- หน้าแรก
- ระบบลงชื่อหมื่นล้านปี ตื่นขึ้นมาก็ไร้เทียมทาน
- บทที่ 41 ตัดรากถอนโคน
บทที่ 41 ตัดรากถอนโคน
บทที่ 41 ตัดรากถอนโคน
“ต่อไปให้ชิงเอ๋อร์อยู่ที่นี่เป็นเพื่อนเจ้าดีไหม ไหนๆ นางก็ไม่มีที่ไปแล้ว” ฉู่เสินซิ่วเสนอความเห็น “อย่างน้อยเจ้าก็จะได้มีเพื่อนคุย คอยดูแลซึ่งกันและกัน”
“ได้สิเจ้าคะ แต่ข้าไม่ต้องการคนดูแลหรอกนะ” ลู่เสวี่ยฉีตอบรับ
แต่ในใจลึกๆ นางยังคงมีความกังวลอยู่บ้าง
“เมื่อครู่ได้ยินท่านบอกว่าอีกฝ่ายมีฐานะไม่ธรรมดา ท่านจะไม่มีปัญหาหรือเจ้าคะ”
ฉู่เสินซิ่วเผลอลูบศีรษะนางเบาๆ ทำให้ลู่เสวี่ยฉีหน้าแดงระเรื่อขึ้นมาทันที “วางใจเถอะ เจ้าไม่เชื่อในฝีมือข้าหรือ”
“ไม่ใช่แบบนั้นเจ้าค่ะ แค่ท่านมั่นใจว่าไม่มีปัญหาข้าก็สบายใจ เพราะข้าเองก็ช่วยอะไรท่านไม่ได้อยู่แล้ว” ลู่เสวี่ยฉีไม่พูดมากความ รีบจูงมือชิงเอ๋อร์ไปช่วยจัดเตรียมห้องหับให้
ฉู่เสินซิ่วหรี่ตาลงเล็กน้อย “เอ้อร์หู่ เจ้าอยู่ที่นี่ ส่วนต้าหู่ตามข้ามา...ไปจวนสกุลจาง!”
“ขอรับ” ต้าหู่รับคำทันที
หลังจากร่ำลาลู่เสวี่ยฉีแล้ว ฉู่เสินซิ่วและต้าหู่ก็มุ่งหน้าตรงไปยังจวนสกุลจาง ในย่านที่เจริญรุ่งเรืองที่สุดของเมืองหลวงคฤหาสน์หลังหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่อย่างโดดเด่นสะดุดตา บนป้ายชื่อหน้าประตูสลักอักษรตัวโต ลายเส้นพลิ้วไหวราวกับมังกรเหินหงส์รำ ดูโอ่อ่าภูมิฐานยิ่งนัก
“ใต้เท้าจางอยู่หรือไม่ เจ้านายข้าต้องการพบ!” ต้าหู่กระโดดลงจากรถม้า เคาะประตูเสียงดังปังๆ
ไม่นานนักชายวัยกลางคนท่าทางเหมือนพ่อบ้านก็เดินออกมา เมื่อเห็นรถม้าที่จอดอยู่แม้จะดูไม่ออกว่าเป็นรถของใคร แต่เขาก็ถามขึ้นทันที
“ได้แจ้งล่วงหน้าไว้หรือไม่ นายท่านของข้าเป็นถึงราชบัณฑิตแห่งสถาบันฮั่นหลิน ขุนนางขั้นหนึ่ง ภารกิจรัดตัว ไม่ใช่ใครนึกอยากจะพบก็พบได้”
“เจ้านายข้าไม่มีธรรมเนียมแจ้งล่วงหน้า เจ้าแค่ไปบอกให้นายท่านของเจ้าออกมาพบก็พอ แน่นอน...เจ้าจะปฏิเสธก็ได้ แต่ข้าเชื่อว่าไม่ใช่แค่นายท่านของเจ้าที่จะเสียใจ แม้แต่ตัวเจ้าเองก็จะต้องเสียใจภายหลังเช่นกัน” ต้าหู่เอ่ยด้วยน้ำเสียงเย่อหยิ่ง
ในแคว้นนี้ยังมีใครที่ฉู่เสินซิ่วต้องนัดล่วงหน้าเพื่อขอพบอีกหรือ ช่างไร้เดียงสาสิ้นดี พ่อบ้านวัยกลางคนได้ยินวาจาของต้าหู่ก็หัวเราะลั่น ต้องเป็นคนโง่เขลาเบาปัญญาเพียงใดถึงกล้าพูดจาใหญ่โตโอหังเช่นนี้ได้ ช่างไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงเอาเสียเลย
“ไปไปไป ข้าไม่มีเวลามาเสวนากับเจ้า รีบไสหัวไปซะ ไม่อย่างนั้นอย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจ” พ่อบ้านตวาดไล่อย่างไม่ไยดี ประตูถูกปิดกระแทกใส่หน้าดังปัง
ต้าหู่หน้าถอดสี “ท่านเจ้าแคว้น จะทำอย่างไรดีขอรับ”
ต้าหู่ลังเล
“พังเข้าไป!” ฉู่เสินซิ่วตอบเรียบๆ สีหน้าไร้อารมณ์
ต้าหู่ไม่รอช้า ซัดหมัดตูมเดียวเข้าใส่ ประตูใหญ่ของจวนสกุลจางแตกกระจายกลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย พ่อบ้านที่เพิ่งเดินหันหลังกลับไปได้ไม่ไกลสะดุ้งโหยงด้วยความตกใจ แต่เมื่อตั้งสติได้ใบหน้าของเขาก็ฉายแววโกรธเกรี้ยวถึงขีดสุด
เจ้าพวกนี้รนหาที่ตายชัดๆ ไม่รู้หรือว่าใครให้ความกล้าแก่พวกมันถึงได้กล้ามาก่อเรื่องในจวนสกุลจาง
“ไอ้หนู ข้าว่าเจ้าคงเบื่อที่จะมีชีวิตอยู่แล้วสินะ ใครให้ท้ายเจ้ามาถึงได้กล้าบ้าบิ่นขนาดนี้ เด็กๆ...จัดการมัน!” พ่อบ้านตะโกนสั่งด้วยความเดือดดาล
บ่าวไพร่นับไม่ถ้วนกรูออกมาจากทุกทิศทาง ล้อมต้าหู่และรถม้าไว้อย่างแน่นหนา
“วันนี้ถ้าเจ้าให้คำอธิบายไม่ได้ บอกเหตุผลที่ฟังขึ้นไม่ได้ หึหึ! ก็เตรียมตัวตายได้เลย ข้าบอกได้เลยว่าผลที่จะตามมาเจ้าไม่มีปัญญารับไหวหรอก” พ่อบ้านวางก้ามข่มขู่
แน่นอน...คนรับใช้หน้าจวนอัครเสนาบดี ยังใหญ่กว่าขุนนางระดับเจ็ด จางไห่เป็นถึงผู้ช่วยราชบัณฑิต ขุนนางขั้นหนึ่งรอง มีอำนาจบารมีล้นฟ้า ในราชสำนักใครๆ ต่างก็ต้องไว้หน้าเขาบ้าง เรื่องนี้เป็นที่รู้กันดี
บัดนี้ประตูใหญ่ถูกทุบจนพังยับเยิน นี่ไม่ต่างอะไรกับการตบหน้าจางไห่ฉาดใหญ่หรอกหรือ
ต้าหู่มองดูพวกบ่าวไพร่ด้วยสายตาดูแคลน แค่พวกสวะรวมตัวกันคิดจะมาหาเรื่องก็ไม่ต่างอะไรกับแมลงเม่าบินเข้ากองไฟ
“ข้าขอเตือนเจ้าด้วยความหวังดี อย่าเพิ่งพูดจาอวดดีไป รอให้เจ้ารู้ก่อนเถอะว่าคนในรถม้าเป็นใครแล้วเจ้าจะซ่าไม่ออก” ต้าหู่เอ่ยเตือน “ถ้าไม่อยากเสียใจภายหลัง ตอนนี้รีบไปเชิญนายท่านสกุลจางของเจ้าออกมา เรื่องราวยังพอมีทางผ่อนหนักเป็นเบาได้ มิฉะนั้น...รับผิดชอบตัวเองก็แล้วกัน”
พ่อบ้านยังคงไม่เห็นคำเตือนอยู่ในสายตา หัวเราะร่าอย่างบ้าคลั่ง “ลุย! ข้าอยากจะรู้นักว่าปากเจ้าจะแข็งได้แค่ไหน คว่ำรถม้านั่นซะ”
ต้าหู่สีหน้าเปลี่ยนเป็นเย็นชา จากนั้นก็ไม่สนใจอะไรอีก ลงมือด้วยความรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ เพียงชั่วพริบตาบ่าวไพร่เกือบทั้งหมดก็ถูกเขาสยบลงกองกับพื้น เมื่ออยู่ต่อหน้าพลังที่แท้จริงจำนวนคนย่อมไร้ความหมาย แม้แต่พ่อบ้านเองก็คาดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะมีฝีมือร้ายกาจถึงเพียงนี้ ช่างน่าตกใจยิ่งนัก ชั่วขณะหนึ่งเขาถึงกับพูดไม่ออก ตะกุกตะกักด้วยความหวาดกลัว
“ใครบังอาจมาก่อเรื่องในจวนสกุลจาง! ไม่รู้หรือไงว่าท่านพ่อของข้าเป็นใคร!” เสียงตะโกนอย่างวางก้ามดังขึ้นอีกครั้ง เจ้าของเสียงคือชายหนุ่มผู้หนึ่ง
ฉู่เสินซิ่วที่นั่งอยู่ในรถม้าเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย น่าจะเป็นคนผู้นี้แหละ
“ทำลายความเป็นชายของมันซะ”
ในเมื่อเขาควบคุมร่างกายท่อนล่างของตัวเองไม่ได้ ก็สมควรให้เกิดเรื่องเช่นนี้ สำหรับฉู่เสินซิ่วแล้วเรื่องนี้เขาปล่อยผ่านไม่ได้เด็ดขาด
ต้าหู่ไม่พูดพร่ำทำเพลง เตะผ่าหมากเข้าใส่คุณชายผู้นั้นเต็มแรง เสียงร้องโหยหวนดังลั่นจนน่าขนลุก!
พ่อบ้านถึงกับยืนแข็งทื่อทำอะไรไม่ถูก เขาร้องอุทาน
“นายน้อย!”
“เร็ว...รีบไปตามนายท่านมา”
สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว แล้วก็พูดละล่ำละลัก “พวกเจ้าจบเห่แน่ พวกเจ้าจบสิ้นกันแล้ว”
หากก่อนหน้านี้ยังมีทางเจรจา แต่ตอนนี้...คงต้องตายกันไปข้างหนึ่ง ทำลายน้องชายของนายน้อยจนใช้งานไม่ได้ ความรุนแรงของเรื่องราวย่อมจินตนาการได้ไม่ยาก
ต้าหู่ไม่ยี่หระ กำลังกลุ้มใจอยู่พอดีว่าจะไปตามหาจางไห่ที่ไหน ต่อให้จางไห่ยืนอยู่ตรงนี้แล้วจะทำอะไรได้? สำหรับเขาแล้วเรื่องนี้ไม่มีอะไรต้องกังวล
บรรยากาศเงียบสงัดจนน่ากลัว แต่กลิ่นอายในอากาศกลับน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก
ครู่ต่อมา เสียงร้องคร่ำครวญก็ดังขึ้น เห็นได้ชัดว่าจางไห่ตัวจริงมาถึงแล้ว ราชบัณฑิตแห่งสถาบันฮั่นหลิน ขุนนางขั้นหนึ่งผู้ทรงเกียรติ บัดนี้โกรธเกรี้ยวดุจราชสีห์คลั่ง แต่ทว่า...เมื่อสายตาปะทะเข้ากับต้าหู่ที่ยืนอยู่หน้ารถม้า ดูเหมือนความโกรธเกี้ยวทั้งหมดจะมลายหายไปในพริบตา!
ต้าหู่มาจากหน่วยองครักษ์รักษาพระองค์ เป็นคนสนิทของเฉินจ้าน ผู้บัญชาการหน่วยองครักษ์เสื้อแพร เขามาทำอะไรที่นี่?