- หน้าแรก
- ระบบลงชื่อหมื่นล้านปี ตื่นขึ้นมาก็ไร้เทียมทาน
- บทที่ 18 หมู่บ้านเฉาเมี่ยว
บทที่ 18 หมู่บ้านเฉาเมี่ยว
บทที่ 18 หมู่บ้านเฉาเมี่ยว
แคว้นโบราณหวาซวีมีเพียงสองเมืองใหญ่เท่านั้น เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว เมืองซวีกับเมืองฮวาหรือเมืองหลวงนั้นมีความแตกต่างกันอย่างมาก ทั้งจำนวนประชากรที่น้อยกว่าและสภาพบ้านเมืองที่แทบจะเทียบกันไม่ติด เมื่อออกจากตัวเมือง ถนนหนทางเบื้องล่างก็ทรุดโทรมขรุขระอย่างยิ่ง
คณะของฉู่เสินซิ่วเดินทางด้วยเท้า สองชั่วยามผ่านไปเว่ยทงหมิงเหนื่อยจนหอบแฮกๆ ส่วนฉู่เสินซิ่วและคนอื่นๆ ที่เป็นผู้ฝึกตนกลับไม่รู้สึกเหนื่อยแม้แต่น้อย
“เอ้อร์หู่ เจ้าแบกท่านนายทะเบียนขึ้นหลังเถอะ เราจะได้เดินทางเร็วขึ้น”
เฉินจ้านสังเกตเห็นความร้อนใจของฉู่เสินซิ่ว แต่ด้วยฐานะกษัตริย์จึงไม่อาจเอ่ยปากเร่งเร้าได้ เขาจึงเป็นฝ่ายเสนอตัวจัดการเรื่องนี้เอง เรื่องนี้ทำให้ฉู่เสินซิ่วพอใจเป็นอย่างมาก การที่เฉินจ้านก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้บัญชาการทหารรักษาพระองค์ได้ตั้งแต่อายุยังน้อย ไม่ใช่เพียงเพราะฝีมือการต่อสู้เท่านั้น แต่ไหวพริบและความเฉลียวฉลาดยังเป็นเลิศอีกด้วย นี่เป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้เลย
เมื่อมีเอ้อร์หู่คอยแบกเว่ยทงหมิง การเดินทางก็รวดเร็วขึ้นมาก ไม่นานนักพวกเขาก็มาถึงตำบลเล็กๆ ที่ห่างไกลความเจริญ
“ที่นี่เรียกว่าตำบลชิงอวิ๋น หมู่บ้านเฉาเมี่ยวอยู่ในความดูแลของตำบลนี้พะยะค่ะ” เว่ยทงหมิงที่ได้พักจนหายเหนื่อยแล้วรีบอธิบาย
เดินต่อมาอีกสักพัก หมู่บ้านเล็กๆ ที่มีประชากรเพียงร้อยกว่าครัวเรือนก็ปรากฏแก่สายตา ภายในหมู่บ้านเงียบเหงาวังเวง ยามนี้อากาศร้อนอบอ้าว บนผืนนาที่ถูกบุกเบิกมีชาวบ้านจำนวนหนึ่งกำลังก้มหน้าก้มตาทำนา ส่วนในที่ร่มมีคนคอยคุมงานยืนเฝ้าอยู่
ฉู่เสินซิ่วขมวดคิ้ว นี่ไม่ใช่ภาพที่เขาคาดหวังจะได้เห็น!
“ตั้งแต่นโยบายใหม่บังคับใช้ ทางการได้ใช้เงินซื้อที่ดินคืนจากพวกคหบดีแล้วไม่ใช่หรือ แล้วนำมาจัดสรรให้ราษฎรได้ทำกิน” เขาเอ่ยถามด้วยความสงสัย
ข้อดีของนโยบายนี้คือเงินทองจะตกถึงมือราษฎร ทำให้พวกเขามีกินมีใช้และยังช่วยสร้างรายได้เข้าสู่ท้องพระคลัง แต่สถานการณ์ตรงหน้าดูเหมือนชาวบ้านยังคงเป็นเพียงผู้เช่านาอยู่? แล้วเงินของทางการหายไปไหนหมด!
เฉินจ้านรีบกราบทูล “ท่านเจ้าแคว้น พื้นที่แถบนี้ห่างไกลความเจริญ ราชโองการอาจต้องใช้เวลาสักระยะกว่าจะมาถึง อีกทั้งนโยบายใหม่เพิ่งเริ่มบังคับใช้ คงเป็นไปไม่ได้ที่จะครอบคลุมทั่วทั้งแคว้นในทันทีพะยะค่ะ”
ฉู่เสินซิ่วเห็นด้วยกับเหตุผลนี้ ในขณะนั้นเอง ชายฉกรรจ์ที่คอยคุมงานอยู่ไกลๆ สังเกตเห็นการแต่งกายที่ดูภูมิฐานของคณะฉู่เสินซิ่ว ก็รู้ทันทีว่าเป็นเศรษฐีมีเงิน จึงรีบวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาหา
“นายท่านทั้งหลาย ต้องการให้ช่วยอะไรไหมขอรับ? หรือว่าพวกท่านก็มาเพราะลูกสาวบ้านสกุลลู่เหมือนกัน?”
ท่าทางของหมอนั่นดูลุกลี้ลุกลนและเจ้าเล่ห์ เห็นแล้วชวนให้อยากประเคนหมัดใส่สักทีสองที ฉู่เสินซิ่วเก็บอาการแล้วถามเรียบๆ “ลูกสาวบ้านสกุลลู่? เรื่องราวเป็นอย่างไร”
“อ้าว ไม่ใช่หรอกรึ ข้านึกว่าใช่ซะอีก” ชายฉกรรจ์ผู้นั้นหมดความสนใจทันที
“ช้าก่อน” ฉู่เสินซิ่วเห็นอีกฝ่ายทำท่าจะเดินหนีจึงรีบเรียกไว้ แล้วหยิบเงินก้อนหนึ่งประมาณสิบตำลึงออกมา “เล่าเรื่องทั้งหมดที่เจ้ารู้มาให้ข้าฟัง”
ชายฉกรรจ์รับเงินมาแล้วลองกัดดูเพื่อพิสูจน์ความแท้ จากนั้นใบหน้าก็ฉีกยิ้มกว้างจนแทบจะถึงใบหู สมกับเป็นคนรวย จ่ายหนักจริงๆ! ในแคว้นโบราณหวาซวีผู้ฝึกตนมีจำนวนน้อยมาก ในหมู่ผู้ฝึกตนการแลกเปลี่ยนซื้อขายจะใช้หินวิญญาณ แต่สำหรับชาวบ้านทั่วไปเงินทองยังคงเป็นสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิต
“เรื่องมันเป็นอย่างนี้ขอรับ...หมู่บ้านเฉาเมี่ยวของเรามีสาวงามอันดับหนึ่งชื่อว่า ลู่เสวี่ยฉี ตั้งแต่นางอายุสิบสามปีก็มีคนมาสู่ขอไม่ขาดสาย แต่เพราะพี่ชายคนโตของนางเป็นผู้ฝึกตน จึงไม่มีใครกล้าทำอะไรบุ่มบ่าม แต่ได้ข่าวมาว่าพี่ชายคนโตของนางไปเป็นทหารและตายด้วยน้ำมือของพวกฉวี่หรงแล้ว บรรดาเศรษฐีจากทั่วสารทิศเลยแห่กันมาที่นี่ ข้าก็นึกว่าพวกท่านมาเพราะเรื่องนี้เสียอีก”
ฉู่เสินซิ่วสีหน้าเปลี่ยนไปทันที รีบสั่งการ “บ้านสกุลลู่อยู่ที่ไหน พาพวกเราไป!”
ชายฉกรรจ์ไม่รีรอ นายท่านผู้นี้จ่ายหนักถึงสิบตำลึง เพียงแค่นี้เขาก็ยินดีบริการเต็มที่แล้ว เขาจึงเดินนำทางพาคณะไปยังริมแม่น้ำ หน้าเรือนหลังหนึ่งที่ดูค่อนข้างดี
เป็นไปตามคาด ที่นั่นมีผู้คนมาชุมนุมกันอย่างเนืองแน่น ล้วนเป็นคนที่มาสู่ขอทั้งสิ้น
“ให้ข้าไปไล่พวกเขาไหมขอรับ” เฉินจ้านถามขึ้นเมื่อเห็นสถานการณ์
ฉู่เสินซิ่วโบกมือห้าม “ยังไม่ต้อง รอดูสถานการณ์ก่อน”
ต้าหู่และเอ้อร์หู่ทำหน้าที่เบิกทาง แม้ในลานบ้านจะแออัดไปด้วยผู้คน แต่ฝูงชนก็แหวกทางให้โดยอัตโนมัติ ทำให้ฉู่เสินซิ่วเดินเข้าไปได้อย่างสะดวกโยธิน
“เฮ้ยๆๆ พวกเจ้าทำอะไรกันน่ะ!”
“ทำอะไรต้องรู้จักมาก่อนมาหลังสิ คนมีเงินไม่ได้มีแค่พวกเจ้าหรอกนะ!”
“รีบไปต่อแถวข้างหลังโน่น นายน้อยของข้าเล็งแม่นางคนนี้ไว้แล้ว”
บางคนเริ่มโวยวายด้วยความไม่พอใจ แต่เมื่อเจอกับสายตาอันดุดันของต้าหู่และเอ้อร์หู่ พวกปากดีทั้งหลายก็หุบปากเงียบกริบ ไม่กล้าปริปากบ่นอีกเลย
ฉู่เสินซิ่วเดินเข้าไปด้านใน กลางห้องโถงมีหญิงวัยกลางคนที่มีท่าทางเหมือนแม่สื่อกำลังตะโกนเสียงดัง ดูเหมือนกำลังให้คนที่มาเสนอราคาแข่งกัน คล้ายกับการประมูลสินค้า ผู้ที่ให้ราคาสูงสุดจะเป็นผู้ชนะ
ช่างน่ารังเกียจยิ่งนัก ยังไม่ต้องพูดถึงว่าใช่คนที่เขาตามหาหรือไม่ ต่อให้ไม่ใช่ การกระทำเช่นนี้ก็ทำให้ฉู่เสินซิ่วรู้สึกโกรธเกรี้ยวขึ้นมาแล้ว
ครู่ต่อมา ฉู่เสินซิ่วก็พอจะเข้าใจเรื่องราวทั้งหมด ที่แท้บิดาของสกุลลู่เสียชีวิตไปนานแล้ว เหลือเพียงลู่เสวี่ยฉีกับมารดาอาศัยอยู่ด้วยกันสองคน ไม่นานมานี้ทางบ้านได้รับข่าวร้ายว่าพี่ชายคนโตเสียชีวิตในสนามรบ มารดาเสียใจจนล้มป่วย เพื่อหาเงินมารักษาแม่ ลู่เสวี่ยฉีจึงต้องกู้หนี้ยืมสินมากมาย แต่สุดท้ายมารดาก็สิ้นใจไป
และในวันที่มารดาเสียชีวิต เจ้าหนี้ก็บุกมาทวงเงินถึงบ้าน! แน่นอนว่าลู่เสวี่ยฉีไม่มีเงินจ่าย เจ้าหนี้จึงนำตัวนางมาประมูลขายราวกับสินค้า จนเกิดเหตุการณ์วุ่นวายเช่นนี้
“นางอยู่ข้างใน” เฉินจ้านกระซิบ
“ข้าจะเข้าไปดู” ฉู่เสินซิ่วเอ่ยเรียบๆ
“เจ้าจะทำอะไร! เงินก็ยังไม่ได้จ่าย คิดจะเดินดุ่มๆ เข้าไปข้างในเรอะ”
เศรษฐีร่างอ้วนฉุที่ยืนอยู่ข้างแม่สื่อตะโกนห้ามทันทีที่เห็นฉู่เสินซิ่ว เอ้อร์หู่ก้าวออกมาขวางหน้า
“นายน้อยของข้าจะทำธุระ หากไม่อยากตายก็อย่าสาระแน รางวัลมีให้อยู่แล้ว เรื่องเงินน่ะเหรอ พวกข้ามีเหลือเฟือ!” เอ้อร์หู่ตวาดลั่น
เศรษฐีอ้วนเห็นท่าทางขึงขังของอีกฝ่ายก็ไม่กล้าต่อปากต่อคำ ได้แต่บ่นพึมพำไม่กี่คำแล้วก็เงียบไป
“พูดแล้วนะ ถ้าถูกใจก็ต้องมาประมูลแข่งกัน แม่หนูคนนี้เนื้อหอมจะตาย ตอนนี้ราคาทะลุพันตำลึงไปแล้วนะ!”
เฉินจ้านและคนอื่นๆ คร้านจะสนใจเจ้าอ้วนจอมโลภ จะมาคุยเรื่องเงินกับเจ้าของแคว้นหวาซวีหรือ ช่างน่าขันสิ้นดี! พวกเขาไม่เห็นเศรษฐีอ้วนอยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย