- หน้าแรก
- ระบบลงชื่อหมื่นล้านปี ตื่นขึ้นมาก็ไร้เทียมทาน
- บทที่ 39 บ้านเมืองสงบสุข
บทที่ 39 บ้านเมืองสงบสุข
บทที่ 39 บ้านเมืองสงบสุข
บนใบหน้าของฉู่เสินซิ่วยังคงประดับด้วยรอยยิ้มบางเบา ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่จะเปิดโปงนางเพราะการทำเช่นนั้นจะเป็นการแหวกหญ้าให้งูตื่น หากจ้าวฝูถูรู้ตัวแผนการที่วางไว้อาจล้มเหลว และผลที่ตามมาคงยากจะรับมือ ปัญหาต่างๆ อาจลุกลามบานปลาย
ดังนั้นเขาจึงแสร้งทำเป็นไม่รู้เจตนาของอวี๋เหม่ยเหรินต่อไป แต่มีสิ่งหนึ่งที่ฉู่เสินซิ่วมั่นใจ นั่นคือหากอวี๋เหม่ยเหรินมีข้อตกลงลับกับจ้าวฝูถูจริง การที่นางมาอยู่ข้างกายเขาย่อมมีจุดประสงค์แอบแฝงที่ไม่อาจเปิดเผย เขารู้ซึ้งถึงข้อนี้ดี ดังนั้นในอนาคตนางจะต้องลงมืออีกครั้งและจะต้องเผยพิรุธออกมาอย่างแน่นอน
ฉู่เสินซิ่วไม่รีบร้อน เขาตัดสินใจที่จะเลิกคิดเรื่องนี้ชั่วคราว
“เด็กๆ...เตรียมรถม้า!”
เปลี่ยนเป็นชุดลำลองเตรียมออกจากวังไปหาลู่เสวี่ยฉี เรื่องนี้ต้องรีบแจ้งให้นางทราบโดยเร็ว อย่างน้อยก็เพื่อมอบความหวังให้นางไม่ต้องให้รอคอยอย่างเลื่อนลอยไร้จุดหมาย
ฉู่เสินซิ่วไม่ได้พาผู้ติดตามไปมากนัก มีเพียงขันทีคนสนิทติดตามไปเพียงคนเดียว อันที่จริงด้วยพลังฝีมือของเขาไม่จำเป็นต้องมีคนคุ้มกัน เขานี่แหละคือผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในแคว้นหวาซวี แต่ในบางสถานการณ์การมีผู้ติดตามย่อมช่วยเสริมบารมีให้สมฐานะกษัตริย์
“ฝ่าบาท...ในยามนี้ราษฎรอยู่เย็นเป็นสุข ชีวิตความเป็นอยู่ดีวันดีคืน ล้วนเป็นพระมหากรุณาธิคุณของฝ่าบาทพะยะค่ะ! การมีฝ่าบาทเป็นกษัตริย์นับเป็นวาสนาของแคว้นหวาซวีและวาสนาของราษฎรชาวหวาซวีพะยะค่ะ” ขันทีข้างกายรีบเยินยอ
ฉู่เสินซิ่วยิ้มบางๆ นั่งอยู่ในรถม้ามองออกไปนอกหน้าต่าง ภายใต้นโยบายใหม่ชีวิตของราษฎรดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในเมืองหลวงภาพความเจริญรุ่งเรืองปรากฏแก่สายตา ในช่วงเวลานี้ในเมืองหลวงมีสถานบันเทิงเริงรมย์เกิดขึ้นมากมาย แสดงให้เห็นว่ารายได้ของราษฎรเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
เขาย่อมดีใจ แต่ก็ไม่ได้หลงระเริงกับความสำเร็จเพียงเล็กน้อย เพราะการปฏิวัติยังไม่สำเร็จยังต้องพยายามต่อไป แคว้นหวาซวีในตอนนี้ทำได้แค่ให้ราษฎรไม่อดตายเท่านั้น เมื่อเทียบกับแคว้นมหาอำนาจอย่างแคว้นฉิน แคว้นจ้าว หรือแคว้นฉู่ ความเจริญรุ่งเรืองของพวกเขานั้นเหนือกว่าที่นี่นับสิบเท่า
แต่ฉู่เสินซิ่วเชื่อเสมอว่าขอเพียงมีความพยายาม เขาย่อมเปลี่ยนแปลงสถานการณ์นี้ได้ นี่เป็นเรื่องที่แน่นอนอยู่แล้ว ฉู่เสินซิ่วย่อมไม่หลงระเริงกับความสำเร็จเพียงเล็กน้อย ในช่วงนี้ราชสำนักมีคนเก่งปรากฏตัวขึ้นมากมาย เช่น เฉินเป่ยเสวียน, สามพี่น้องสกุลโจว, เฉินฉางเซิง และคนอื่นๆ ล้วนเป็นคนมีความสามารถ แต่ก็ยังห่างไกลจาก 'อัจฉริยะ' ที่เขาคาดหวัง
นี่ไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการ เขาต้องการยอดคนระดับจูกัดเหลียง, หลิวปั๋วเวิน หรือจางจวีเจิ้ง ผู้เป็นปราชญ์แห่งยุค! แน่นอนว่าฉู่เสินซิ่วรู้ดี คนเช่นนั้นหาได้ยากยิ่ง แต่หากมีจริงย่อมเป็นเสาหลักค้ำจุนแผ่นดิน ช่วยให้บ้านเมืองสงบสุขร่มเย็น
รถม้าเคลื่อนตัวไปตามถนนอย่างเชื่องช้า นโยบายใหม่เพิ่งเริ่มใช้ได้ไม่นานฉู่เสินซิ่วก็ไม่กล้าคาดหวังอะไรมากนัก แต่ในขณะนั้นเองฝูงชนด้านหน้าก็เบียดเสียดกันจนปิดถนน
ฉู่เสินซิ่วขมวดคิ้ว ขันทีคนสนิทรีบเอ่ยขึ้น “ฝ่าบาท กระหม่อมจะลงไปดูเองพะยะค่ะ ทหารยามมัวทำอะไรอยู่ ที่นี่เป็นถนนสายหลักแท้ๆ ปล่อยให้รถติดขนาดนี้ได้อย่างไร”
พูดจบเขาก็รีบวิ่งออกไป
ครู่ต่อมา
“ทูลฝ่าบาท มีหญิงสาวชาวบ้านมาร้องทุกข์พะยะค่ะ นางบอกว่าบุตรชายของขุนนางขั้นหนึ่งทุบตีบิดาของนางจนตาย หากใครช่วยเรียกร้องความยุติธรรมให้นางได้นางยินดีเป็นวัวเป็นม้าชดใช้บุญคุณ แต่ส่วนใหญ่มีแต่คนมามุงดู ยังไม่รู้ว่าเรื่องจริงหรือเท็จ แต่ต่อให้เป็นเรื่องจริง...”
ประโยคหลังเขาไม่กล้าพูดต่อ แต่ฉู่เสินซิ่วน่าจะเข้าใจดี ขุนนางขั้นหนึ่งมีอำนาจบารมีเพียงใด ใครจะกล้าเอาคอพาดเขียงไปช่วยคนแปลกหน้าร้องทุกข์ ล้อเล่นหรือไง ชีวิตคนธรรมดาจะไปเทียบกับขุนนางขั้นหนึ่งได้อย่างไร
“มีเรื่องเช่นนี้ด้วยหรือ ข้าจะลงไปดู”
ฉู่เสินซิ่วขมวดคิ้ว เรื่องเล็กน้อยเขาอาจมองข้ามไปได้ แต่เรื่องคอขาดบาดตายในฐานะขุนนางชั้นผู้ใหญ่ควรทำตัวเป็นแบบอย่างมิใช่หรือ เขาก้าวลงจากรถม้า พลังที่มองไม่เห็นแหวกฝูงชนออกเป็นทาง เป็นไปตามคาด ริมถนนมีหญิงสาวชาวบ้านคุกเข่าอยู่
คนมุงดูมากมาย แต่ที่มาชุมนุมกันในตอนนี้ไม่ใช่เพราะความเห็นใจ แต่เป็นเพราะหญิงสาวผู้นี้แม้จะแต่งกายด้วยผ้าหยาบแต่กลับมีใบหน้าที่งดงามสะดุดตา แม้จะปราศจากเครื่องสำอางแต่ความงามของนางก็น่าตื่นตะลึง ชายใดได้พบเห็นย่อมต้องหวั่นไหว
รูปลักษณ์ของนางแตกต่างจากลู่เสวี่ยฉีที่ดูสูงส่งราวเทพธิดา นางดูเรียบง่ายและเข้าถึงได้มากกว่า แม้แวบแรกอาจไม่โดดเด่นเท่าลู่เสวี่ยฉี แต่สตรีผู้นี้เป็นประเภทที่ยิ่งมองยิ่งงาม การได้อยู่ใกล้ชิดนางจะทำให้รู้สึกสบายใจ
ดวงตาของหญิงสาวว่างเปล่า จ้องมองพื้นดินด้วยความสิ้นหวัง บนผืนผ้าดิบตรงหน้ามีตัวอักษรที่เขียนด้วยเลือด แสดงให้เห็นว่าในยามที่นางเขียนนางมีความสิ้นหวังเพียงใด สิ่งที่น่าโกรธยิ่งกว่าคือบรรดาชายหนุ่มที่รายล้อมต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์รูปร่างหน้าตาของนางอย่างสนุกปาก
จากจุดนี้ชวนให้รู้สึกปลงสังเวชใจนัก สังคมเสื่อมทราม จิตใจคนตกต่ำ
ฉู่เสินซิ่วกวาดสายตามองคร่าวๆ เนื้อหาบนผ้าดิบตรงกับที่ขันทีรายงาน แต่พื้นที่บนผ้ามีจำกัดจึงไม่อาจทราบรายละเอียดได้
“ที่เขียนมาเป็นความจริงหรือ”
ฉู่เสินซิ่วค่อยๆ หยิบผ้าดิบผืนนั้นขึ้นมา ไพล่มือไว้ด้านหลัง จากนั้นก็จ้องมองหญิงสาวตรงหน้า นัยน์ตาเปี่ยมด้วยอำนาจ
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าการใส่ร้ายขุนนางราชสำนักมีโทษสถานใด หากเป็นเรื่องจริงข้าจะให้ความเป็นธรรมแก่เจ้าเอง!” ฉู่เสินซิ่วเอ่ยเสียงเย็น แรงกดดันมหาศาลถาโถมเข้าใส่หญิงสาว
นางเงยหน้ามองฉู่เสินซิ่วอย่างเหม่อลอย ชายหนุ่มผู้นี้ให้ความรู้สึกที่แตกต่างออกไป เมื่อได้เห็นฉู่เสินซิ่วราวกับนางได้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง นางรีบถลาเข้ามาหา พูดละล่ำละลัก
“เรียนคุณชาย ที่ผู้น้อยพูดมาเป็นความจริงทุกประการเจ้าค่ะ! หากมีคำเท็จแม้แต่คำเดียวขอให้ฟ้าผ่าตาย ขอเพียงคุณชายช่วยให้ความเป็นธรรมแก่ผู้น้อยได้ ผู้น้อยผู้ต่ำต้อยยินดีจะปรนนิบัติรับใช้ข้างกายคุณชายตลอดไปเจ้าค่ะ”
สิ่งที่นางพอจะใช้แลกเปลี่ยนได้ก็มีเพียงร่างกายอันไร้ค่านี้เท่านั้น หากฉู่เสินซิ่วต้องการนางก็ยินดีมอบให้
“ลุกขึ้นมาคุยกัน” ฉู่เสินซิ่วกล่าว
หญิงสาวพยุงตัวลุกขึ้นอย่างทุลักทุเล เพราะคุกเข่านานเกินไปขาจึงแข็งจนแทบยืนไม่อยู่ ภาพนี้ชวนให้รู้สึกเวทนายิ่งนัก ท่ามกลางสายตาของผู้คนฉู่เสินซิ่วพานางขึ้นรถม้า ตั้งใจจะสอบถามรายละเอียดให้แน่ชัดเสียก่อน เพราะจะฟังความข้างเดียวไม่ได้ ต้องรู้ตื้นลึกหนาบางและความเป็นมาของเรื่องราวให้กระจ่างแจ้ง