- หน้าแรก
- ระบบลงชื่อหมื่นล้านปี ตื่นขึ้นมาก็ไร้เทียมทาน
- บทที่ 21 เป็นเจ้าได้หรือไม่
บทที่ 21 เป็นเจ้าได้หรือไม่
บทที่ 21 เป็นเจ้าได้หรือไม่
ฉู่เสินซิ่วยังไม่ได้พาลู่เสวี่ยฉีกลับเมืองหลวงในทันที เพราะเมื่อกลับถึงที่นั่น เขาก็ต้องกลับไปสวมบทบาทเจ้าแคว้นผู้ยิ่งใหญ่แห่งหวาซวีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเวลาที่จะได้อยู่เคียงข้างลู่เสวี่ยฉีก็คงจะเหลือเพียงน้อยนิด
เขาปรารถนาที่จะดื่มด่ำกับช่วงเวลาที่ได้อยู่กับนาง นี่เป็นหนทางที่ดีที่สุดที่จะกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกัน ในเมื่อลู่เสวี่ยฉีจำเรื่องราวในชาติก่อนไม่ได้ ก็ถือโอกาสนี้ทำความรู้จักกันใหม่เสียเลย ทั้งยังถือโอกาสเรียนรู้ชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎรระดับล่างภายใต้นโยบายใหม่ไปในตัวด้วยว่าเป็นอย่างไรบ้าง
“เมื่อก่อนเจ้าเคยเข้ามาในเมืองไหม” ฉู่เสินซิ่วเอ่ยถามเสียงเบา
“เคยมาสองสามครั้งเจ้าค่ะ แต่ไม่บ่อยนัก”
สีหน้าของลู่เสวี่ยฉีบ่งบอกชัดเจน นางมองไปรอบๆ ด้วยความตื่นตาตื่นใจกับทุกสิ่งที่พบเห็น
“ข้าจะพาเจ้าไปซื้อเสื้อผ้าใหม่สักหน่อย สาวงามปานล่มเมืองเช่นนี้จะไม่มีชุดสวยๆ ใส่สักชุดได้อย่างไร” ฉู่เสินซิ่วกล่าวด้วยรอยยิ้ม
ลู่เสวี่ยฉีหน้าแดงระเรื่อขึ้นมาทันที นางใช้ชีวิตอยู่ในชนบทมาตลอด ไม่เคยถูกใครหยอกเย้าเช่นนี้มาก่อน
ภาพตรงหน้าทำให้ฉู่เสินซิ่วถึงกับตกตะลึง ความงามของนางเปรียบประดุจดอกบัวที่โผล่พ้นน้ำ งามบริสุทธิ์โดยไม่ต้องปรุงแต่ง ไม่มีคำใดจะมาบรรยายความงามของลู่เสวี่ยฉีได้หมดสิ้น ในชาติก่อนฉู่เสินซิ่วมักคิดเสมอว่าชุดที่เหมาะกับนางที่สุดคือชุดจีนโบราณ บัดนี้เมื่อมาอยู่ในโลกนี้ ดูเหมือนเขาจะมีโอกาสได้เห็นกับตาเสียที
จะได้ยลโฉมสาวงามในชุดที่คู่ควร เขาพาลู่เสวี่ยฉีมาที่ร้านขายเสื้อผ้าแห่งหนึ่ง
“เจ้าชอบสีขาวไหม” ฉู่เสินซิ่วแกล้งถาม
สีนี้ช่างเข้ากับชื่อที่มีคำว่า 'หิมะ' (เสวี่ย) ของนาง และเข้ากับบุคลิกของนางเป็นที่สุด ในชาติก่อนนี่เป็นสีโปรดของนาง เพียงแต่ไม่รู้ว่าลู่เสวี่ยฉีในชาตินี้จะยังชอบสีนี้อยู่หรือไม่
“ท่านรู้ได้อย่างไรเจ้าคะ” ลู่เสวี่ยฉีถามด้วยความแปลกใจ
“เดาน่ะ” ฉู่เสินซิ่วตอบยิ้มๆ
เมื่อเดินเข้ามาในร้าน เป็นไปตามคาด สายตาของลู่เสวี่ยฉีจับจ้องไปที่ชุดกระโปรงยาวสีขาวทันที โดยปกติแล้วชุดยาวรุ่มร่ามเช่นนี้มักเป็นเครื่องแต่งกายของลูกหลานคนมีฐานะ ส่วนคนจนมักสวมชุดสั้นผ้าหยาบเพื่อความสะดวกในการทำงาน
“ชุดแบบนี้...จะเหมาะกับข้าหรือเจ้าคะ มันดูรุ่มร่าม ใส่ทำงานลำบาก” ลู่เสวี่ยฉียังคงลังเล แม้ในใจลึกๆ ของเด็กสาวทุกคนจะมีความฝันอยากเป็นดั่งองค์หญิง แต่นางก็ยังมองโลกตามความเป็นจริง ชุดสวยงามเช่นนี้คงทำได้แค่ฝัน มันไม่เหมาะกับการใช้งานจริง
“ข้าว่าเหมาะมาก”
น้ำเสียงของฉู่เสินซิ่วแฝงไว้ด้วยความเด็ดขาดที่ไม่เปิดโอกาสให้ปฏิเสธ เขาสั่งให้เจ้าของร้านนำชุดลงมา แล้วพาลู่เสวี่ยฉีไปลองชุด
ครู่ต่อมา ลู่เสวี่ยฉีในชุดกระโปรงผ้าแพรสีขาวบริสุทธิ์ก็เดินออกมา นางก้มหน้างุดด้วยความขัดเขินที่ต้องสวมชุดสวยงามเช่นนี้ต่อหน้าผู้คนเป็นครั้งแรก
ฉู่เสินซิ่วถึงกับตาค้าง งาม...งามเหลือเกิน ไม่ใช่แค่เขา แม้แต่คนในร้านหรือผู้คนที่เดินผ่านไปมาหน้าร้าน ต่างก็ต้องหยุดฝีเท้าหันมามองนางเป็นตาเดียว
เพียงหันมายิ้มก็สะกดใจคนได้นับร้อย คำกล่าวนี้ช่างเหมาะสมกับลู่เสวี่ยฉีเสียจริง เพียงแค่สบตาก็ทำให้ผู้คนเคลิบเคลิ้มหลงใหลได้ แม้แต่ฉู่เสินซิ่วผู้เป็นราชาแห่งแคว้น ครอบครองดินแดนนับหมื่นลี้ ก็ไม่อาจต้านทานเสน่ห์ของนางได้ เขาตกหลุมรักความงามของนางซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“พี่ชาย ผู้หญิงคนนี้เจ้าซื้อมาจากที่ไหน? ราคาเท่าไหร่ ข้าให้สองเท่า ขายต่อให้ข้าเถอะ!”
คุณชายเจ้าสำราญผู้หนึ่งที่นั่งอยู่ในร้านมาตลอดเดินเข้ามาหาฉู่เสินซิ่วแล้วเอ่ยถาม ตอนที่ลู่เสวี่ยฉีเดินเข้ามาเขาไม่ได้สนใจนางเลย เพราะนางสวมชุดผ้าหยาบดูซอมซ่อเหมือนลูกสาวชาวบ้านจนๆ ทั่วไป
ในโลกใบนี้การซื้อขายผู้หญิงเป็นเรื่องปกติธรรมดา ไม่ต่างจากสมัยโบราณของแผ่นดินใหญ่ อนุภรรยาสามารถซื้อขายแลกเปลี่ยนได้ แม้แต่ในหมู่เศรษฐี การมอบอนุภรรยาให้กันและกัน หรือใช้อนุภรรยาคนโปรดต้อนรับแขกคนสำคัญ ถือเป็นการแสดงมิตรภาพอันแน่นแฟ้นอย่างหนึ่ง
ฉู่เสินซิ่วขมวดคิ้ว “ไสหัวไป!”
“พูดจาให้มันดีๆ หน่อย! ข้ามาเจรจาธุรกิจด้วยความจริงใจ อย่าให้ข้าต้องหมดความอดทนนะ”
คุณชายผู้นั้นสีหน้าเปลี่ยนไปทันที ในเมืองนี้เขาก็ถือเป็นผู้มีอิทธิพลคนหนึ่ง การถูกหักหน้าต่อธารกำนัลเช่นนี้ทำให้เขาเสียหน้าอย่างมาก
“ผู้หญิงของเจ้าอาจเป็นสินค้า ซื้อขายได้ แต่ผู้หญิงของข้าไม่ใช่! ถอยไปให้ห่าง”
ฉู่เสินซิ่วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือกพลางปลดปล่อยแรงกดดันมหาศาลออกมา คุณชายผู้นั้นเหงื่อกาฬไหลพราก หน้าซีดเผือดลงทันที ผู้ฝึกตน? แม้เขาจะมีฐานะและอำนาจ แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าผู้ฝึกตนเขาก็ไม่กล้ากำเริบเสิบสาน
คนอื่นๆ ในบริเวณนั้นต่างสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวของฉู่เสินซิ่ว ต่างพากันแตกตื่นหนีหายไปคนละทิศละทาง บรรยากาศที่เคยคึกคักพลันเงียบสงัดลงทันที
หลังจากจ่ายเงิน ฉู่เสินซิ่วก็พาลู่เสวี่ยฉีเดินออกมา
“ข้ารู้สึกว่าท่านไม่เหมือนคนอื่น” ลู่เสวี่ยฉีเอ่ยขึ้นหลังจากเงียบไปนาน
ฉู่เสินซิ่วถามด้วยความสงสัย “ไม่เหมือนตรงไหนหรือ” เขาไม่เห็นรู้สึกเลย
“อืม...บอกไม่ถูกเจ้าค่ะ เมื่อกี้ท่านดูน่ากลัวมาก ทำให้คนหวาดผวา แต่พออยู่กับข้าท่านกลับอ่อนโยนมาก” ลู่เสวี่ยฉีเอียงคอตอบ นางเป็นคนซื่อใสจึงไม่ปิดบังความรู้สึกนึกคิดของตน
“แล้วก็ความคิดของท่าน...ไม่เหมือนผู้ชายส่วนใหญ่ การซื้อขายผู้หญิงเป็นเรื่องปกติในสายตาคนทั่วไป แต่สำหรับท่านดูเหมือนว่าผู้หญิงของท่านจะเป็นคนสำคัญที่มีเพียงคนเดียว” ลู่เสวี่ยฉีกล่าวเสริม
ฉู่เสินซิ่วยิ้มบางๆ ตอบกลับไป “อาจจะเป็นอย่างนั้น ข้าคิดต่างจากผู้ชายส่วนใหญ่ ชายหญิงควรเท่าเทียมกันไม่ใช่หรือ ทำไมผู้ชายถึงต้องคิดว่าตัวเองสูงส่งกว่าผู้หญิง ทั้งๆ ที่ถ้าไม่มีผู้หญิงก็ไม่มีผู้ชาย”
คำพูดนี้โดนใจลู่เสวี่ยฉีเข้าอย่างจัง นางเองก็คิดเช่นนี้มาตลอด ทำไมต้องแบ่งแยกชายหญิง ถ้าไม่มีผู้หญิงโลกนี้จะมีผู้ชายได้อย่างไร แต่น่าเสียดายที่โลกเป็นเช่นนี้ นางไม่มีกำลังพอจะเปลี่ยนแปลงอะไร ฐานะของผู้หญิงต่ำต้อยเป็นความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้
แต่เมื่อได้ยินคำพูดเช่นนี้จากปากของฉู่เสินซิ่ว ผู้ชายที่มีทั้งเงินและอำนาจ มันช่างฟังดูพิเศษเหลือเกิน หากไม่ได้ยินกับหูตัวเอง นางคงไม่เชื่อว่าจะมีผู้ชายแบบนี้อยู่จริง มันช่างเหลือเชื่อเกินไป แต่ไม่ว่าจะมองมุมไหนเขาก็พูดออกมาจากใจจริง
“การได้เป็นผู้หญิงของท่าน คงมีความสุขมากนะเจ้าคะ” ลู่เสวี่ยฉีเปรยขึ้นมาเบาๆ
แม้เพิ่งรู้จักกันได้ไม่นาน แต่ผู้ชายตรงหน้าช่างอ่อนโยนราวกับชายในฝันของหญิงสาวทุกคน คนแบบนี้ใครบ้างจะไม่หลงรัก
ฉู่เสินซิ่วจ้องมองลู่เสวี่ยฉี แล้วเอ่ยถาม “แล้วเจ้ามีความคิดแบบนั้นบ้างหรือไม่”
คำถามนี้ช่างตรงไปตรงมา แม้จะดูรวดเร็วไปสักหน่อย แต่ฉู่เสินซิ่วไม่คิดว่ามีปัญหาอันใด
ลู่เสวี่ยฉีไม่กล้าสบตาฉู่เสินซิ่ว นางรีบหันหน้าหนีด้วยความเขินอาย บางทีในใจของนางอาจมีคำตอบอยู่แล้ว เพียงแต่...ทุกอย่างมันเกิดขึ้นรวดเร็วเหลือเกิน