- หน้าแรก
- ระบบลงชื่อหมื่นล้านปี ตื่นขึ้นมาก็ไร้เทียมทาน
- บทที่ 17 ข่าวที่ไม่คาดฝัน
บทที่ 17 ข่าวที่ไม่คาดฝัน
บทที่ 17 ข่าวที่ไม่คาดฝัน
“เราเข้าใจแล้ว เรื่องนี้รอเสร็จจากการประชุม ท่านแม่ทัพจ้าวค่อยมาหารือกับเราเป็นการส่วนตัวเถิด” ฉู่เสินซิ่วเอ่ยเรียบๆ
ยามนี้ภารกิจของฉู่เสินซิ่วมีล้นมือ ประการแรกคือระบบการปกครองของแคว้นที่ยังล้าหลังมาก เมื่อเทียบกันแล้วยังคงติดอยู่ในยุคโบราณก่อนสมัยราชวงศ์ฉินเสียด้วยซ้ำ ในแวดวงขุนนาง หน้าที่ความรับผิดชอบหลายอย่างยังคลุมเครือไม่ชัดเจน ฉู่เสินซิ่วตั้งใจจะนำระบบการปกครองแบบสมัยราชวงศ์หมิงและชิงมาปรับใช้ เพื่อวางรากฐานโครงสร้างการบริหารใหม่ ซึ่งจะช่วยแบ่งเบาภาระงานของเขาได้มากโข
ส่วนตำแหน่งอัครมหาเสนาบดี เขาไม่คิดจะสืบทอดระบบนี้ต่อไป เพราะในยามนี้เขามีความเข้มแข็งพอที่จะควบคุมขุนนางได้ แต่ลูกหลานในภายภาคหน้าอาจไม่เป็นเช่นนั้น เพื่อความมั่นคงถาวรของแคว้นหวาซวี เขาจึงต้องรอบคอบให้มาก
“ท่านเจ้าแคว้น กระหม่อมเห็นว่าพระองค์ควรคัดเลือกสาวงามจากทั่วแคว้นเข้าวัง เพื่อสร้างความสำราญและสืบทอดทายาทมังกรพะยะค่ะ!” ขุนนางอีกท่านหนึ่งกราบทูล
องค์รัชทายาทคือรากฐานความมั่นคงของแผ่นดิน ไม่มีใครรู้ว่าพรุ่งนี้กับอุบัติเหตุสิ่งใดจะมาถึงก่อน ดังนั้นเรื่องนี้จึงเป็นสิ่งที่ต้องตระหนักให้จงหนัก
ฉู่เสินซิ่วรู้สึกปวดเศียรเวียนเกล้าขึ้นมาทันที “เรื่องนี้เอาไว้ค่อยหารือกันวันหลัง”
คัดเลือกสาวงาม? ตอนนี้เขายังไม่มีความคิดเรื่องนี้ งานราชการมีมากมายก่ายกองจนทำแทบไม่ทัน จะเอาเวลาที่ไหนไปคิดเรื่องพรรค์นั้น
“ท่านเจ้าแคว้น การสืบทอดทายาทเป็นเรื่องสำคัญยิ่งของชาติบ้านเมืองนะพะยะค่ะ เพียงแค่พระองค์ออกราชโองการ...ก็เป็นอันเสร็จสิ้น! เรื่องนี้ไม่อาจรีรอได้ ตอนที่อดีตเจ้าแคว้นมีพระชนมายุเท่าพระองค์ สนมในวังหลังก็มีนับไม่ถ้วนแล้ว” เหล่าขุนนางต่างพากันกราบทูลสนับสนุน
ฉู่เสินซิ่วถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ เขาโบกมือปัดอย่างรำคาญ “พวกท่านจัดการกันเองเถิด เราเหนื่อยแล้ว เลิกประชุม มีอะไรค่อยว่ากันพรุ่งนี้!”
กล่าวจบ ฉู่เสินซิ่วก็ลุกจากบัลลังก์เดินออกจากท้องพระโรงทันที
กลับมาถึงตำหนักที่ประทับ ฎีกากองพะเนินเทินทึกรอให้สะสาง มีทั้งรายงานผลการปฏิบัติตามนโยบายใหม่จากพื้นที่ต่างๆ ฎีกาถวายพระพรไร้สาระที่มีมากมายดุจขนวัว และรายงานสถานการณ์การสู้รบที่ชายแดน ฉู่เสินซิ่วไล่อ่านและลงนามทีละฉบับ
ทันใดนั้น มีฎีกาฉบับหนึ่งดึงดูดความสนใจของเขา
หลังจากกวาดสายตาผ่านคำเยินยอไร้สาระในช่วงต้น ฉู่เสินซิ่วก็อ่านข้ามไปพบเนื้อหาสำคัญที่กล่าวว่า เมื่อหลายปีก่อนสมัยที่ฉู่เสินซิ่วยังเป็นรัชทายาท เขาเคยสั่งให้คนออกตามหาหญิงสาวผู้หนึ่ง โดยบอกลักษณะรูปพรรณสัณฐานไว้คร่าวๆ ในตอนนั้นไม่มีใครใส่ใจเรื่องนี้นัก ได้แต่รับปากส่งเดชไปตามหน้าที่ แต่บัดนี้ฉู่เสินซิ่วกลายเป็นเจ้าแคว้นแล้ว ย่อมมีคนขุดคุ้ยเรื่องราวในอดีตขึ้นมาใส่ใจ และลงมือตามหาอย่างจริงจัง
“ใครอยู่ข้างนอก!” เขาปิดฎีกาลงแล้วตะโกนเรียกเสียงดัง
“ท่านเจ้าแคว้น กระหม่อมอยู่นี่พะยะค่ะ” ขันทีคนสนิทรีบวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา มองดูฉู่เสินซิ่วด้วยความหวาดหวั่น
“เตรียมรถม้า เราจะไปหมู่บ้านเฉาเมี่ยว! และเรียกตัวจ้าวฝูถูกับเว่ยซานเหอเข้าเฝ้าด่วน” ฉู่เสินซิ่วสั่งการรัวเร็ว
หมู่บ้านเฉาเมี่ยวเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ชายขอบของแคว้นโบราณหวาซวี ด้านหลังหมู่บ้านติดกับแดนต้าฮวงอันเวิ้งว้าง ชาวบ้านที่นั่นซื่อสัตย์สุจริต ดำรงชีพด้วยการเพาะปลูก เนื่องจากแคว้นหวาซวีในยามนี้มีอาณาเขตไม่กว้างใหญ่นัก ด้วยความเร็วของรถม้ามังกร ใช้เวลาเดินทางไม่เกินหนึ่งวันก็ถึง แม้ตอนนี้จะมีภารกิจรัดตัว แต่เมื่อเทียบกับเรื่องนี้แล้ว ดูเหมือนว่าไม่ว่าเรื่องใดก็สามารถวางไว้ก่อนได้
ไม่นานนัก จ้าวฝูถูและเว่ยซานเหอก็รีบรุดเข้าวัง ทั้งสองคุกเข่าทำความเคารพ “กระหม่อมถวายบังคมท่านเจ้าแคว้น”
ฉู่เสินซิ่วโบกมือ “เราจะไม่อยู่สักสองสามวัน จะเดินทางไปเมืองซวี พวกท่านทั้งสองจงดูแลบ้านเมืองแทนเรา หากมีราชกิจทั่วไปให้ปรึกษาหารือและจัดการกันได้เลย อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องการจัดตั้งคณะเสนาบดี เมื่อเรากลับมาเราต้องการเห็นผลลัพธ์ ให้พวกท่านคัดเลือกขุนนางที่มีความสามารถมาร่วมคณะเสนาบดีเพื่อช่วยเราบริหารราชการแผ่นดิน”
ระบบคณะเสนาบดีริเริ่มขึ้นในสมัยราชวงศ์หมิง เป็นการกระจายอำนาจของอัครมหาเสนาบดีให้ขุนนางหลายคนร่วมกันถือครอง เพื่อให้เกิดการตรวจสอบถ่วงดุลซึ่งกันและกัน ไม่ให้มีอำนาจมากจนเป็นภัยต่อราชบัลลังก์ โดยให้คณะเสนาบดีพิจารณาราชกิจทั่วไปก่อน แล้วค่อยส่งให้ฉู่เสินซิ่วลงนามอนุมัติ วิธีนี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้อย่างมาก นอกจากนี้ระบบ 6 กรม 9 สภา ก็ได้ถูกบรรจุไว้ในแผนงานแล้ว เพียงแต่ยังไม่ได้เริ่มดำเนินการเท่านั้น
ระบบใหม่ นโยบายใหม่ ล้วนต้องใช้เวลาในการปรับตัว เดิมทีฉู่เสินซิ่วตั้งใจจะค่อยเป็นค่อยไป แต่ข่าวคราวของหญิงสาวผู้นั้นทำให้เขาจำต้องเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น
ลู่เสวี่ยฉี!
ภาพของหญิงสาวที่เคยใช้ชีวิตร่วมกับเขาในชาติภพก่อนผุดขึ้นในห้วงคำนึง เขาเชื่อว่าในเมื่อเขาและนางหายสาบสูญมาพร้อมกัน หากเขามาปรากฏตัวที่นี่ ลู่เสวี่ยฉีก็ต้องอยู่ที่นี่ด้วยเช่นกัน ดังนั้นหลังจากฟื้นคืนสติเขาก็เฝ้าตามหานางมาตลอด ในที่สุดวันนี้ก็ได้เบาะแสแล้ว เขาจะปล่อยโอกาสนี้หลุดมือไปได้อย่างไร
เขาจึงถือโอกาสนี้ออกไปตรวจตราความเป็นอยู่ของราษฎรด้วย ว่าหลังจากเริ่มใช้นโยบายใหม่ ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านเป็นอย่างไรบ้าง เป็นไปตามที่คาดหวังไว้หรือไม่ เรื่องนี้สำคัญยิ่งนัก อย่างน้อยสำหรับเขามันชัดเจนแจ่มแจ้ง
หลังจากสั่งการอย่างรีบเร่ง ฉู่เสินซิ่วก็ออกจากวังหลวง จ้าวฝูถูและเว่ยซานเหอมองหน้ากันอย่างงุนงง สุดท้ายก็ได้แต่นั่งลงหน้าโต๊ะทรงงาน ก้มหน้าก้มตาตรวจฎีกาที่กองพะเนินเทินทึก แม้งานจะเยอะแต่เรื่องสำคัญจริง ๆ มีอยู่ไม่กี่เรื่อง ส่วนใหญ่เป็นฎีกาถวายพระพรจากขุนนางชั้นผู้น้อย หรือไม่ก็รายงานเรื่องการค้นพบของวิเศษที่อยากจะนำมาถวาย เรื่องพวกนี้ส่วนใหญ่สามารถมองข้ามไปได้เลย
อีกด้านหนึ่ง รถม้ามังกรของฉู่เสินซิ่วเหาะเหินเดินอากาศไปอย่างรวดเร็ว การเดินทางครั้งนี้ค่อนข้างรีบเร่งและไม่เหมาะที่จะเอิกเกริกเกินไป ดังนั้นเขาจึงพาเฉินจ้านและผู้ติดตามมาเพียงไม่กี่คน
เมื่อมาถึงตัวเมือง ฉู่เสินซิ่วลงจากรถม้าโดยมีเพียงเฉินจ้านและทหารองครักษ์อีกสองนายติดตาม ทั้งสองคนนี้เป็นพี่น้องร่วมสายโลหิตชื่อว่า ต้าหู่และเอ้อร์หู่ นิสัยซื่อสัตย์สุจริต นับเป็นญาติห่างๆ ของเฉินจ้าน เขาจึงนำติดตัวไว้ข้างกายเสมอ และการที่ฉู่เสินซิ่วออกเดินทางคราวนี้ เฉินจ้านจงใจพาพวกเขามาร่วมขบวนด้วยก็เพื่อต้องการสนับสนุน เพราะขอเพียงได้รับความไว้วางใจจากฉู่เสินซิ่ว ได้เป็นคนสนิทของท่านเจ้าแคว้น อนาคตทางราชการย่อมรุ่งโรจน์อย่างไม่ต้องสงสัย
“เฉินจ้าน พาเราไปพบคนที่เขียนฎีกาฉบับนี้” ฉู่เสินซิ่วโยนฎีกาให้ เฉินจ้านรับคำทันที
ณ โรงน้ำชาแห่งหนึ่ง ขุนนางในชุดลำลองผู้หนึ่งรีบเดินเข้ามาหา “กระหม่อม เว่ยทงหมิง นายทะเบียนเมืองซวี ถวายบังคมท่านเจ้าแคว้น”
“ไม่ต้องมากพิธี เข้าเรื่องเถอะ ข่าวในฎีกาเป็นความจริงหรือ” สายตาของฉู่เสินซิ่วฉายแววเฉียบคม แสดงให้เห็นว่าเขาให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากเพียงใด
เว่ยทงหมิงรีบกราบทูล “มีคนส่งข่าวมา กระหม่อมจึงได้เดินทางไปตรวจสอบด้วยตัวเอง ที่หมู่บ้านเฉาเมี่ยวมีสาวซักผ้าผู้หนึ่งนามว่า ลู่เสวี่ยฉี ลักษณะรูปพรรณสัณฐานตรงกับที่พระองค์เคยตรัสไว้แทบทุกประการพะยะค่ะ กระหม่อมจึงได้บังอาจถวายฎีกาขึ้นไป”
“ดี พาเราไปที่หมู่บ้านเฉาเมี่ยว แต่จำไว้ ห้ามแพร่งพรายเรื่องนี้ให้ใครรู้เด็ดขาด เฉินจ้าน...เจ้าไปบอกกล่าวท่านเจ้าเมืองไว้ด้วย”
สิ้นเสียงสั่งการ ครึ่งชั่วยามต่อมา คณะเดินทางก็มุ่งหน้าสู่หมู่บ้านเฉาเมี่ยว