- หน้าแรก
- ระบบลงชื่อหมื่นล้านปี ตื่นขึ้นมาก็ไร้เทียมทาน
- บทที่ 19 กฎของข้าคือกฎ
บทที่ 19 กฎของข้าคือกฎ
บทที่ 19 กฎของข้าคือกฎ
ฉู่เสินซิ่วก้าวเข้าไปในห้องโถงด้านใน สายตาปะทะเข้ากับดรุณีน้อยนางหนึ่ง อายุราวสิบเจ็ดสิบแปดปี รูปโฉมงดงามสะคราญตาจนน่าตกตะลึง เพียงแค่แรกเห็นก็ทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกหวั่นไหวราวกับตกอยู่ในห้วงแห่งความรัก ในวินาทีนี้ดูเหมือนว่าคำบรรยายใดๆ ในโลกหล้าก็มิอาจพรรณนาความงามของนางได้ครบถ้วน
ทันทีที่ได้พบนาง ฉู่เสินซิ่วถึงกับยืนตะลึงงันทำอะไรไม่ถูก จากนั้นแววตาของเขาก็แปรเปลี่ยนเป็นความอ่อนโยนอย่างไม่อาจหักห้าม เป็นดั่งที่เขาคาดเดาไว้ หลังจากข้ามมิติมา รูปร่างหน้าตาของเขายังคงเดิม และลู่เสวี่ยฉีเองก็เช่นกัน
สำหรับใบหน้านี้ เขาคุ้นเคยกับนางเหลือเกิน แม้จะสวมใส่เพียงชุดผ้าฝ้ายเนื้อหยาบ แต่ก็ไม่อาจกลบรัศมีความงามที่เปล่งประกายออกมาได้
“เสวี่ยฉี...เจ้าทำให้ข้าตามหาเสียแทบแย่” ฉู่เสินซิ่วพึมพำออกมาเสียงเบา
หญิงสาวที่นั่งอยู่มุมห้องจึงเพิ่งสังเกตเห็นว่ามีคนเข้ามา นางเงยหน้าขึ้นมองฉู่เสินซิ่วด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสับสน เพราะนางไม่รู้จักชายหนุ่มผู้แต่งกายหรูหราตรงหน้านี้เลย
“คุณชาย?” ลู่เสวี่ยฉีเอ่ยเรียกเสียงเบา
“เสวี่ยฉี จำข้าไม่ได้หรือ? ข้าเอง...ฉู่เฟิง”
ฉู่เสินซิ่วรีบเอ่ยบอก ฉู่เฟิงคือชื่อในชาติภพก่อนของเขา หากลู่เสวี่ยฉียังมีความทรงจำหลงเหลืออยู่ เพียงแค่เห็นหน้าก็น่าจะจำเขาได้ทันที
“คุณชาย...” ลู่เสวี่ยฉียังคงงุนงง นางเอ่ยถามเสียงแผ่วเบา “เรารู้จักกันหรือเจ้าคะ?”
คำถามนี้ทำเอาฉู่เสินซิ่วไปต่อไม่ถูก แต่ไม่ต้องสงสัยเลย เขามั่นใจว่าคนตรงหน้าคือลู่เสวี่ยฉีอย่างแน่นอน ไม่ใช่แค่หน้าตา แต่ท่วงท่าและกิริยาอาการต่างๆ ล้วนเหมือนกันราวกับพิมพ์เดียว หากจะบอกว่าเป็นคนละคน ต่อให้ตีเขาจนตายเขาก็ไม่เชื่อ เพียงแต่ฉู่เสินซิ่วไม่เข้าใจ เหตุใดหลังจากข้ามมิติมาเขาถึงจดจำเรื่องราวในชาติก่อนได้ แต่ลู่เสวี่ยฉีกลับจำไม่ได้ ทั้งๆ ที่ทั้งสองต่างก็ข้ามมิติมาพร้อมกัน
แต่ตอนนี้ไม่มีเวลามาคิดเรื่องพวกนั้นแล้ว ฉู่เสินซิ่วรีบแก้ตัว “เช่นนั้นข้าคงจำคนผิด”
ลู่เสวี่ยฉีไม่ได้เอ่ยอะไรต่อ บรรยากาศรอบกายพลันเงียบงันจนน่าอึดอัด ฉู่เสินซิ่วจึงเอ่ยถามต่อ “แม่นางกำลังประสบปัญหาอะไรอยู่หรือไม่ ข้าคิดว่าข้าช่วยเจ้าได้”
ลู่เสวี่ยฉีจ้องมองฉู่เสินซิ่ว ในจิตใต้สำนึกของนาง นางคิดว่าฉู่เสินซิ่วก็คงไม่ต่างจากคนอื่นๆ เพราะคนที่มาที่นี่ล้วนมีจุดประสงค์เดียวกันทั้งสิ้น ทว่าท่าทีที่ฉู่เสินซิ่วแสดงออกมากลับทำให้นางรู้สึกแตกต่างออกไป ราวกับว่าบุรุษผู้นี้ไม่ได้ต้องการครอบครองตัวนางเพื่อสนองตัณหา มันเป็นความรู้สึกที่ละเอียดอ่อนยิ่งนัก บนตัวเขามีกลิ่นอายที่ทำให้นางรู้สึกสบายใจ ดูเหมือนว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าคนผู้นี้ นางจะรู้สึกคุ้นเคยและอยากจะเชื่อใจเขาอย่างง่ายดาย
“ท่านช่วยข้าได้จริงหรือเจ้าคะ? ขอเพียงท่านช่วยข้าได้ ต่อให้ต้องเป็นวัวเป็นม้า ข้าก็ยินดีชดใช้ให้ท่าน” ลู่เสวี่ยฉีเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
ฉู่เสินซิ่วอดยิ้มไม่ได้ “ข้าไม่ต้องการให้เจ้าตอบแทนอะไร ข้าแค่ขอให้เจ้าอยู่ดีมีสุข ข้าก็ดีใจแล้ว” เขาเอ่ยเสียงเบา น้ำเสียงเปี่ยมไปด้วยความอ่อนโยน
“ทำไมเจ้าคะ?” ลู่เสวี่ยฉีไม่เข้าใจ การช่วยเหลือโดยไม่หวังผลตอบแทนเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อเกินไป
“เจ้าหน้าตาเหมือนเพื่อนเก่าที่จากไปของข้า...หน้าตาเหมือน ชื่อเหมือน แม้แต่บรรยากาศรอบตัวก็ยังเหมือน”
ฉู่เสินซิ่วตอบไปตามตรง ในเมื่อมายังโลกนี้แล้วและลู่เสวี่ยฉีจำอะไรไม่ได้เลย ก็เปรียบเสมือนชาติภพก่อนและชาติภพนี้ ดังนั้นข้ออ้างนี้จึงฟังดูสมเหตุสมผล
“ข้าก็มีความรู้สึกแบบนั้นเช่นกันเจ้าค่ะ แม้จะเพิ่งพบท่านครั้งแรก แต่กลับรู้สึกเหมือนสหายที่รู้จักกันมานาน รู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด” ลู่เสวี่ยฉีพึมพำ
ฉู่เสินซิ่วยิ้ม นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เห็นได้ชัดว่าลู่เสวี่ยฉีคนนี้คือคนเดียวกับที่เขารู้จัก เพียงแต่ไม่รู้ว่าเหตุใดนางถึงจำเรื่องราวในชาติก่อนไม่ได้ แต่ขอเพียงได้พบเจอ เรื่องราวในอดีตจะเป็นอย่างไรก็ไม่สำคัญแล้ว ที่สำคัญคือการมีชีวิตอยู่กับปัจจุบัน เรื่องนี้เขารู้ซึ้งดี
“ท่านช่วยตามหาพี่ชายของข้าได้ไหมเจ้าคะ นี่เป็นคำสั่งเสียสุดท้ายของท่านแม่ก่อนสิ้นใจ ไม่ว่าจะเป็นหรือตายก็ต้องตามหาให้พบ... ต้องเห็นคนหากยังมีชีวิต ต้องเห็นศพหากสิ้นชีพไปแล้ว”
จู่ๆ ลู่เสวี่ยฉีก็เปลี่ยนท่าทีไป นางแสดงความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ฉู่เสินซิ่วยิ้มรับปาก “บอกข้ามาเถิดว่าพี่ชายเจ้าไปเป็นทหารที่ไหน ชื่อแซ่อะไร ข้าจะตามร่องรอยของเขาให้พบให้ได้ จะเป็นหรือตาย ข้าก็จะพาเขากลับมาหาเจ้า”
ด้วยอำนาจบารมีของเขาในตอนนี้ การทำเรื่องแค่นี้ง่ายดายยิ่งกว่าพลิกฝ่ามือ โดยปกติแล้วขอเพียงคนผู้นั้นไปเป็นทหารจริง ต่อให้ตายในสนามรบก็ต้องมีบันทึกระบุไว้ ดังนั้นขอเพียงตั้งใจตรวจสอบ ย่อมต้องพบเบาะแสอย่างแน่นอน
“พี่ชายข้าชื่อ ลู่หลี ไปเป็นทหารอยู่ทางเหนือ คอยต้านทานพวกฉวี่หรง ฟังเขาบอกว่าดูเหมือนจะสังกัดอยู่ในกองทัพตระกูลหยาง ท่านแม่ทัพมีชื่อเสียงมาก ชื่อว่าหยางเย่เจ้าค่ะ”
ลู่เสวี่ยฉีครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยอย่างไม่ค่อยมั่นใจนัก “น่าจะเป็นกองทัพนี้แหละเจ้าค่ะ แต่ข้าไม่ได้เจอพี่ชายมานานแล้ว เลยไม่ค่อยแน่ใจนัก”
“แค่นี้ก็พอแล้ว ไปกันเถอะ” ฉู่เสินซิ่วเอ่ยเรียบๆ “ข้าจะพาเจ้าออกไปจากที่นี่ก่อน เราไปรอฟังข่าวที่เมืองหลวงกัน หากมีข่าวคราวเมื่อไหร่ ข้าจะรีบแจ้งให้เจ้าทราบ”
ลู่เสวี่ยฉีลุกขึ้น เดินตามฉู่เสินซิ่วออกมาจากห้องโถงด้านใน ทันทีที่ผู้คนภายนอกเห็นโฉมหน้าของลู่เสวี่ยฉี ต่างก็พากันตกตะลึงในความงามของนาง งดงามจนหาคำใดมาเปรียบเปรยไม่ได้
“ได้ยินคำร่ำลือมานานว่าลู่เสวี่ยฉีมีผิวพรรณดุจหิมะและกระดูกดุจหยก วันนี้ได้เห็นกับตา คำร่ำลือนั้นไม่เกินจริงเลย”
“งาม...งามเหลือเกิน”
“หญิงงามเช่นนี้ ต่อให้ต้องทุ่มหมดหน้าตักเพื่อให้ได้มาครอบครอง ก็คุ้มค่า”
เหล่าเศรษฐีต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์ ทว่าฉู่เสินซิ่วกลับขมวดคิ้วมุ่น
“นางติดเงินเจ้าเท่าไหร่ ข้าจ่ายเอง”
เศรษฐีร่างอ้วนฉุที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ประธานจ้องมองฉู่เสินซิ่ว
“คุณชาย ท่านต้องเข้าใจอะไรเสียหน่อยนะ ตอนนี้ไม่ใช่แค่เรื่องคืนเงินแล้วก็จบ ตอนที่เราทำสัญญาจ้างหนี้กัน มีข้อตกลงล่วงหน้าเรื่องกำหนดเวลาชำระหนี้ ตอนนี้เลยกำหนดเวลานั้นมานานแล้ว หากท่านอยากจะพาคนไป ก็ต้องทำตามกฎของข้า”
แม้เศรษฐีอ้วนจะดูออกว่าฉู่เสินซิ่วมีที่มาไม่ธรรมดา แต่ที่นี่คือถิ่นของเขา ในอาณาเขตนี้เขาคือผู้คุมกฎ คนตรงหน้าคิดจะมาก่อความวุ่นวายที่นี่ ก็ไม่ดูตาม้าตาเรือเสียบ้างว่าตัวเองมีคุณสมบัติพอหรือไม่
“นั่นมันกฎของเจ้า แต่ในแผ่นดินหวาซวีนี้...กฎของข้าคือกฎ เป็นหนี้ต้องชดใช้ คือสัจธรรม แต่เรื่องกำหนดเวลาอะไรนั่น เหลวไหลสิ้นดี...เฉินจ้าน จ่ายเงินต้นคืนไป ส่วนดอกเบี้ยที่ไม่ควรจ่าย ห้ามจ่ายแม้แต่น้อย”
ฉู่เสินซิ่วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชาและเด็ดขาด คิดจะเห็นเขาเป็นหมูในอวยให้เชือดเล่นหรือ? ฝันไปเถอะ
ใบหน้าของเศรษฐีอ้วนบึ้งตึงลงทันที เขาตะโกนลั่น “คิดจะมาก่อเรื่องที่นี่ ไม่มีทาง”
เหล่านักเลงคุมบ่อนที่เตรียมพร้อมอยู่แล้ว รีบกรูกันออกมา ปิดล้อมห้องโถงไว้อย่างแน่นหนาถึงสามชั้น