- หน้าแรก
- ระบบลงชื่อหมื่นล้านปี ตื่นขึ้นมาก็ไร้เทียมทาน
- บทที่ 35 นับแต่นี้ กษัตริย์ไม่เสด็จออกว่าราชการเช้า
บทที่ 35 นับแต่นี้ กษัตริย์ไม่เสด็จออกว่าราชการเช้า
บทที่ 35 นับแต่นี้ กษัตริย์ไม่เสด็จออกว่าราชการเช้า
“สนมรัก มีสิ่งใดที่ปรารถนาเป็นพิเศษหรือไม่”
ฉู่เสินซิ่วโอบกอดหญิงสาวไว้ในอ้อมแขน สูดดมกลิ่นหอมจางๆ จากเส้นผมของนางพลางเอ่ยถาม
“ทูลฝ่าบาท หม่อมฉันไม่มีสิ่งใดที่ปรารถนาเป็นพิเศษเพคะ ชีวิตความเป็นอยู่ตั้งแต่เล็กจนโตก็สุขสบายดี ไม่ขาดแคลนสิ่งใด” หวังอวี่เยียนตอบเสียงเบา
เงินทองและทรัพย์สมบัติที่บ้านของนางมีมากมายเหลือเฟือ แต่หากจะให้พูดถึงสิ่งที่ปรารถนาจริงๆ ดูเหมือนจะมีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้น...นั่นคือการบำเพ็ญเพียร! ในยุคสมัยนี้สถานะของผู้ฝึกตนนั้นสูงส่งอย่างยิ่ง แม้แต่ในราชสำนักหากขุนนางคนใดเป็นยอดฝีมือที่มีพลังแกร่งกล้า ย่อมมีอำนาจและบารมีเหนือกว่าผู้อื่น เรื่องนี้เป็นความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้
ในราชสำนัก ต่อให้ขุนนางฝ่ายบุ๋นจะมีตำแหน่งสูงส่งเพียงใดก็ไม่อาจเทียบชั้นได้กับขุนนางฝ่ายบู๊ที่มีวรยุทธ์ นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมในบรรดาสี่ขุนนางผู้สำเร็จราชการ จ้าวฝูถูถึงมีอำนาจมากที่สุด เมื่อครั้งอดีตเจ้าแคว้นสวรรคต เขาได้รับการยกย่องให้เป็นเสาหลักค้ำจุนแผ่นดินก็เพราะเขามีพลังการต่อสู้ที่แข็งแกร่งที่สุด
ในฐานะสตรี หากสามารถเป็นผู้ฝึกตนได้ย่อมเปรียบเสมือนการได้เกิดใหม่ เป็นการพลิกชะตาชีวิตอย่างแท้จริง เรื่องนี้ไม่ต้องสงสัยเลย เพียงแต่...พรสวรรค์เป็นสิ่งที่กำหนดมาตั้งแต่กำเนิด หวังอวี่เยียนรู้ดีว่านางเคยผ่านการทดสอบมาหลายครั้งแล้ว แต่ผลก็ออกมาเหมือนเดิมคือนางไร้ซึ่งพรสวรรค์ในการบำเพ็ญเพียร
ต่อให้จะมั่งคั่งร่ำรวยเพียงใด หรือมีอำนาจล้นฟ้าแค่ไหน ก็ไม่อาจทำให้คนที่ไร้พรสวรรค์กลายเป็นผู้ฝึกตนได้ ดังนั้นหวังอวี่เยียนจึงรู้ตัวดีว่าความปรารถนาของนางนั้นเป็นเพียงฝันลมๆ แล้งๆ
“ขอเพียงเจ้าเอ่ยปาก เราจะพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้เจ้าสมปรารถนา” ฉู่เสินซิ่วเอ่ยคำมั่นสัญญาอย่างหนักแน่น
หวังอวี่เยียนยิ้มออกมา เพียงแค่ฉู่เสินซิ่วผู้เป็นถึงเจ้าแคว้นมีความคิดเช่นนี้ นางก็ดีใจมากแล้ว เพียงแค่ท่าทีของเขาก็ทำให้นางรู้สึกว่าตนเองได้รับความสำคัญ นี่เป็นสิ่งที่นางไม่กล้าแม้แต่จะคาดฝันมาก่อน สีหน้าของนางในยามนี้เต็มไปด้วยความสุข ใบหน้าเปล่งประกายงดงามชวนมอง
“แค่ฝ่าบาทมีพระทัยเช่นนี้ หม่อมฉันก็ดีใจมากแล้วเพคะ แต่ความปรารถนาของหม่อมฉัน...มันเกินจริงไปหน่อย” หวังอวี่เยียนเอ่ยเสียงเบา
ฉู่เสินซิ่วขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว “เจ้าไม่เชื่อในความสามารถของเราหรือ”
เขาอยากรู้นักว่าความปรารถนาของหวังอวี่เยียนคือสิ่งใด และมันยากเย็นเพียงไหนกันเชียวถึงขนาดทำให้นางไม่เชื่อว่าเจ้าแคว้นอย่างเขาจะทำให้นางสมปรารถนาได้
“หม่อมฉันใฝ่ฝันอยากจะเป็นผู้ฝึกตนที่แข็งแกร่งมาโดยตลอด อยากจะเปลี่ยนชะตาชีวิตด้วยมือของตัวเอง ไม่ใช่ต้องคอยพึ่งพาบารมีคนอื่น แต่เมื่อนานมาแล้วหม่อมฉันเคยได้รับการตรวจสอบ และพบว่าไม่มีพรสวรรค์ในการบำเพ็ญเพียรเลยแม้แต่น้อย ดังนั้น...จึงทำได้แค่ฝันเพคะ” หวังอวี่เยียนเอ่ยเสียงเศร้า
แน่นอน...ไม่ว่าใครก็คงคิดเช่นนี้ พรสวรรค์ในการบำเพ็ญเพียรเป็นสิ่งที่สวรรค์ประทานให้มาแต่กำเนิด ต่อให้ใช้ยาวิเศษหรือวิธีพิสดารเพียงใดก็ไม่อาจฝืนลิขิตฟ้าเปลี่ยนชะตาคนได้ มิเช่นนั้นยอดฝีมือทั้งหลายคงใช้วิธีการเหล่านั้นทำให้ลูกหลานของตนมีพรสวรรค์ล้ำเลิศ เพื่อสืบทอดความยิ่งใหญ่ของตระกูลไปชั่วกัลปาวสานแล้วไม่ใช่หรือ
หากเป็นเช่นนั้นก็คงผิดกฎเกณฑ์แห่งสวรรค์ เมื่อถึงจุดสูงสุดย่อมเสื่อมถอย นี่คือกฎธรรมชาติที่มีมาแต่โบราณ ดังนั้นการที่หวังอวี่เยียนจะคิดเช่นนี้ก็เป็นเรื่องปกติวิสัย ฉู่เสินซิ่วไม่ได้ตำหนินางเพราะนี่คือความคิดของคนทั่วไป
แต่ทว่า...หากเป็นเมื่อก่อน ต่อให้ฉู่เสินซิ่วมีระบบก็คงทำอะไรไม่ได้ แต่เมื่อวานนี้เขาเพิ่งค้นพบความลับบางอย่าง ซึ่งทำให้เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเขาอีกต่อไป
“เรารับปากเจ้า เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมเราจะทำให้เจ้าได้เป็นผู้ฝึกตนอย่างแน่นอน! นี่คือคำสัญญาของเราที่มีต่อเจ้า” ฉู่เสินซิ่วเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง
แน่นอนว่าเขายังไม่คิดจะปรับเปลี่ยนร่างกายให้นางในตอนนี้ เวลายังไม่สุกงอม แต่ขอเพียงหวังอวี่เยียนไม่ทำเรื่องเหลวไหลจนเกินขอบเขต เรื่องนี้ย่อมเกิดขึ้นแน่นอน ในอนาคตนางจะได้เป็นผู้ฝึกตนอย่างไม่ต้องสงสัย
หวังอวี่เยียนหมดหวังที่จะเป็นผู้ฝึกตนไปนานแล้ว นางเพียงแค่เปรยขึ้นมาเล่นๆ เท่านั้น เพราะผลการทดสอบในอดีตก็เท่ากับคำพิพากษาประหารชีวิตความฝันของนางไปแล้ว แต่คำตอบของฉู่เสินซิ่วกลับทำให้นางคาดไม่ถึง ฉู่เสินซิ่วเป็นถึงกษัตริย์ย่อมไม่ตรัสคืนคำ การที่เขาเอ่ยเช่นนี้แสดงว่าเขามีความมั่นใจพอสมควร หวังอวี่เยียนเริ่มเกิดความสงสัยขึ้นมา การฝืนลิขิตฟ้าเช่นนี้ฉู่เสินซิ่วจะทำได้จริงๆ หรือ
“ขอบพระทัยฝ่าบาท!”
หวังอวี่เยียนดีใจจนเนื้อเต้น ไม่ว่าจะทำได้จริงหรือไม่ แต่ขอเพียงฉู่เสินซิ่วยังจดจำเรื่องของนางได้ เพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว ลองคิดดูดีๆ ชีวิตในวังก็ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิดนี่นา
หนึ่งราตรีผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว แม้ฉู่เสินซิ่วจะทะนุถนอมร่างกายของหวังอวี่เยียน แต่ดูเหมือนว่าหญิงสาวผู้นี้จะพ่ายแพ้ต่อเสน่ห์ของเขาอย่างราบคาบ จึงเรียกร้องจากเขาไม่น้อย และท่าทีที่นางแสดงออกก็ช่างเร่าร้อนยิ่งนัก ฉู่เสินซิ่วจึงจำต้องสนองความต้องการของนาง
แน่นอนว่าเขาไม่ได้ปฏิเสธเรื่องพรรค์นี้ ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยสัมผัสความสุขเช่นนี้มาก่อน แต่เมื่อได้ลิ้มลองแล้วก็พบว่าตัวเองเริ่มหลงใหลและถอนตัวไม่ขึ้น ในที่สุดเขาก็เข้าใจบทกวีของยอดกวีท่านหนึ่งที่พรรณนาถึงฉากนี้ได้อย่างลึกซึ้ง
ราตรีสั้นตะวันสายโด่ง นับแต่นี้กษัตริย์ไม่เสด็จออกว่าราชการเช้า
ไม่ว่าใครที่ได้ขึ้นเป็นกษัตริย์ก็คงจะเป็นเช่นนี้ ในระดับหนึ่งคนรุ่นหลังอาจวิพากษ์วิจารณ์กษัตริย์ในอดีตอย่างเป็นกลาง แต่หากได้มานั่งในตำแหน่งนี้จริงๆ ก็ใช่ว่าจะทำตัวดีไปกว่ากันสักเท่าไหร่ เพียงแค่ด่านสาวงามก็เป็นด่านที่ยากจะก้าวข้ามสำหรับใครหลายคน
อย่างน้อยตอนนี้ฉู่เสินซิ่วก็เริ่มหลงใหลในรสชาตินี้แล้ว แต่ถึงกระนั้นต่อให้จะลุ่มหลงในอิสตรีเพียงใด เขาก็ยังคงปฏิบัติภารกิจที่ควรทำ ไม่ปล่อยให้ราชกิจเสียหาย เมื่อเทียบกับการเสพสุข การครองใต้หล้าคือปณิธานสูงสุดของฉู่เสินซิ่ว และยังมีระบบเป็นภูเขาลูกใหญ่ขวางหน้าอยู่ ต่อให้ฉู่เสินซิ่วอยากจะเป็นกษัตริย์เจ้าสำราญก็คงทำไม่ได้
หากต้องการเปิดระบบขั้นต่อไป เขาจำเป็นต้องสร้างราชวงศ์ใหม่ขึ้นมา แต่แคว้นหวาซวีในตอนนี้ยังเล็กเกินไป จะเรียกว่าราชวงศ์ได้อย่างไร ตอนนี้มาคิดเรื่องพวกนั้นดูจะไกลตัวเกินไปหน่อย
สิ่งที่ต้องทำเร่งด่วนในตอนนี้คือการจัดการเรื่องราวภายในแคว้นให้เรียบร้อย ยกระดับความแข็งแกร่งของชาติ และพยายามยึดครองหกแคว้นให้ได้ภายในสิบปี!
ถ้าจำไม่ผิด ดินแดนเจ็ดแคว้นในปัจจุบันเมื่อหลายร้อยปีก่อนเคยเป็นดินแดนภายใต้อาณัติของอาณาจักรที่ชื่อว่า ต้าโจว ซึ่งต้าโจวน่าจะเป็นอาณาจักรระดับมหาอำนาจ ลำดับชั้นระหว่างอาณาจักรนั้นแบ่งแยกอย่างชัดเจน ในแทบทุกภูมิภาคจะมีสมาพันธ์อาณาจักรคอยดูแลอยู่ ต้องได้รับการยอมรับในด้านความแข็งแกร่งและปัจจัยอื่นๆ จึงจะได้รับการเลื่อนระดับ