- หน้าแรก
- ระบบลงชื่อหมื่นล้านปี ตื่นขึ้นมาก็ไร้เทียมทาน
- บทที่ 20 คลื่นใต้น้ำ
บทที่ 20 คลื่นใต้น้ำ
บทที่ 20 คลื่นใต้น้ำ
เมื่อเห็นเหตุการณ์เช่นนี้ ลู่เสวี่ยฉีก็อดเป็นห่วงไม่ได้ นางกระซิบเตือนด้วยความหวาดหวั่น “คนผู้นี้ชื่อโจวปาผี เป็นเศรษฐีผู้มีอิทธิพลประจำตำบล เขามีเส้นสายใหญ่โต ได้ยินว่าพี่เขยของเขาเป็นขุนนางใหญ่ในเมือง...”
“อย่ากังวลไปเลย เจ้าแค่ยืนอยู่ข้างๆ ข้าเงียบๆ ก็พอ ข้าจะจัดการทุกอย่างเอง” ฉู่เสินซิ่วไม่ได้ใส่ใจแม้แต่น้อย เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
ฝ่ายเศรษฐีโจวมองฉู่เสินซิ่วด้วยท่าทีหยิ่งยโส “ไอ้หนู ข้ารู้ว่าเจ้าคงมีฝีมืออยู่บ้าง แต่ที่นี่คือตำบลชิงอวิ๋น เป็นถิ่นของข้า ต่อให้เป็นมังกรก็ต้องขด เป็นเสือก็ต้องหมอบ หากไม่อยากเจ็บตัวก็ทำตามกฎของข้าซะดีๆ!”
“บังอาจ!” เฉินจ้านตวาดลั่น แต่ถูกฉู่เสินซิ่วห้ามปรามไว้
ครั้งนี้เขาปลอมตัวออกมาตรวจตราบ้านเมือง ไม่จำเป็นต้องถือสาหาความกับคำพูดของชาวบ้านร้านตลาด รังแต่จะทำให้เกิดข้อสงสัยเปล่าๆ เขาไม่อยากเปิดเผยฐานะที่แท้จริงต่อหน้าลู่เสวี่ยฉีเร็วเกินไป เพราะจะทำให้นางรู้สึกกดดันและวางตัวลำบาก ซึ่งอาจส่งผลเสียมากกว่าผลดี
โจวปาผีมองฉู่เสินซิ่วอย่างลำพองใจ “จะยอมทำตามกฎของข้าดีๆ หรือจะรอดูว่าตัวเองทนมือทนตีนได้แค่ไหน ข้าไม่ได้ล้อเล่นนะ ลองชั่งใจดูเอาเอง!”
“บังเอิญเสียจริง ข้าเองก็มีกฎของข้าเหมือนกัน กฎของเจ้าใช้ได้แค่ในตำบลชิงอวิ๋น แต่กฎของข้า...ใช้ได้ทั่วทั้งแคว้น” ฉู่เสินซิ่วไม่พูดพร่ำทำเพลง จูงมือลู่เสวี่ยฉีเดินจากไปทันที
โจวปาผีโกรธจนควันออกหู! เจ้านี่ช่างไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงเอาเสียเลย เขาสั่งการทันที เหล่านักเลงคุมบ่อนพากันพุ่งเข้าใส่ฉู่เสินซิ่ว แต่ต้าหู่และเอ้อร์หู่เตรียมพร้อมไว้อยู่แล้ว ไม่เปิดโอกาสให้พวกลูกกระจ๊อกได้เข้าใกล้แม้แต่น้อย จัดการสอยร่วงระเนระนาดภายในพริบตา
ภาพเหตุการณ์นี้ทำเอาทุกคนถึงกับอ้าปากค้าง แม้แต่ผู้ติดตามยังมีฝีมือร้ายกาจถึงเพียงนี้ ช่างเหลือเชื่อจริงๆ! ชั่วพริบตา สายตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวนับไม่ถ้วนต่างจับจ้องไปที่ฉู่เสินซิ่ว คนผู้นี้เป็นใครมาจากไหนกันแน่ ผู้ที่มีบริวารยอดฝีมือระดับนี้ติดตาม ย่อมไม่ใช่คนธรรมดาสามัญอย่างแน่นอน เรื่องนี้ใครๆ ก็ดูออก
เมื่อออกมาข้างนอก ฉู่เสินซิ่วเดินนำหน้าไปพร้อมกับลู่เสวี่ยฉี ส่วนเฉินจ้านและคนอื่นๆ คงตามมาทันในอีกไม่ช้า
“ท่านไม่ห่วงลูกน้องของท่านหรือเจ้าคะ” ลู่เสวี่ยฉีเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวพวกเขาก็ตามมาเอง ข้ามั่นใจในฝีมือของพวกเขา” ฉู่เสินซิ่วตอบอย่างไม่ใส่ใจ
ลู่เสวี่ยฉีพยักหน้าเบาๆ เมื่อครู่นางก็เห็นกับตาแล้วว่านักเลงของโจวปาผีไม่มีทางสู้ต้าหู่และเอ้อร์หู่ได้เลยแม้แต่น้อย นางอดสงสัยไม่ได้ “ท่านเป็นใครกันแน่เจ้าคะ ถึงได้มีผู้ติดตามเก่งกาจขนาดนั้น”
“อยากรู้หรือ? ที่บ้านข้าทำธุรกิจเล็กๆ น้อยๆ อยู่ในเมืองหลวง ก็เลยจ้างคนมีฝีมือมาคุ้มกันบ้าง ครั้งนี้ออกมาเที่ยวเล่นก็เลยพามาด้วยไม่กี่คน” ฉู่เสินซิ่วตอบเลี่ยงๆ
ลู่เสวี่ยฉีไม่ได้สงสัยอะไรมากนัก นางเป็นคนซื่อใสบริสุทธิ์มักเชื่อคนง่าย จึงไม่ได้คิดว่ามีอะไรผิดปกติ
“หนทางข้างหน้าเดินลำบาก ข้าแบกเจ้าไปดีกว่า” ฉู่เสินซิ่วมองดูถนนหนทางที่เละเทะแล้วเอ่ยอาสา
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ เมื่อก่อนตอนข้าเข้าไปซื้อของในตัวตำบล ข้าก็เดินถนนเส้นนี้บ่อยๆ เดี๋ยวค่อยไปล้างเท้าเอาก็ได้” ลู่เสวี่ยฉีหน้าแดงระเรื่อ การต้องใกล้ชิดกับชายแปลกหน้าถึงเพียงนั้น นางยังทำใจไม่ได้จริงๆ
ฉู่เสินซิ่วไม่ฟังคำปฏิเสธ เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ไม่เป็นไรน่า เชื่อข้าเถอะ!”
พูดจบเขาก็ย่อตัวลง ลู่เสวี่ยฉีเห็นเขาตั้งใจจริงเช่นนั้นก็ไม่อาจปฏิเสธได้ลงคอ จึงค่อยๆ โน้มตัวลงบนแผ่นหลังของฉู่เสินซิ่ว ทันใดนั้นแผ่นหลังอันกว้างใหญ่ก็ทำให้นางรู้สึกอบอุ่นปลอดภัยอย่างประหลาด วินาทีนี้ต่อให้ต้องเผชิญอันตรายใดๆ นางก็รู้สึกว่าจะไม่ต้องหวาดกลัวสิ่งใด
ร่างกายของฉู่เสินซิ่วแข็งทื่อไปชั่วขณะ ต้องรู้ก่อนว่าแม่นางน้อยผู้นี้เพิ่งจะอายุสิบเจ็ดสิบแปดปี แต่ทว่า...ดูเหมือนร่างกายจะเจริญเติบโตได้ดีไม่เบา! ตอนสวมเสื้อผ้ายังดูไม่ออก แต่พอนางแนบชิดกับแผ่นหลัง ความนุ่มหยุ่นนั้นก็สัมผัสได้อย่างชัดเจน ทั้งสองเดินฝ่าทางโคลนไปด้วยกันเช่นนี้
เฉินจ้านและพวกที่ตามมาทันทีหลัง ต่างรักษาระยะห่างอย่างรู้กาละเทศะ ไม่กล้าเข้าไปรบกวนเวลาส่วนตัวของทั้งสอง! สีหน้าของแต่ละคนดูแปลกชอบกล มิน่าเล่าท่านเจ้าแคว้นถึงไม่สนใจเรื่องคัดเลือกสนม ที่แท้ก็มีนางในดวงใจอยู่แล้วนี่เอง เหล่าคนสนิทต่างพากันยินดีจากใจจริง เพราะหากท่านเจ้าแคว้นมีทายาทเร็วเท่าไหร่ รากฐานของแคว้นก็จะยิ่งมั่นคงเร็วขึ้นเท่านั้น
เมื่อกลับถึงตัวเมือง ฉู่เสินซิ่วเรียกเฉินจ้านมาคุยเป็นการส่วนตัว
“ท่านเจ้าแคว้น มีอะไรให้กระหม่อมรับใช้พะยะค่ะ” เฉินจ้านถามเสียงเบา
“เจ้าสามคนพารถม้ามังกรกลับเมืองหลวงไปก่อน และไปหาที่พักเงียบๆ ในเมืองหลวงรอข้า” ฉู่เสินซิ่วสั่ง
เฉินจ้านเข้าใจความหมายทันที “ท่านเจ้าแคว้น ให้ต้าหู่กับเอ้อร์หู่ไปจัดการเถอะพะยะค่ะ กระหม่อมขอติดตามรับใช้พระองค์! อีกอย่าง ระหว่างทางอาจมีโจรผู้ร้าย กระหม่อมจะได้ช่วยจัดการให้”
“ไม่จำเป็น ทำตามคำสั่งเถอะ” ฉู่เสินซิ่วตัดบท เฉินจ้านไม่กล้าขัดคำสั่งรีบรับคำทันที
ฉู่เสินซิ่วหันไปถามลู่เสวี่ยฉี “เรื่องทางบ้านเจ้า ข้าให้คนไปจัดการแล้ว ช่วงนี้เราพักที่เมืองหลวงก่อนดีไหม ข้าจัดเตรียมที่พักไว้ให้แล้ว หากมีข่าวคราวเรื่องพี่ชายเจ้า ก็จะแจ้งให้เจ้าทราบได้ทันท่วงที เจ้าเห็นเป็นอย่างไร”
ลู่เสวี่ยฉีไม่มีข้อโต้แย้ง เพราะบิดามารดาเสียชีวิตไปหมดแล้ว พี่ชายก็หายสาบสูญ นางไม่มีบ้านให้กลับแล้ว บ้านที่หมู่บ้านเฉาเมี่ยวเป็นเพียงที่ซุกหัวนอนกันแดดกันฝนเท่านั้น ดังนั้นนางจึงปล่อยให้ฉู่เสินซิ่วจัดการทุกอย่าง
“ต้องรบกวนท่านอีกแล้ว..” ลู่เสวี่ยฉีเอ่ยเสียงเบา
...
ณ เมืองซวี ในมุมมืดแห่งหนึ่ง
“แน่ใจนะ? รถม้ามังกรของทรราชนั่นปรากฏตัวแล้ว”
“ขอรับ แน่นอนที่สุด มีสายข่าวรายงานว่าพวกเขามุ่งหน้าไปทางหมู่บ้านเฉาเมี่ยว ไม่นานก็กลับมา จากนั้นรถม้ามังกรก็ถูกเฉินจ้าน ผู้บัญชาการทหารรักษาพระองค์นำกลับไปเพียงลำพัง ตอนนี้ข้างกายทรราชนั่นไม่มีผู้ติดตามแม้แต่คนเดียว”
“ฮ่าฮ่า สวรรค์เข้าข้างเราแท้ๆ! ทรราชนั่นช่างกล้าบ้าบิ่นนัก ไม่มีองครักษ์คุ้มกันยังกล้าแยกตัวออกมาคนเดียว มันคงคิดว่าแผนการของมันแนบเนียน แต่หารู้ไม่ว่าหน้าต่างมีหูประตูมีช่อง!”
“ตอนนี้ทรราชนั่นพักอยู่ที่โรงเตี๊ยมหงฝู ข้างกายมีหญิงสาวเพิ่มมาอีกคน ดูท่าวีรบุรุษจะแพ้ภัยสาวงาม แม้แต่ทรราชอย่างมันก็ไม่ได้รับการยกเว้น”
“เราจะลงมือเมื่อไหร่”
“อย่าเพิ่งรีบร้อน ในเมื่อรถม้ามังกรกลับไปแล้ว และทางเจ้าเมืองก็ยังไม่มีความเคลื่อนไหว แสดงว่าร่องรอยของทรราชยังไม่ถูกเปิดเผย ข้ากล้าฟันธงว่ามันต้องแอบหนีออกมาเที่ยวเล่นแน่ๆ เราแค่รอโอกาสเหมาะๆ ดักซุ่มโจมตีในเส้นทางที่ต้องผ่านเพื่อกลับเมืองหลวง ทรราชนั่นไม่รอดแน่ ตอนนี้ไปวางแผนให้รอบคอบกันก่อน”
เสียงสนทนาของคนสองคนค่อยๆ เลือนหายไปในความมืด