- หน้าแรก
- ระบบลงชื่อหมื่นล้านปี ตื่นขึ้นมาก็ไร้เทียมทาน
- บทที่ 29 แผนการลับ
บทที่ 29 แผนการลับ
บทที่ 29 แผนการลับ
นานๆ จะได้ออกมาข้างนอกสักครั้ง ฉู่เสินซิ่วไม่มีทางยอมกลับไปง่ายๆ แน่นอน หลังจากสั่งให้ผู้ติดตามถอยออกไป เขาจึงมุ่งหน้าไปยังที่พักของลู่เสวี่ยฉีเพียงลำพัง
ราตรีนี้ดึกสงัดแล้ว แต่นางยังไม่เข้านอน แสงไฟสลัวยังคงส่องสว่าง ภายในลานบ้านเล็กๆ ที่ถูกทำความสะอาดอย่างประณีตบรรจงสะท้อนให้เห็นถึงรสนิยมของนาง มองเข้าไปในห้องเห็นคนผู้หนึ่งนั่งอยู่บนตั่ง ดูเหมือนกำลังง่วนอยู่กับอะไรบางอย่าง เมื่อเห็นภาพนี้ฉู่เสินซิ่วก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกจนปัญญา จะให้ลู่เสวี่ยฉีอยู่เฉยๆ โดยไม่ทำอะไรเลยดูจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้จริงๆ
เขาเคาะประตูเบาๆ
“ใครน่ะ”
เสียงของลู่เสวี่ยฉีดังลอดออกมา เมื่อเปิดประตูและเห็นว่าเป็นฉู่เสินซิ่ว แววตาของหญิงสาวก็ฉายแววปีติยินดี เพราะในเมืองหลวงอันกว้างใหญ่นี้คนที่นางรู้จักมักคุ้นมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้น
“ทำไมท่านถึงมาดึกดื่นป่านนี้เจ้าคะ” ลู่เสวี่ยฉีเอ่ยถาม
ฉู่เสินซิ่วยิ้มตอบ “เพิ่งจะว่างจากงานเลยแวะมาเยี่ยมเจ้า คงไม่โทษข้ากระมัง ตั้งแต่เจ้ามาเมืองหลวงตั้งหลายวัน นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าได้มาหา”
“จะโทษท่านได้อย่างไรเจ้าคะ ท่านมีธุระต้องทำเป็นเรื่องปกติ เชิญเข้ามานั่งข้างในก่อนสิเจ้าคะ” ลู่เสวี่ยฉีส่ายหน้าเบาๆ
ฉู่เสินซิ่วเดินเข้าไปในห้อง เห็นงานฝีมือมากมายวางอยู่ น่าจะเป็นงานที่ลู่เสวี่ยฉีหาทำในเมืองหลวง แม้รายได้จะไม่มากนักแต่ก็เพียงพอสำหรับเลี้ยงดูตัวเอง เรื่องนี้เขาได้รับรายงานจากเอ้อร์หู่แล้ว ทั้งสองคนแทบจะเข้าวังมารายงานเรื่องเหล่านี้ให้ฉู่เสินซิ่วฟังทุกวัน
“ชีวิตในเมืองหลวงเป็นอย่างไรบ้าง” ฉู่เสินซิ่วถามไถ่
“ก็ดีเจ้าค่ะ ไม่ต่างจากเมื่อก่อนมากนัก ชีวิตในเมืองก็แค่...วุ่นวายกว่าชนบท และสงบเงียบกว่านิดหน่อย” ลู่เสวี่ยฉีตอบ
ฉู่เสินซิ่วพยักหน้า เขานั่งคุยอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะขอตัวกลับ เรื่องพี่ชายของลู่เสวี่ยฉียังต้องใช้เวลาสืบหา เพราะสงครามที่ยืดเยื้อยาวนานทำให้ทหารแคว้นหวาซวีล้มตายไปเป็นจำนวนมาก หลายคนตายโดยไม่มีแม้แต่ชื่อบันทึกไว้ การจะตามหานั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ฉู่เสินซิ่วก็จดจำเรื่องนี้ใส่ใจไว้เสมอ
ในขณะเดียวกัน ณ ชายแดน
เงาร่างหนึ่งลอบเข้ามาจากดินแดนแคว้นฉิน เข้าสู่ดินแดนเก่าของแคว้นหวาซวีที่เพิ่งกอบกู้คืนมาจากแคว้นฉวี่หรง การเคลื่อนไหวของเขาช่างลึกลับซับซ้อน ไม่นานนักก็มีคนผู้หนึ่งปรากฏตัวขึ้นเพื่อรับช่วงต่อ
“ท่านคือทูตจากแคว้นฉินใช่หรือไม่” ผู้มาเยือนเอ่ยถามเสียงเบา
“พาข้าไปพบท่านแม่ทัพจ้าว” ทูตแคว้นฉินไม่พูดพร่ำทำเพลง กวาดสายตามองไปรอบๆ แล้วออกคำสั่ง
ทั้งสองมุ่งหน้าตรงไปยังค่ายทหารของกองทัพหวาซวี การป้องกันรอบด้านแน่นหนาเป็นพิเศษ บรรยากาศตึงเครียดราวกับพายุฝนกำลังจะกระหน่ำ ราวกับว่าสงครามใหญ่พร้อมจะปะทุขึ้นได้ทุกเมื่อ
จ้าวฝูถูนั่งอยู่บนเก้าอี้หนังเสือในกระโจมบัญชาการ สีหน้าของเขาหยิ่งยโส ใบหน้าเหี่ยวย่นฉายแววทะเยอทะยานอย่างปิดไม่มิด สำหรับเขาแล้วการทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อแคว้นมาตลอดชีวิตแต่กลับต้องมาถูกเด็กเมื่อวานซืนที่เพิ่งขึ้นครองราชย์คิดจะกวาดล้าง
ประการแรกคือนโยบายใหม่ที่กระทบต่อผลประโยชน์ของเขาอย่างรุนแรง นอกจากนี้มาตรการต่างๆ ยังมุ่งเน้นลดทอนอำนาจที่พวกเขาถือครอง เช่นการจัดตั้งคณะเสนาบดีและหน่วยองครักษ์เสื้อแพรที่กำลังก่อตั้ง เมื่อมีหน่วยงานเหล่านี้การไปมาหาสู่ระหว่างขุนนางคงลดน้อยลง เพราะไม่มีใครอยากถูกข้อหาซ่องสุมกำลัง
แม้จะเป็นแค่การไปมาหาสู่กันตามปกติ แต่หากเจ้าแคว้นต้องการจะเอาชีวิตใครก็ย่อมหาข้ออ้างได้ร้อยแปดพันเก้า ใครจะกล้าแบกรับความเสี่ยงนั้น? จากสถานการณ์ในปัจจุบันเรื่องนี้ชัดเจนแจ่มแจ้ง ด้วยเหตุนี้จ้าวฝูถูจึงตัดสินใจสู้จนตัวตาย แม้จะเคยเห็นฝีมือของฉู่เสินซิ่วมาแล้ว แต่เขาเชื่อว่าหากวางแผนให้รัดกุม อีกฝ่ายย่อมไม่มีทางรอดไปได้
“จางอี้ ทูตแคว้นฉิน คารวะท่านแม่ทัพจ้าว”
ทูตแคว้นฉินประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม
จ้าวฝูถูวางมาดดุจราชา มองดูผู้มาเยือนด้วยสายตาหยิ่งผยอง “ท่านทูต มิทราบว่าเจ้าแคว้นของท่านได้รับจดหมายจากข้าหรือยัง ไม่ทราบว่าท่านอ๋องมีความเห็นอย่างไรเรื่องการร่วมมือกันในครั้งนี้”
“หากสิ่งที่ท่านแม่ทัพกล่าวเป็นความจริง ท่านอ๋องยินดีช่วยเหลือท่านแม่ทัพเต็มที่” ทูตแคว้นฉินกล่าวอย่างหนักแน่น “แต่ท่านอ๋องยังทรงมีข้อกังขา ความแข็งแกร่งของเจ้าแคว้นหวาซวีนั้นไม่ธรรมดา แม้เมืองหลวงจะว่างเปล่าไร้การป้องกัน แต่ลำพังแค่กองทัพจะบุกตีเมืองหลวงให้แตกพ่ายดูจะเป็นเรื่องยาก”
“แม้จะไม่มีทหารรักษาพระองค์หนึ่งแสนนาย แต่หากท่านจะให้ทหารแคว้นหวาซวีหันคมดาบใส่เจ้าแคว้นตัวเอง จะมีสักกี่คนที่เต็มใจทำเช่นนั้น ลำพังแค่ทหารแคว้นฉินแม้จะทำสำเร็จ แต่ความสูญเสียของแคว้นฉินก็คงมากมายมหาศาล บทเรียนจากแคว้นฉวี่หรงก็มีให้เห็นอยู่ทนโท่”
แคว้นฉินไม่ใช่คนโง่! เรื่องความแข็งแกร่งของฉู่เสินซิ่วเป็นที่เลื่องลือไปทั่วหล้า เรื่องนี้ไม่ต้องสงสัยเลย ในสถานการณ์เช่นนี้ทุกอย่างชัดเจนจนไม่ต้องเอ่ยปาก หากต้องพึ่งพาเพียงทหารแคว้นฉินไปต่อกรกับฉู่เสินซิ่ว ต่อให้แผนการสำเร็จ แคว้นฉินก็จะสูญเสียกำลังพลไปอย่างมหาศาล และผู้ที่ได้รับผลประโยชน์คือแคว้นอื่นและจ้าวฝูถู แคว้นฉินจะยอมทำเรื่องเสียแรงเปล่าแต่ไม่ได้อะไรตอบแทนเช่นนี้หรือ
ใต้หล้าวุ่นวาย ล้วนเพื่อผลประโยชน์ ไม่ว่าเรื่องใดย่อมต้องมีผลประโยชน์เป็นตัวขับเคลื่อน
จ้าวฝูถูหรี่ตาลง “กลับไปบอกเจ้าแคว้นฉินว่า เมื่อการใหญ่สำเร็จ เทพขุนเขาคุนอู๋และเทพสายน้ำลั่วเหอจะตกเป็นของแคว้นฉิน นอกจากนี้...การที่แคว้นหวาซวีผงาดขึ้นมาได้อย่างรวดเร็วย่อมมีความเกี่ยวข้องกับเจ้าแคว้นเด็กนั่นอย่างแยกไม่ออก พวกท่านเองก็น่าจะรู้ดีว่าเจ้าเด็กนั่นต้องมีความลับบางอย่างซ่อนอยู่”
“ดังนั้นข้าบอกได้เลยว่า ขอเพียงจัดการเจ้าเด็กนั่นได้ ทรัพย์สมบัติของเขาเราจะแบ่งกันคนละครึ่ง! เหตุใดทหารแคว้นหวาซวีถึงรบเก่งผิดปกติ นั่นเกี่ยวข้องกับงบประมาณ ตอนที่แคว้นฉวี่หรงบุกมา แคว้นหวาซวีถังแตก ไม่มีแม้แต่เงินเดือนทหาร เจ้าเด็กนั่นควักหยกวิญญาณระดับสูงออกมานับพันก้อนเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในกองทัพและบริหารบ้านเมือง”
จ้าวฝูถูเผยไต๋ออกมา หยกวิญญาณ! ล้ำค่ากว่าหินวิญญาณมากนัก อัตราแลกเปลี่ยนระหว่างหยกวิญญาณกับหินวิญญาณอยู่ที่หนึ่งต่อร้อย หยกวิญญาณระดับสูงหนึ่งพันก้อนมีค่าเท่ากับหินวิญญาณระดับสูงหนึ่งแสนก้อน ลองคิดดูสิว่ามันมั่งคั่งขนาดไหน ทรัพย์สมบัติเหล่านี้แม้แต่นำทรัพย์สินของหกแคว้นมารวมกันยังเทียบไม่ได้ แต่ฉู่เสินซิ่วกลับควักออกมาได้อย่างง่ายดาย เพียงเท่านี้ก็เพียงพอที่จะทำให้ผู้คนหวั่นไหวแล้ว
ทูตแคว้นฉินถึงกับตะลึงงัน แคว้นฉินพัฒนามาหลายร้อยปีจนถึงจุดสูงสุดในปัจจุบัน หยกวิญญาณในท้องพระคลังมีเพียงหยิบมือเดียว แต่อีกฝ่ายกลับมีมากมายถึงเพียงนั้น? เรื่องนี้ทำให้เขาตกใจจนแทบสิ้นสติ
“คำพูดนี้เป็นความจริงหรือ?” ทูตแคว้นฉินเอ่ยถามย้ำ