้ำยังทำลายประตูจวนของเขาจนพังยับเยินและทำลายกล่องดวงใจลูกชายของเขาจนแหลกเหลว สมองของเขาหมุนติ้วอย่างรวดเร็ว เรื่องทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ จะต้องมีสาเหตุเบื้องหลังอย่างแน่นอน
ในขณะที่เขากำลังครุ่นคิดอยู่นั้น พ่อบ้านก็ตะโกนด่าทอฝ่ายตรงข้ามเสียงดังลั่น
“พวกเจ้าจบเห่แน่ นายท่านของข้าเป็นขุนนางใหญ่ในราชสำนัก พวกเจ้ากล้าทำเรื่องบัดซบเช่นนี้ก็เตรียมตัวไปนอนกินข้าวแดงในคุกหลวงได้เลย”
จางไห่ยังคงตกตะลึง แต่เมื่อได้ยินคำพูดนี้ใบหน้าของเขาก็เปลี่ยนเป็นสีดำคล้ำทันที เขาตบหน้าพ่อบ้านฉาดใหญ่
“หุบปาก”
พ่อบ้านยังไม่ทันตั้งตัว ดูเหมือนจะงุนงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นี่มันเรื่องอะไรกัน เขาอุตส่าห์ช่วยพูดแทนนายท่าน แต่ทำไมจู่ๆ ถึงถูกตบหน้าอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย เรื่องนี้ช่างยากจะเข้าใจจริงๆ
ทันใดนั้นจางไห่ก็รีบสาวเท้าเข้าไปที่รถม้า คุกเข่าลงด้วยความนอบน้อม “กระหม่อมไม่ทราบว่าฝ่าบาทเสด็จมา จางไห่บกพร่องต่อหน้าที่ ขอฝ่าบาทโปรดประทานอภัยโทษด้วยพะยะค่ะ”
พ่อบ้านเบิกตากว้างก่อนที่ดวงตาจะพร่ามัว จบสิ้นแล้ว...ทุกอย่างจบสิ้นแล้ว ช่างเป็นเรื่องที่คาดไม่ถึงจริงๆ หรือจะพูดให้ถูกคือไม่กล้าเชื่อความจริงตรงหน้า รถม้าที่ดูธรรมดาเช่นนี้ผู้ที่นั่งอยู่ข้างในกลับเป็นถึงเจ้าแคว้น? นี่ล้อกันเล่นหรือเปล่า เขาจะกล้าเชื่อได้อย่างไร
ต้าหู่เปิดม่านประตูรถม้า เชิญฉู่เสินซิ่วออกมา จางไห่หวาดกลัวจนถึงขีดสุด หมอบกราบอยู่กับพื้นตัวสั่นระริก
“ต้าหู่ บอกเขาไปสิ ว่าทำไมเราถึงมาที่นี่” ฉู่เสินซิ่วเอ่ยเรียบๆ
ต้าหู่เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นอย่างย่อๆ จางไห่รู้สึกเหมือนถูกฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ เป็นไปไม่ได้...เรื่องนี้ช่างน่าสะพรึงกลัวเกินไป สำหรับเขาแล้วนี่เป็นผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึงโดยสิ้นเชิง เขาเหลือบมองลูกชายของตน เรื่องพฤติกรรมแย่ๆ ของลูกชายเขาย่อมรู้ดีอยู่บ้าง แต่เรื่องพรรค์นี้เขาไม่เคยเก็บมาใส่ใจ
ความจริงแล้วในแวดวงขุนนางและคหบดี เรื่องพวกนี้ถือเป็นเรื่องปกติ เพียงแค่จ่ายเงินชดเชยให้ผู้เสียหายเรื่องก็จบ แต่ทว่าเมื่อเรื่องนี้ไปถึงพระกรรณของฝ่าบาทและพระองค์เสด็จมาด้วยพระองค์เอง มันก็กลายเป็นหนังคนละม้วน
เมื่อคิดได้ดังนี้จางไห่ก็รู้สึกแย่ไปทั้งตัว เขารีบโขกศีรษะกับพื้น
“ฝ่าบาท กระหม่อมไม่ทราบเรื่องนี้จริงๆ พะยะค่ะ กระหม่อมจะรีบตรวจสอบเรื่องนี้ หากเป็นความจริงกระหม่อมจะชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ตายและจัดงานศพให้อย่างสมเกียรติ ส่วนเจ้าลูกเนรคุณคนนี้ก็ให้จัดการตามกฎหมายแคว้นหวาซวีเถิดพะยะค่ะ”
เขารู้ดีว่าอะไรควรทำอะไรไม่ควรทำ เพราะเขายังมีลูกชายคนอื่นอีก หากเขาปกป้องลูกคนนี้ ตระกูลของเขาอาจจะพินาศย่อยยับกันหมด การเสียสละส่วนน้อยเพื่อรักษาส่วนใหญ่ย่อมไม่ก่อให้เกิดปัญหา การกระทำเช่นนี้ถือว่าฉลาดและรอบคอบอย่างยิ่ง
ฉู่เสินซิ่วปรายตามองจางไห่เรียบๆ แล้วเอ่ยขึ้น “จางไห่เอ๋ย...ท่านทำให้เราผิดหวังในความไว้วางใจที่เรามีให้ท่าน ท่านไม่สมควรดำรงตำแหน่งราชบัณฑิตแห่งสำนักฮั่นหลินเลย! เรือนตนยังไม่กวาด จะไปกวาดใต้หล้าได้อย่างไร เรือนตนยังไม่สงบ จะไปทำให้ใต้หล้าสงบสุขได้อย่างไร”
“กระหม่อมมีความผิด ฐานอบรมบุตรไม่ดี ขอฝ่าบาทโปรดลงโทษพะยะค่ะ” จางไห่รู้ดีว่าเรื่องนี้ไม่มีทางแก้ไขได้อีกแล้ว มีเพียงการยอมรับผิดอย่างจริงใจเท่านั้นจึงจะพอมีโอกาสได้รับการอภัยโทษ
เขาหมอบกราบอยู่แทบเท้าฉู่เสินซิ่ว ใบหน้าเต็มไปด้วยความสำนึกผิด ไม่ว่าจะเป็นจริงหรือเสแสร้ง แต่อย่างน้อยเขาก็แสดงออกถึงทัศนคติที่ยอมรับผิด เพียงแค่นี้ก็เพียงพอที่จะทำให้ฉู่เสินซิ่วพอใจ
ในเมื่อตัวการได้รับโทษแล้ว ฉู่เสินซิ่วก็ไม่คิดจะเอาความจางไห่ให้มากความ
“เป็นหนี้ต้องชดใช้ ฆ่าคนต้องชดใช้ด้วยชีวิต เป็นสัจธรรม! จางไห่...ท่านจงนำตัวเดรัจฉานผู้นี้ไปส่งคุกหลวงด้วยตัวเอง ให้ดำเนินคดีตามกฎหมายแคว้นหวาซวี หวังว่าท่านจะไม่เคียดแค้นเรา นอกจากนี้ จางไห่รับราชโองการ ฐานอบรมบุตรไม่ดี สั่งตัดเบี้ยหวัดหนึ่งปี ปลดออกจากตำแหน่งราชบัณฑิตแห่งสำนักฮั่นหลิน ให้กลับไปเริ่มต้นใหม่ที่ระดับล่าง หากทำผลงานได้ดีท่านก็ยังสามารถกลับมาเป็นราชบัณฑิตได้อีกครั้ง”
ฉู่เสินซิ่วสั่งการอย่างเด็ดขาด
“ขอบพระทัยฝ่าบาท” จางไห่ใจหายวาบแต่ไม่กล้าปริปากบ่น “กระหม่อมน้อมรับพระราชโองการ ขอบพระทัยฝ่าบาทที่ทรงเมตตา”
ลูกชายแท้ๆ ถูกสั่งประหารแต่พ่อกลับต้องกล่าวขอบคุณ คาดเดาได้ไม่ยากว่าในใจของจางไห่ตอนนี้จะเจ็บปวดรวดร้าวเพียงใด แต่มันก็ช่วยไม่ได้ เพราะเขาไม่มีทางเลือกอื่น หากเขาไม่อยากถูกประหารเจ็ดชั่วโคตรนี่คือทางออกที่ดีที่สุด
ทั่วหล้าคือแผ่นดินของกษัตริย์ สุดเขตแดนคือขุนนางของกษัตริย์ กษัตริย์สั่งให้ตาย ขุนนางไม่ตายถือว่าไม่ภักดี พ่อสั่งให้ตาย ลูกไม่ตายถือว่าอกตัญญู
ฉู่เสินซิ่วจากไป ไม่นานนักต้าหู่ก็นำหมายจับจากกรมอาญาออกมา หลังจากตรวจสอบทุกอย่างว่าถูกต้องแล้วเรื่องราวก็เป็นอันจบสิ้น
ณ ลานบ้านของลู่เสวี่ยฉี เมื่อชิงเอ๋อร์เห็นหมายสั่งประหาร ดวงตาของนางก็แดงก่ำ นางแหงนหน้ามองท้องฟ้า กอดหมายสั่งประหารไว้แนบอกแน่น
“ท่านพ่อ...เห็นไหมเจ้าคะ คนชั่วได้รับโทษแล้ว”
นางพึมพำกับตัวเอง จากนั้นก็คุกเข่าลงดังตุบ
“ท่านผู้มีพระคุณ ต่อไปนี้ชีวิตของชิงเอ๋อร์เป็นของท่านแล้ว จะให้เป็นวัวเป็นม้าชิงเอ๋อร์ก็ยินดีเจ้าค่ะ”
ฉู่เสินซิ่วรู้สึกจนปัญญา รีบประคองนางให้ลุกขึ้น
“ข้าไม่ได้ต้องการให้เจ้าตอบแทน แค่เจ้าใช้ชีวิตให้ดีก็พอแล้ว”
“ท่านผู้มีพระคุณ ทำแบบนั้นไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ เราตกลงกันไว้แล้ว” ชิงเอ๋อร์ยืนกรานหัวชนฝา สำหรับหญิงสาวเช่นนางเมื่อตัดสินใจแล้วย่อมไม่เปลี่ยนแปลง
ดูเหมือนนางจะตั้งใจแน่วแน่ที่จะติดตามฉู่เสินซิ่ว เมื่อเห็นดังนั้นฉู่เสินซิ่วก็จนปัญญา จึงเอ่ยว่า “เอาอย่างนั้นก็ได้ เจ้าอยู่ที่นี่คอยดูแลเสวี่ยฉีไปก่อน รอจังหวะเวลาที่เหมาะสมค่อยมาติดตามข้า”
เพราะในวันหน้าลู่เสวี่ยฉีก็ต้องเข้าวังอยู่ดี เพียงแต่ตอนนี้เวลายังไม่เหมาะสม ดังนั้นเขาจึงรับปากไปก่อน
“ชิงเอ๋อร์เชื่อฟังท่านผู้มีพระคุณเจ้าค่ะ” ชิงเอ๋อร์ตอบรับด้วยความดีใจ
ลู่เสวี่ยฉีกลอกตาไปมา “ชิงเอ๋อร์ เลิกเรียกท่านผู้มีพระคุณเถอะ ฟังแล้วมันแปลกๆ”
“ข้อเสนอของเสวี่ยฉีเข้าท่าทีเดียว ข้าอายุมากกว่าเจ้า จะเรียกพี่ฉู่หรือคุณชายก็ได้” ฉู่เสินซิ่วกล่าวด้วยรอยยิ้ม
สำหรับเด็กสาวคนนี้ฉู่เสินซิ่วค่อนข้างเอ็นดู ต้าหู่และเอ้อร์หู่ที่ยืนอยู่ข้างๆ อดไม่ได้ที่จะรู้สึกอิจฉา เพียงแค่คำเรียกขานก็ทำให้ความสัมพันธ์ใกล้ชิดขึ้นมาก นี่เป็นสิ่งที่ใครหลายคนใฝ่ฝัน ชิงเอ๋อร์หญิงสาวที่ไร้ภูมิหลังกลับสามารถพลิกชะตาชีวิตได้เช่นนี้
“ต่อไปนี้ชิงเอ๋อร์จะเรียกท่านว่าคุณชายเจ้าค่ะ” ชิงเอ๋อร์รับคำ
ฉู่เสินซิ่วหันไปทางลู่เสวี่ยฉี “เสวี่ยฉี เข้ามาข้างในหน่อย ข้ามีเรื่องจะคุยกับเจ้า เรื่องพี่ชายของเจ้าน่ะ”