- หน้าแรก
- ระบบลงชื่อหมื่นล้านปี ตื่นขึ้นมาก็ไร้เทียมทาน
- บทที่ 22 ซุ่มโจมตี
บทที่ 22 ซุ่มโจมตี
บทที่ 22 ซุ่มโจมตี
หลังจากพักอยู่ที่เมืองซวีได้สองวัน ทันทีที่ฉู่เสินซิ่วก้าวเท้าออกจากเมือง ข่าวคราวก็แพร่สะพัดออกไปทันที! สำหรับเรื่องราวทั้งหมดนี้ เขาไม่ได้รับรู้เลยแม้แต่น้อย ยังคงดื่มด่ำอยู่กับโลกที่มีเพียงสองเรา
ในช่วงเวลาไม่กี่วันที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ของทั้งคู่รุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว สำหรับฉู่เสินซิ่วนั้นคงไม่ต้องพูดถึง เพราะเขามีความทรงจำจากชาติปางก่อนอยู่แล้ว แต่สำหรับลู่เสวี่ยฉี นางกลับรู้สึกประหลาดใจ เวลาเพียงสั้นๆ แต่ฉู่เสินซิ่วกลับทำให้นางรู้สึกเหมือนรู้จักกันมาเนิ่นนาน ความรู้สึกนี้ช่างพิเศษเหลือเกิน และมันเป็นความรู้สึกที่จับต้องได้จริง
“อาลัยอาวรณ์ไหม” ฉู่เสินซิ่วเอ่ยถาม
ลู่เสวี่ยฉีมองดูเมืองที่ค่อยๆ เลือนหายไปจากสายตา นางส่ายหน้าเบาๆ “ไม่มีอะไรให้อาลัยอาวรณ์เจ้าค่ะ ท่านพ่อท่านแม่เสียไปหมดแล้ว ที่นี่ไม่ใช่บ้านของข้าอีกต่อไป ความหวังเดียวของข้าในตอนนี้คือทำตามความปรารถนาสุดท้ายของท่านพ่อท่านแม่ให้สำเร็จ ตามหาท่านพี่ให้พบ ต้องเห็นคนหากยังมีชีวิต ต้องเห็นศพหากสิ้นชีพไปแล้ว!”
นี่คือความตั้งใจแรกเริ่มที่ฝังแน่นอยู่ในใจของนาง
ฉู่เสินซิ่วพยักหน้าเล็กน้อย ปล่อยวางได้ก็ดีแล้ว ส่วนเรื่องตามหาคนเขาได้สั่งการลงไปแล้ว เชื่อว่าอีกไม่นานคงได้เรื่อง ท่ามกลางไฟสงครามเรื่องราวเช่นนี้มีให้เห็นดาษดื่น สงครามย่อมต้องมีการสูญเสีย การเสียสละส่วนน้อยเพื่อส่วนใหญ่เป็นหน้าที่ที่ราษฎรทุกคนพึงกระทำ มีเพียงชาติบ้านเมืองเข้มแข็ง ราษฎรจึงจะอยู่เย็นเป็นสุข เขาจึงยิ่งมั่นใจในความคิดของตนเองมากขึ้น
ทั้งสองนั่งรถม้าธรรมดามุ่งหน้าสู่เมืองหลวง ด้วยความเร็วระดับนี้ต้องใช้เวลาถึง 3 วัน นับว่าช้ามาก แต่ตลอดการเดินทางฉู่เสินซิ่วกลับรู้สึกเพลิดเพลินยิ่งกว่า เพราะหากกลับถึงเมืองหลวงเมื่อไหร่ เขาก็ต้องกลับไปอยู่ในวังหลวง
ตอนนี้นโยบายใหม่เพิ่งเริ่มบังคับใช้ ยังมีกลุ่มต่อต้านอยู่ทั่วทุกสารทิศ อีกทั้งเพิ่งยึดดินแดนเดิมจากแคว้นฉวี่หรงคืนมาได้ ภารกิจยังมีอีกมากมายก่ายกอง ย่อมไม่มีเวลามาอยู่เคียงข้างลู่เสวี่ยฉีแน่ อีกอย่างตอนนี้ฉู่เสินซิ่วยังไม่อยากให้ลู่เสวี่ยฉีล่วงรู้ฐานะของตน และตัวเขาเองก็เป็นที่จับตามองในเมืองหลวงมากเกินไป มีความเสี่ยงสูงที่จะถูกเปิดเผยตัวตน ต้องลดการออกไปข้างนอกให้น้อยที่สุด
ดังนั้น ในอนาคตวันเวลาที่จะได้พบกันคงมีไม่มากนัก ฉู่เสินซิ่วตระหนักถึงข้อนี้ดี
รถม้าค่อยๆ เคลื่อนตัวมุ่งหน้าสู่เมืองหลวงอย่างเชื่องช้า ตลอดทางค่อนข้างขรุขระโคลงเคลง ทำให้ฉู่เสินซิ่วมีโอกาสได้ใกล้ชิดกับลู่เสวี่ยฉี กลิ่นหอมอ่อนๆ จากกายสาวที่ลอยมาแตะจมูก ทำให้เขารู้สึกผ่อนคลายไปทั้งตัว ช่วงเวลานี้ช่างเป็นความสุขที่ฉู่เสินซิ่วปรารถนาอย่างแท้จริง
หนึ่งวันผ่านไป รถม้าเดินทางมาถึงชัยภูมิธรรมชาติที่เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญระหว่างเมืองหลวงและเมืองซวี ในอดีตที่เลือกถอยร่นมาตั้งรับที่นี่ ก็เพราะเมืองทั้งสองล้วนมีชัยภูมิธรรมชาติให้ยึดครอง แม้เมืองหลวงจะแตกพ่าย แต่เมืองสุดท้ายนี้ก็ยังสามารถรักษาเชื้อไฟแห่งแคว้นโบราณหวาซวีเอาไว้ได้ ขอเพียงเชื้อพระวงศ์ยังอยู่ย่อมมีโอกาสกอบกู้บ้านเมืองกลับคืนมา
แต่ในขณะนั้นเอง เสียงแหวกอากาศหวีดหวิวดังขึ้นอย่างกะทันหัน
จากหน้าผาสูงชันทั้งสองฟากฝั่ง ก้อนหินมหึมาจำนวนนับไม่ถ้วนร่วงหล่นลงมา ม้าตื่นตกใจส่งเสียงร้องโหยหวน รถม้าโยกคลอนไปมาซ้ายขวาทำท่าจะพลิกคว่ำได้ทุกเมื่อ คนขับรถม้าด้านหน้าตกใจกลัวจนทิ้งรถหนีเอาตัวรอดไปนานแล้ว รถม้าที่ม้าตื่นตระหนกจึงวิ่งเตลิดเปิดเปิงอย่างไร้ทิศทาง
ลู่เสวี่ยฉีกอดฉู่เสินซิ่วแน่น นางไม่เคยพบเจอสถานการณ์เช่นนี้มาก่อน บัดนี้ขวัญหนีดีฝ่อไปหมดแล้ว
“ไม่ต้องกลัว มีข้าอยู่ทั้งคน!” ฉู่เสินซิ่วเอ่ยปลอบโยนเสียงเบา มือข้างหนึ่งโอบกอดลู่เสวี่ยฉีไว้แล้วพุ่งทะลุหลังคารถม้าออกมา
ทันทีที่พุ่งออกมา ลูกธนูนับไม่ถ้วนก็พุ่งเข้าใส่ราวกับห่าฝน ลูกธนูเหล่านั้นแฝงไว้ด้วยพลังปราณทะลวงเกราะ เห็นได้ชัดว่าเล็งเป้าสังหารผู้ฝึกตนโดยเฉพาะ
เมื่อฉู่เสินซิ่วเห็นภาพนี้ก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว! เกิดอะไรขึ้น? นี่จงใจพุ่งเป้ามาที่เขาชัดๆ การเดินทางของเขาค่อนข้างเป็นความลับ หลายวันที่ผ่านมาก็ไม่รู้สึกว่ามีใครสะกดรอยตาม แต่ตอนนี้...เห็นได้ชัดว่ามีการเตรียมการมาเป็นอย่างดี และจังหวะเวลาช่างประจวบเหมาะเหลือเกิน หากบอกว่าไม่มีการวางแผนมาก่อนใครจะเชื่อ
แผนการของอีกฝ่ายช่างรัดกุมไร้ที่ติ ลูกธนูจำนวนมหาศาลขนาดนี้เกรงว่าแม้ยอดฝีมือระดับเสินทงก็ยังต้องได้รับผลกระทบ แต่ศัตรูประเมินพลาดไปจุดหนึ่ง นั่นคือความแข็งแกร่งของฉู่เสินซิ่ว
เขาบรรลุถึงขอบเขตตู้เจี๋ยไปนานแล้ว อย่าว่าแต่ในแคว้นโบราณหวาซวีเลย แม้แต่ในอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่เหล่านั้นเขาก็ยังมีที่ยืน การใช้เล่ห์เหลี่ยมตื้นเขินเช่นนี้มาจัดการกับเขาช่างอ่อนหัดสิ้นดี
ฉู่เสินซิ่วกอดลู่เสวี่ยฉีไว้แน่น พยายามไม่ให้นางเห็นภาพอันน่าหวาดเสียว ฝ่ายหญิงสาวนั้นหลับตาปี๋ด้วยความหวาดกลัวถึงขีดสุด ซึ่งนั่นยิ่งทำให้ฉู่เสินซิ่วลงมือได้สะดวกขึ้น เขาเพียงสะบัดมือเบาๆ ลูกธนูที่พุ่งเข้ามาอย่างหนาแน่นก็ถูกบดขยี้จนแหลกละเอียดเป็นผุยผง จากนั้นเขาก็ร่อนลงสู่พื้นอย่างนิ่มนวล
แต่นี่เป็นเพียงการโจมตีระลอกแรก ผู้คนที่ซุ่มอยู่บนหน้าผาทั้งสองฝั่งเตรียมการไว้พร้อมสรรพแล้ว สัตว์อสูรดุร้ายจำนวนนับไม่ถ้วนคำรามกึกก้อง พุ่งทะยานลงมาราวกับจะฉีกกระชากฉู่เสินซิ่วให้เป็นชิ้นๆ ดวงตาของพวกมันแดงฉานราวกับเลือด คงถูกอดอาหารมาหลายวัน เมื่อเห็นเนื้อมนุษย์ย่อมพุ่งเข้าใส่โดยไม่คิดชีวิต
โฮก!
สัตว์อสูรเหล่านี้มีความแข็งแกร่งไม่ธรรมดา เห็นได้ว่าผู้บงการเบื้องหลังมีฝีมือพอตัว แต่สิ่งเหล่านี้ไม่อาจสร้างความระคายเคืองให้ฉู่เสินซิ่วได้ เขาเพียงระเบิดพลังปราณออกมาก็บดขยี้สัตว์อสูรเหล่านั้นจนกระดูกป่นปี้ ซากศพร่วงหล่นลงสู่หุบเหวลึกเบื้องล่าง
เงาร่างคนบนหน้าผาสูงผลุบๆ โผล่ๆ เมื่อเห็นสถานการณ์เช่นนี้ก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง หันหลังวิ่งหนีทันที
ฉู่เสินซิ่วมองดูภาพเบื้องบนแล้วส่ายหน้าเลิกล้มความคิดที่จะไล่ตาม หากเขาคิดจะไล่ตาม อีกฝ่ายไม่มีทางหนีรอดไปได้แน่ แต่ประเด็นสำคัญคือเขาพาตัวภาระอย่างลู่เสวี่ยฉีมาด้วย ศัตรูวางกับดักย่อมต้องรู้ฐานะของเขา หากเขาแสดงฝีมือมากเกินไปอาจเปิดเผยตัวตนได้ง่าย หากลู่เสวี่ยฉีรู้ว่าเขาคือเจ้าแคว้น การวางตัวระหว่างกันย่อมเกิดความกดดัน นั่นไม่ใช่สถานการณ์ที่ฉู่เสินซิ่วต้องการจะเห็น
เมื่อเทียบกันแล้ว เห็นได้ชัดว่าเขาเป็นห่วงความรู้สึกของลู่เสวี่ยฉีมากกว่า นอกจากเรื่องนี้ เรื่องอื่นล้วนไม่สำคัญ
“ปลอดภัยแล้วหรือเจ้าคะ?” เมื่อเห็นว่าทุกอย่างสงบลง ลู่เสวี่ยฉีจึงค่อยๆ ลืมตาขึ้น เอ่ยถามด้วยความงุนงง
“ไม่เป็นไรแล้ว แค่ดินถล่มนิดหน่อย แต่ม้าวิ่งหนีไปแล้ว ต่อไปเราคงต้องเดินเท้า” ฉู่เสินซิ่วยักไหล่ แล้วเอ่ยต่อ “ให้ข้าแบกเจ้าไปดีกว่า”
“ไม่ต้องเจ้าค่ะ ข้าเดินเองได้” ลู่เสวี่ยฉีส่ายหน้าปฏิเสธ
ฉู่เสินซิ่วก็ไม่คะยั้นคะยอ