- หน้าแรก
- ระบบลงชื่อหมื่นล้านปี ตื่นขึ้นมาก็ไร้เทียมทาน
- บทที่ 40 โอรสสวรรค์กระทำผิด โทษทัณฑ์เท่าสามัญชน
บทที่ 40 โอรสสวรรค์กระทำผิด โทษทัณฑ์เท่าสามัญชน
บทที่ 40 โอรสสวรรค์กระทำผิด โทษทัณฑ์เท่าสามัญชน
เมื่อได้ขึ้นมานั่งบนรถม้า หญิงสาวก็ยังคงมีท่าทีหวาดหวั่น แม้จะมีความรู้ไม่มากนักแต่เพียงแค่มองดูการตกแต่งภายในก็รู้ได้ทันทีว่ารถม้าคันนี้มีมูลค่ามหาศาล คนธรรมดาทั่วไปไม่มีทางครอบครองได้
ม้าที่ใช้ลากรถก็มีค่าตัวสูงลิบลิ่ว หากดูไม่ผิดน่าจะเป็นสัตว์อสูรที่ถูกฝึกมาจนเชื่อง ซึ่งผู้เฒ่าผู้แก่เคยเล่าขานกันว่าสามารถวิ่งได้วันละหลายพันลี้ นับเป็นของล้ำค่าในหมู่สัตว์พาหนะ
“ใต้เท้า โปรดให้ความเป็นธรรมแก่ผู้น้อยด้วยเจ้าค่ะ”
หญิงสาวคุกเข่าลงอีกครั้ง กล่าวอ้อนวอนด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
ฉู่เสินซิ่วโบกมือ “ลุกขึ้นมาคุยกัน ข้ายังไม่รู้รายละเอียดความเป็นมาของเรื่องราว แล้วจะให้ความเป็นธรรมแก่เจ้าได้อย่างไร วางใจเถิด...หากเรื่องที่เจ้าพูดเป็นความจริง ข้าจะไม่ปล่อยคนชั่วให้ลอยนวลแม้แต่คนเดียว”
“ผู้น้อยมีนามว่า ชิงเอ๋อร์ บิดาของผู้น้อยมีอาชีพเผาถ่านขาย เมื่อไม่กี่วันก่อนผู้น้อยติดตามบิดาไปส่งถ่านที่บ้านของบัณฑิตแห่งสถาบันฮั่นหลิน นามว่า จางเทียนไห่ แต่กลับโชคร้ายไปเจอกับบุตรชายคนรองของเขา...”
ชิงเอ๋อร์ค่อยๆ เล่าเรื่องราวทั้งหมดออกมา ฉู่เสินซิ่วหรี่ตาลง เรื่องราวทำนองนี้ ลูกหลานขุนนางผู้มีอำนาจถูกใจหญิงชาวบ้าน เมื่อใช้เล่ห์เหลี่ยมไม่ได้ก็ใช้กำลังแย่งชิง เรื่องพรรค์นี้ฉู่เสินซิ่วเห็นมานักต่อนักแล้ว แต่ไม่คิดว่าจะมาเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา เพียงเท่านี้ก็มากพอที่จะทำให้เขาเดือดดาลได้แล้ว
ในฐานะบัณฑิตแห่งสถาบันฮั่นหลินย่อมต้องแตกฉานในตำราและซึมซับคำสอนของนักปราชญ์มาเป็นอย่างดี คิดไม่ถึงเลยว่าแม้แต่ลูกชายของตัวเองก็ยังสั่งสอนให้ดีไม่ได้
เรื่องนี้ไม่ใช่เหตุบังเอิญแน่นอน จางไห่? ถ้าจำไม่ผิดตำแหน่งของคนผู้นี้น่าจะเป็นผู้ช่วยราชบัณฑิต ซึ่งเป็นขุนนางขั้นหนึ่งรอง ถือว่ามีตำแหน่งสูงมาก เพียงแค่จุดนี้คำพูดของชิงเอ๋อร์ก็น่าเชื่อถือไปแล้วเก้าส่วน เพราะหากเป็นชาวบ้านร้านตลาดทั่วไป คงไม่กล้าไปหาเรื่องกับผู้มีอำนาจวาสนาขนาดนั้น ใครๆ ก็รู้ว่าการไปตอแยกับคนพวกนั้นมีแต่จะเสียเปรียบและเดือดร้อนเปล่าๆ
“เรื่องที่เจ้าพูดมา เป็นความจริงแน่หรือ” ฉู่เสินซิ่วถามย้ำอีกครั้ง
“ผู้น้อยพูดความจริงทุกประการเจ้าค่ะ” ชิงเอ๋อร์ยืนยันหนักแน่น “ผู้น้อยเพียงต้องการทวงความยุติธรรมให้แก่บิดาผู้ล่วงลับที่ถูกทุบตีจนตาย ผู้น้อยรู้ดีว่าคงไม่อาจเรียกร้องให้ชดใช้ด้วยชีวิต แต่อย่างน้อย...ขอแค่คำขอโทษสักคำเพื่อปลอบประโลมดวงวิญญาณของท่านพ่อก็ยังดี”
ข้อเรียกร้องที่แสนจะเรียบง่ายแต่กลับสะท้อนความจริงอันโหดร้าย คนเราเกิดมาไม่เท่ากัน วาสนาคนเราไม่เหมือนกัน ชนชั้นขุนนางย่อมมีอภิสิทธิ์บางอย่าง นี่เป็นสิ่งที่ฝังรากลึกมานานหลายร้อยปี การที่ฉู่เสินซิ่วคิดจะทำลายอภิสิทธิ์ของชนชั้นคหบดีและขุนนางย่อมเป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็ญ เขารู้ซึ้งถึงความจริงข้อนี้ดี
ในแง่หนึ่งชนชั้นคหบดีและขุนนางครอบครองทรัพยากรมากที่สุด มีที่ดินทำกินที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดแต่กลับไม่ต้องเสียภาษี ในขณะที่ชาวบ้านตาดำๆ ต้องทำนาหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินแต่กลับกินไม่อิ่มท้อง แถมภาระภาษีอากรของแคว้นก็ตกอยู่บนบ่าของพวกเขา โดยเฉพาะในยามศึกสงคราม ค่าใช้จ่ายในการทำศึกและค่าใช้จ่ายจิปาถะอื่นๆ ล้วนขูดรีดมาจากพวกเขา
นี่คือสิ่งที่ฉู่เสินซิ่วไม่อาจยอมรับได้ ดังนั้นเขาจึงยิ่งมุ่งมั่นที่จะปฏิรูปบ้านเมือง เพียงแต่...แม้จะเริ่มดำเนินการไปแล้วแต่ความคืบหน้าก็ยังล่าช้ามาก เมื่อนึกถึงจุดนี้เขาก็อดปวดหัวไม่ได้
แม้ในเมืองหลวงจะเริ่มเห็นผลสำเร็จบ้างแล้ว แต่ฉู่เสินซิ่วก็รู้ดีว่านี่เป็นเพียงภาพลวงตาของความเจริญรุ่งเรือง เพราะเขาได้อัดฉีดงบประมาณลงไปจำนวนมหาศาล ชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎรจึงดีขึ้นในระยะสั้น แต่หากต้องการให้ชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎรดีขึ้นอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องมีรากฐานที่มั่นคงลึกซึ้งกว่านี้ สำหรับเรื่องนี้ฉู่เสินซิ่วเข้าใจดี การปฏิรูปยังคงต้องดำเนินต่อไป
กลับมาที่เรื่องตรงหน้า ฉู่เสินซิ่วจ้องมองหญิงสาวผู้นี้ เขาเชื่อคำพูดของนางไปแล้วเจ็ดแปดส่วน น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำแต่หนักแน่น
“เจ้าวางใจเถอะ ข้าจะทวงความยุติธรรมให้พ่อของเจ้าให้ได้ ไม่ว่าอีกฝ่ายจะเป็นใครหน้าไหนก็ต้องชดใช้ โอรสสวรรค์กระทำผิด โทษทัณฑ์เท่าสามัญชน”
ในชั่วขณะนั้นเขามองดูหญิงสาวตรงหน้าด้วยสายตาที่มุ่งมั่น ใบหน้าของเขาฉายแววเด็ดเดี่ยวที่ไม่อาจปิดบัง เมื่อมาถึงขั้นนี้ก็ไม่จำเป็นต้องพูดอะไรให้มากความ
“ขอบพระคุณใต้เท้าเจ้าค่ะ” ชิงเอ๋อร์พูดไปร้องไห้ไป
นางรู้ดีว่าเรื่องนี้ยากลำบากเพียงใด แต่อย่างน้อยนางก็ได้เห็นความหวัง เพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว นางเชื่อเสมอว่าในคนหมู่มากย่อมต้องมีคนดีมีคุณธรรมยืนหยัดขึ้นมา โชคดีที่นางไม่ยอมแพ้ และในที่สุดนางก็ได้พบกับฉู่เสินซิ่ว
“ไปกับข้าที่หนึ่งก่อน” ฉู่เสินซิ่วกล่าว
เขาตั้งใจจะไปหาลู่เสวี่ยฉีก่อนแล้วค่อยจัดการเรื่องนี้ หากเป็นไปได้เขาอยากให้ชิงเอ๋อร์อยู่เป็นเพื่อนลู่เสวี่ยฉี คอยดูแลเรื่องอาหารการกินและความเป็นอยู่ แม้ลู่เสวี่ยฉีจะไม่ใช่คนประเภทที่ชอบให้ใครมาปรนนิบัติ แต่ก็ควรต้องเริ่มปรับตัวให้ชิน เพราะในวันหน้านางจะได้เป็นถึงฮองเฮา จะเป็นไปได้อย่างไรที่นางจะต้องลงมือทำทุกอย่างด้วยตัวเอง นั่นจะดูไม่เหมาะสม ดังนั้นการปรับตัวล่วงหน้าจึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง
เมื่อมาถึงที่พักของลู่เสวี่ยฉี ฉู่เสินซิ่วก้าวเท้าเข้าไปก็เห็นนางกำลังซักผ้าอยู่ในลานบ้าน ข้างกายมีกาละมังใบใหญ่ใบหนึ่งโดยมีต้าหู่และเอ้อร์หู่คอยช่วยอยู่ข้างๆ
“คุณชาย!” ต้าหู่และเอ้อร์หู่เป็นผู้ฝึกตนย่อมสัมผัสได้ถึงการมาของฉู่เสินซิ่วทันที พวกเขารีบตะโกนเรียกด้วยความตื่นตระหนก
“แม่นางลู่...นางอยู่นิ่งไม่เป็น ต้องหางานทำตลอด พวกข้าห้ามก็ไม่ฟัง นางเลยไปรับงานจากโรงซักผ้าแถวนี้มาทำขอรับ” ต้าหู่รีบอธิบาย
ฉู่เสินซิ่วรู้นิสัยของลู่เสวี่ยฉีดีจึงไม่ได้ตำหนิอะไรมาก เขาเพียงมองดูหญิงสาวที่พับแขนเสื้อขึ้น เผยให้เห็นท่อนแขนขาวผ่อง หน้าผากของนางชื้นไปด้วยเหงื่อเม็ดเล็กๆ เขาหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาจากอกเสื้อ แล้วค่อยๆ ซับเหงื่อให้นางอย่างแผ่วเบา
“ข้าบอกแล้วไม่ใช่หรือว่าไม่ต้องทำอะไร อยู่เฉยๆ ไม่ดีกว่าหรือ” น้ำเสียงของเขาแฝงไว้ด้วยความไม่พอใจเล็กน้อย
ลู่เสวี่ยฉีหน้าแดงระเรื่อ ไม่เจอกันนานนางยังคงรู้สึกเขินอายเมื่ออยู่ใกล้ชิดเขา นางรีบอธิบาย
“ไม่มีอะไรหรอกเจ้าค่ะ ตอนอยู่บ้านนอกข้าก็ทำจนชินแล้ว วันไหนไม่ได้ทำอะไรเลยจะรู้สึกเบื่อๆ อีกอย่าง...งานนี้ก็พอจะช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายได้ อย่างน้อยค่าอาหารของพวกเราสามคนข้าก็หาได้ ข้าบอกแล้วว่าข้าอยู่คนเดียวได้ ท่านก็ยังจะให้พี่ต้าหู่กับพี่เอ้อร์หู่มาคอยเฝ้า ข้าก็ต้องดูแลเรื่องปากท้องของพวกเขาด้วย ถ้าไม่ทำงานจะเอาอะไรกินล่ะเจ้าคะ”
ฉู่เสินซิ่วไม่ได้พูดอะไรต่อ
“แม่นางท่านนี้คือ...” ลู่เสวี่ยฉีสังเกตเห็นชิงเอ๋อร์ที่ยืนอยู่ด้านหลัง หญิงสาวหน้าตางดงามหมดจด
ฉู่เสินซิ่วอธิบายเรื่องราวคร่าวๆ ให้ฟัง ทันใดนั้นชะตากรรมอันน่าสงสารของชิงเอ๋อร์ก็ได้รับความเห็นใจจากลู่เสวี่ยฉีทันที ความเมตตาจิตของเด็กสาวผู้นี้ช่างบริสุทธิ์สดใสยิ่งนัก