- หน้าแรก
- ระบบลงชื่อหมื่นล้านปี ตื่นขึ้นมาก็ไร้เทียมทาน
- บทที่ 24 ไฟสงครามปะทุอีกครา
บทที่ 24 ไฟสงครามปะทุอีกครา
บทที่ 24 ไฟสงครามปะทุอีกครา
สถานการณ์เช่นนี้ นับเป็นการวัดใจและความกล้าหาญของฉู่เสินซิ่วอย่างแท้จริง
เมืองหลวงไร้การป้องกัน หากฉู่เสินซิ่วกล้าส่งกองทหารรักษาพระองค์ทั้งหนึ่งแสนนายออกไปปกป้องชายแดน หากเกิดเหตุผิดพลาดขึ้นมา ผลที่ตามมานั้นยากจะคาดเดา รอบกายของเขาจะไร้ซึ่งเกราะคุ้มกันโดยสิ้นเชิง ครั้งนี้ต่างจากครั้งก่อน คราวนั้นฉู่เสินซิ่วนำทัพออกศึกด้วยตนเอง แต่คราวนี้...เขาจะประทับอยู่ที่เมืองหลวง ในขณะที่กองทหารทั้งหมดถูกส่งออกไป
ในขณะที่เหล่าขุนนางต่างพากันตกตะลึงจนอ้าปากค้าง ฉู่เสินซิ่วกลับยิ้มบางๆ
“ท่านแม่ทัพจ้าวมีใจภักดีต่อชาติบ้านเมือง เราจะขัดศรัทธาได้อย่างไร เด็กๆ...นำตราพยัคฆ์มา มอบอำนาจเคลื่อนย้ายกองทหารรักษาพระองค์”
การกระทำเช่นนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าฉู่เสินซิ่วมั่นใจในฝีมือของตนเองอย่างเปี่ยมล้น ตราบใดที่เขายังอยู่ เมืองหลวงแห่งนี้ก็ยังคงเป็นป้อมปราการที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี ไม่มีใครสามารถตีแตกได้ ไม่ว่าจะเป็นกองทัพพันธมิตรหกแคว้น หรือใครหน้าไหนก็ตาม นี่คือเหตุผลที่เขากล้ามอบกองทหารรักษาพระองค์ทั้งหนึ่งแสนนายให้จ้าวฝูถูดูแลทั้งหมด
“ขอบพระทัยฝ่าบาท!” จ้าวฝูถูรีบคุกเข่าลง แสดงความจงรักภักดี “กระหม่อมขอถวายสัตย์ปฏิญาณ จะทุ่มเทแรงกายแรงใจ ปกป้องแผ่นดินหวาซวีให้รอดพ้นจากภัยอันตรายทั้งปวง”
“ช้าก่อนพะยะค่ะ! กระหม่อมขอคัดค้าน” เย่กู้เฉิงก้าวออกมาทันที แสดงจุดยืนอย่างชัดเจน
“นับแต่อดีตกาล กองทหารรักษาพระองค์คือปราการด่านสุดท้ายขององค์เหนือหัว จำต้องอยู่เคียงข้างพระวรกายเพื่อความปลอดภัยสูงสุด จะให้กองทหารรักษาพระองค์ไปเฝ้าชายแดนหรือ? ไม่ได้เด็ดขาดพะยะค่ะ!” เขาตะโกนก้องด้วยความร้อนรน
“หากไม่มีกองทหารรักษาพระองค์หนึ่งแสนนายนี้ เราจะต้านทานการโจมตีของ 6 แคว้นไม่ได้เชียวหรือ กระหม่อมเห็นว่าไม่จริงเสมอไป ที่ชายแดนเรายังมีทหารนับแสนนาย ขอเพียงตั้งรับไม่ออกรบ อาศัยชัยภูมิที่ได้เปรียบ ข้าศึกไม่มีทางบุกเข้ามาได้ง่ายๆ ในระยะเวลาอันสั้นแน่นอน เมื่อตีไม่แตกยืดเยื้อเนิ่นนาน แคว้นใหญ่อย่างฉินและจ้าวอาจพอมีกำลังทรัพย์ยื้อต่อไปได้ แต่แคว้นเยียนที่ยากจนข้นแค้น กำลังรบก็ไม่ได้เข้มแข็งอะไรนัก พวกเขาจะเอาทุนรอนที่ไหนมาทำสงครามยืดเยื้อ”
เย่กู้เฉิงวิเคราะห์อย่างฉะฉาน “เมื่อเป็นเช่นนี้ย่อมเกิดความแตกแยกภายในกองทัพพันธมิตร เราเพียงแค่รอคอยโอกาสก็จะสามารถควบคุมสถานการณ์ไว้ในกำมือได้”
สิ้นคำกล่าว ก็ได้รับเสียงสนับสนุนจากเหล่าขุนนางอย่างท่วมท้น 6 แคว้นมีศักยภาพแตกต่างกัน สงครามยืดเยื้อไม่ใช่สิ่งที่ทุกแคว้นจะรับไหว ขอเพียงใช้จุดอ่อนนี้ให้เป็นประโยชน์ พันธมิตรที่ไม่ค่อยแน่นแฟ้นอยู่แล้วย่อมพังทลายลงได้ไม่ยาก และขอเพียงยื้อเวลาผ่านช่วงนี้ไปได้ เมื่อย้ายเมืองหลวงสำเร็จก็จะสามารถกดดันแคว้นฉินในทางอ้อมได้ ทำให้แคว้นฉินไม่กล้าเคลื่อนพลออกจากด่าน เมื่อเป็นเช่นนี้เราก็จะสามารถจัดการทีละแคว้นได้ไม่ยาก
“ท่านเจ้าแคว้น วาจาของใต้เท้าเย่มีเหตุผล กระหม่อมเห็นด้วยพะยะค่ะ!”
“กระหม่อมเห็นด้วยพะยะค่ะ กองทหารรักษาพระองค์ควรทำหน้าที่ปกป้องเมืองหลวงและถวายอารักขาฝ่าบาทเป็นหลัก แม้พวกกระหม่อมจะทราบดีว่าพระองค์มีวรยุทธ์ล้ำเลิศ แต่จะมีกษัตริย์องค์ใดต้องออกแรงรบราฆ่าฟันเพื่อปกป้องราษฎรด้วยตัวเอง นั่นไม่เท่ากับประจานความไร้น้ำยาของทหารหาญแคว้นหวาซวีหรือพะยะค่ะ!”
เหล่าขุนนางต่างพากันยกเหตุผลร้อยแปดมาอ้าง ชั่วขณะหนึ่งจ้าวฝูถูตกที่นั่งลำบาก กลืนไม่เข้าคายไม่ออก สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปมาอย่างรวดเร็วก่อนจะรีบซ่อนความรู้สึกนั้นไว้อย่างมิดชิด
“ท่านเจ้าแคว้น เป็นความผิดของกระหม่อมที่คิดน้อยไป! ขอพระองค์โปรดลงโทษด้วยเถิดพะยะค่ะ” จ้าวฝูถูรีบกราบทูล
ฉู่เสินซิ่วเก็บรายละเอียดสีหน้าท่าทางของทุกคนไว้ในสายตาจนหมดสิ้น เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “เราเห็นว่าวาจาของท่านแม่ทัพจ้าวก็มีเหตุผลอยู่บ้าง พวกท่านไม่ต้องพูดมากความ เราตัดสินใจแล้ว นำตราพยัคฆ์มา ท่านแม่ทัพจ้าว...อย่าทำให้เราผิดหวังล่ะ”
คราวนี้ถึงตาจ้าวฝูถูต้องตกตะลึงบ้างแล้ว เขาคาดไม่ถึงเลยว่าฉู่เสินซิ่วจะตัดสินใจเช่นนี้ จึงรีบคุกเข่าลงทั้งสองข้าง
“กระหม่อมจะไม่ทำให้พระองค์ผิดหวัง! ศึกครั้งนี้ กระหม่อมจะขับไล่กองทัพหกแคว้นกลับไปให้จงได้”
เขารับตราพยัคฆ์มาด้วยสองมือ ทันทีที่ก้าวพ้นประตูวัง จ้าวฝูถูก็เปลี่ยนท่าทีไปราวกับเป็นคนละคน เขาหัวเราะในลำคออย่างน่าสยดสยอง ทำให้ผู้พบเห็นขนลุกซู่ไปทั้งตัว!
“เด็กเมื่อวานซืนก็ยังเป็นเด็กวันยังค่ำ บางครั้งความมั่นใจในตัวเองที่มากเกินไปก็นำมาซึ่งความหายนะ”
เดิมทีคิดว่าแผนการครั้งนี้คงไม่สำเร็จง่ายๆ แต่ความดื้อรั้นของฉู่เสินซิ่วกลับผลักดันโอกาสทองมาวางกองตรงหน้าเขาอย่างเหลือเชื่อ นี่เป็นสิ่งที่เขาไม่กล้าแม้แต่จะฝันถึง เพียงแค่มีฝีมือเหนือกว่าขอบเขตเสินทง เมื่อไร้กองทหารรักษาพระองค์นับแสนนายคอยคุ้มกัน! เขาอยากจะรู้นักว่าฉู่เสินซิ่วจะเอาตัวรอดอย่างไร และจะรักษาเมืองหลวงไว้ได้อย่างไร
ดูท่าชะตาของแคว้นหวาซวีคงถึงคราวสิ้นสุดแล้ว ความรุ่งเรืองก่อนหน้านี้ก็เป็นเพียงดอกไม้ไฟที่สว่างวูบเดียวแล้วดับไป ความเจริญรุ่งเรืองจอมปลอมเป็นแสงสุดท้ายก่อนตะวันจะลับฟ้า
เด็กก็คือเด็ก ยังขาดความสุขุมรอบคอบและเล่ห์เหลี่ยมในการดำเนินชีวิต บางครั้งวิธีที่เรียบง่ายที่สุดกลับเป็นวิธีที่ได้ผลดีที่สุด หากใช้เล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวกับคนประเภทนี้ อีกฝ่ายอาจเกิดความระแวงสงสัย! และฉู่เสินซิ่วคงฝันไม่ถึงว่าการที่เขาขอนำทัพออกไปครั้งนี้จะมีเจตนาอื่นแอบแฝง หากเป็นคนอื่นคงไม่ใช้วิธีตื้นเขินเช่นนี้ แต่ในเมื่อเขากล้าพูดออกมาตรงๆ นั่นย่อมแสดงว่าเขาไม่มีเจตนาคิดคดทรยศ!
จ้าวฝูถูมั่นใจว่าแผนการนี้แยบยลยิ่งนัก ความไม่ปิดบัง คือการปิดบังที่แนบเนียนที่สุด
หลังเลิกประชุม ฉู่เสินซิ่วเรียกพบเว่ยซานเหอเป็นการส่วนตัว
“ท่านอาวุโสเว่ย ท่านอายุมากแล้ว ควรเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่บ้างเถอะ” ฉู่เสินซิ่วเปิดประเด็นไม่อ้อมค้อม เอ่ยเปรยขึ้นมา
เว่ยซานเหอชะงักกึก ดูเหมือนจะเข้าใจความนัยของฉู่เสินซิ่วทันที เขาโค้งกายลงต่ำ
“ท่านเจ้าแคว้น โปรดถนอมพระวรกาย กระหม่อมชราภาพมากแล้ว สมควรแก่เวลาพักผ่อน ช่วงนี้รู้สึกอ่อนเพลียเหลือเกิน เรี่ยวแรงถดถอย ความคิดอ่านก็ไม่เฉียบแหลมเท่าคนหนุ่มสาว!”
เว่ยซานเหอผ่านร้อนผ่านหนาวในราชสำนักมาทั้งชีวิต ย่อมรู้ดีว่าฉู่เสินซิ่วไม่พอใจผลงานการผลักดันนโยบายใหม่ของเขา และเริ่มจะเอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้ จึงถือโอกาสนี้บีบให้เขาลาออก การจากไปเช่นนี้ก็นับว่ายังไว้หน้ากันอยู่บ้าง!
เมื่อเทียบกันแล้ว จ้าวฝูถูที่รู้สึกถึงภัยคุกคามกลับเลือกเดินเกมเสี่ยง เลือกเส้นทางที่ผิดพลาดอย่างมหันต์ ในตอนแรกเว่ยซานเหอยังมองเจตนาของฉู่เสินซิ่วไม่ออก แต่ต่อมาเขาก็เข้าใจแจ่มแจ้ง ท่านเจ้าแคว้นผู้นี้มองทะลุปรุโปร่งทุกอย่าง แม้จะไม่ได้ประทับอยู่ในเมืองหลวง แต่ทุกความเคลื่อนไหวล้วนอยู่ในสายพระเนตร
กษัตริย์เช่นนี้ย่อมต้องมีวิสัยทัศน์กว้างไกลและเปี่ยมด้วยปัญญาญาณ เขาทอดถอนใจ ถอดหมวกขุนนางออก ประคองไว้ในมือ แล้วเดินออกจากวังหลวงไปอย่างเงียบเชียบ
เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้ฉู่เสินซิ่วได้เห็นด้านมืดของจิตใจมนุษย์มากมาย และเขาก็กำลังขบคิดปัญหาหนึ่ง เขาใจร้อนเกินไปหรือไม่จึงทำให้เกิดสถานการณ์เช่นนี้ แต่เขาก็ไม่คิดว่าตัวเองทำผิด เขาไม่คิดจะใช้ระบบอัครมหาเสนาบดีต่อไป แต่การจัดตั้งคณะเสนาบดีก็ยังไม่สำเร็จ
เอาเถอะ ตอนนี้เขายังหนุ่มแน่น มีเรี่ยวแรงเหลือเฟือ สามารถลงมาจัดการทุกอย่างด้วยตัวเองได้ไม่ต้องรีบร้อน จึงถือโอกาสใช้เรื่องของเว่ยซานเหอและจ้าวฝูถู ขุนนางเก่าแก่สองคนนี้มาจัดระเบียบภายในแคว้นเสียใหม่
ศึกในต้องสงบ ศึกนอกจึงจะชนะ! นี่คือสัจธรรมที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง มีเพียงยึดหลักการนี้ให้มั่น แคว้นหวาซวีจึงจะก้าวเดินต่อไปได้อย่างมั่นคง
ส่วนเรื่องหกแคว้น ลำพังฉู่เสินซิ่วคนเดียวก็รับมือได้สบาย แต่ในอนาคตเขาต้องเจอกับศัตรูที่ไม่อาจรับมือได้ด้วยตัวคนเดียวแน่ ดังนั้นการสร้างชาติให้เข้มแข็งจึงเป็นหนทางที่ถูกต้องที่สุด