- หน้าแรก
- ระบบลงชื่อหมื่นล้านปี ตื่นขึ้นมาก็ไร้เทียมทาน
- บทที่ 16 ใต้หล้าวุ่นวาย ล้วนเพื่อผลประโยชน์
บทที่ 16 ใต้หล้าวุ่นวาย ล้วนเพื่อผลประโยชน์
บทที่ 16 ใต้หล้าวุ่นวาย ล้วนเพื่อผลประโยชน์
ผู้คนจำนวนมากต่างตกตะลึงกับวาจาอันกล้าบ้าบิ่นของเย่กู้เฉิง ขุนนางระดับล่างผู้นี้ช่างกล้าพูดเสียจริง ต้องรู้ก่อนว่าเจ้าแคว้นในยามนี้หาใช่คนเดิมในอดีตอีกต่อไป พระองค์ทรงเปลี่ยนแปลงไปราวกับเป็นคนละคน ความเด็ดขาดและเฉียบขาดของฉู่เสินซิ่วเป็นที่ประจักษ์ชัดแจ้งจากการใช้มาตรการรุนแรงกวาดล้างสิ่งสกปรกในราชสำนักและปฏิรูปค่านิยมสังคมเสียใหม่ จนโฉมหน้าของแคว้นเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง
ฉู่เสินซิ่วยามนี้คือภาพสะท้อนที่สมบูรณ์แบบของคำกล่าวที่ว่า ‘อยู่ใกล้กษัตริย์ดั่งอยู่ใกล้พยัคฆ์’ เพียงพูดผิดหูหรือล่วงเกินแม้เล็กน้อย การถูกคุมขังยังนับเป็นเรื่องเล็ก หากร้ายแรงอาจถึงขั้นหัวหลุดจากบ่า ทว่าเย่กู้เฉิงกลับกล้าวิพากษ์วิจารณ์ ทำให้ทุกคนต่างตื่นตระหนก
“เย่กู้เฉิง อย่าได้พูดจาเหลวไหลต่อหน้าพระพักตร์!” ขุนนางอาวุโสรีบเอ่ยเตือน
เรื่องนี้มิใช่เรื่องล้อเล่น การคาดเดาใจกษัตริย์คือสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับขุนนาง การย้ายเมืองหลวงเป็นเรื่องใหญ่หลวง ในใจของฉู่เสินซิ่วย่อมมีคำตอบอยู่แล้ว เพียงแค่อยากลองฟังความเห็นเหล่าขุนนางเท่านั้น เป็นที่รู้กันดีว่าเมื่อพระองค์ตัดสินใจแล้วย่อมไม่คืนคำง่ายๆ
“ว่าต่อไป”
ฉู่เสินซิ่วจ้องมองขุนนางหนุ่มด้วยความสนใจ เขานั่งเอนกายอย่างสบายอารมณ์ มือข้างหนึ่งวางบนเข่า อีกข้างยกขึ้นเท้าคาง
เย่กู้เฉิงลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก รีบกราบทูลต่อ “กระหม่อมเห็นว่า แม้การกระทำเช่นนี้จะมีความเสี่ยงในระยะสั้น แต่หากมองการณ์ไกลย่อมเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการปราบหกแคว้นในอนาคต กระหม่อมเชื่อว่าด้วยพระปรีชาสามารถ ท่านเจ้าแคว้นมิได้ปรารถนาเป็นเพียงกษัตริย์ผู้รักษาแผ่นดิน แต่ทรงมุ่งมั่นจะเป็นมหาราชผู้สร้างรากฐานอันเกรียงไกรสืบไป”
เขากล่าวเสริมอย่างฉะฉาน “จากความเจริญรุ่งเรืองของแคว้นหวาซวีในยามนี้ การพิชิตหกแคว้นย่อมมีความเป็นไปได้สูง เมืองเทียนเชวี่ยจึงเป็นชัยภูมิที่ได้เปรียบทั้งรุกและรับ อีกทั้งการย้ายเมืองหลวงไปที่นั่นยังไม่สิ้นเปลืองกำลังคนและงบประมาณ เพราะมีจวนและสิ่งปลูกสร้างพร้อมใช้งานอยู่แล้ว เมืองเทียนเชวี่ยเป็นเขตศักดินาของฉวี่หรงน้องชายเจ้าแคว้น คนผู้นี้รักความหรูหราฟุ้งเฟ้อ จวนของเขาจึงถูกสร้างอย่างวิจิตรตระการตายิ่งกว่าเมืองหลวงของแคว้นฉวี่หรงเสียอีกพะยะค่ะ”
“แต่อยู่ใกล้เมืองหลวงแคว้นฉินขนาดนั้น เจ้าไม่คิดว่าจะเกิดปัญหาหรือ แคว้นฉินถือเป็นแคว้นที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาหกแคว้นเชียวนะ” ฉู่เสินซิ่วถามกลับ
เย่กู้เฉิงทูลตอบทันที “กระหม่อมเห็นว่าต่อให้แคว้นฉินแข็งแกร่งเพียงใด ก็ไม่อาจเทียบเคียงท่านเจ้าแคว้นได้ ขอเพียงมีพระองค์ประทับอยู่ เมืองเทียนเชวี่ยย่อมเป็นปราการที่แข็งแกร่งที่สุดในแคว้นหวาซวีพะยะค่ะ”
คำตอบนี้ทำให้ฉู่เสินซิ่วพอใจเป็นอย่างยิ่ง
เขามีความคิดเรื่องย้ายเมืองหลวงมานานแล้ว การอุดอู้อยู่แต่มุมอับย่อมไม่อาจพัฒนาบ้านเมืองได้ เทียนเชวี่ยจะเป็นเพียงเมืองหลวงชั่วคราว รอจนรากฐานมั่นคงเขาจึงจะเริ่มดำเนินการขั้นต่อไป เขาไม่ต้องการเป็นเพียงเจ้าแคว้นธรรมดาที่ปกครองแคว้นเล็กๆ ไปวันๆ อย่างสงบสุข ในใจของฉู่เสินซิ่วมีความฝันที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นมาก
ใต้หล้ามีสิบส่วน เขาต้องการครอบครองเสียเก้าส่วนเก้า
หนทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล ดินแดนที่หกแคว้นตั้งอยู่เป็นเพียงมุมเล็กๆ ชายขอบของทวีป ย่อมไม่อาจเติมเต็มความทะเยอทะยานของฉู่เสินซิ่ว ทวีปแห่งนี้แบ่งออกเป็น 5 ภูมิภาคใหญ่ คือ ตะวันออก ตะวันตก ใต้ เหนือ และกลาง ทั้ง 5 ภูมิภาคนี้คือหัวใจหลักของทวีป มีอาณาจักรตั้งอยู่นับไม่ถ้วน ยอดฝีมือมากมายดุจเม็ดทราย
ส่วนพื้นที่เจ็ดแคว้นเป็นเพียงดินแดนรกร้างกันดารที่สุดทางตอนเหนือ แม้แต่อาณาจักรระดับสูงกว่ายังไม่คิดจะมาเก็บภาษีเพราะยากจนข้นแค้นเกินไป ผลประโยชน์จากดินแดนนี้ยังน้อยกว่ารายได้ของตระกูลใหญ่ในเมืองหลวงอาณาจักรเหล่านั้นเสียอีก จึงถูกขนานนามว่า 'ดินแดนที่ถูกลืม' แต่สิ่งที่น้อยคนนักจะรู้คือ ดินแดนแห่งนี้คือถิ่นกำเนิดของเผ่ามนุษย์
ฉู่เสินซิ่วผู้ข้ามมิติมายังโลกนี้ได้ใช้เวลา 'ลงชื่อเข้าใช้' นานนับหมื่นล้านปีจึงได้ตื่นขึ้น บัดนี้เพียงแค่ทรัพย์สมบัติส่วนตัวของเขาคนเดียว ก็น่าจะมากมายมหาศาลที่สุดในบรรดาทุกภพภูมิอย่างไม่ต้องสงสัย
ฉู่เสินซิ่วดึงสติกลับมา กวาดสายตามองเหล่าขุนนางแล้วเอ่ยถาม “พวกท่านมีความเห็นอย่างไร”
คำถามนี้แทบไม่จำเป็นต้องหาคำตอบ เมื่อเขาเอ่ยปากเช่นนี้ ความเห็นของเหล่าขุนนางย่อมต้องตรงกับใจของเขา หากฉู่เสินซิ่วคิดต่าง คงคัดค้านเย่กู้เฉิงไปนานแล้ว ศาสตร์แห่งราชานั้นลึกล้ำยิ่งนัก
“กระหม่อมเห็นว่าเมืองเทียนเชวี่ยเหมาะสมที่จะเป็นเมืองหลวงชั่วคราว เพื่อความเจริญรุ่งเรืองของแคว้นหวาซวีพะยะค่ะ”
“กระหม่อมเห็นด้วยพะยะค่ะ”
เหล่าขุนนางเลิกมองฉู่เสินซิ่วเป็นเด็กน้อยไร้เดียงสามานานแล้ว คนผู้นี้เปลี่ยนไปราวกับคนละคน นี่คือโอรสสวรรค์ที่แท้จริง กษัตริย์กริ้ว ศพเกลื่อนล้าน โลหิตไหลนองพันลี้ คำกล่าวนี้ช่างเหมาะสมกับฉู่เสินซิ่วยามนี้ยิ่งนัก เขามีคุณสมบัติและบารมีเพียงพอที่จะทำเช่นนั้น
ฉู่เสินซิ่วพยักหน้าอย่างพอใจก่อนออกคำสั่ง “เย่กู้เฉิง เลื่อนขั้น 3 ระดับ ให้รับผิดชอบเรื่องการย้ายเมืองหลวง ขุนนางทั้งหลายห้ามขัดขวางการทำงานของเขาเด็ดขาด”
สำหรับผู้มีความสามารถ เขามักให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เย่กู้เฉิงเพิ่งก้าวเข้าสู่แวดวงขุนนาง เพียงแค่วาจาไม่กี่ประโยคก็ได้รับการเลื่อนขั้นรวดเร็วราวติดปีก เป็นที่น่าอิจฉายิ่งนัก บางครั้งวาสนาก็มาถึงในชั่วพริบตา แม้แต่เย่กู้เฉิงเองยังคาดไม่ถึงว่าเจ้าแคว้นจะตัดสินใจเด็ดขาดถึงเพียงนี้ เขาเข้ามารับราชการหลายปีแต่ไม่เคยก้าวหน้าจนรู้สึกท้อแท้ แต่บัดนี้เพียงแค่แสดงความคิดเห็นกลับได้รับการเลื่อนขั้น
เย่กู้เฉิงเปี่ยมด้วยความซาบซึ้งและภักดี ตั้งปณิธานว่าจะทุ่มเทเลือดเนื้อและชีวิตเพื่อแคว้นหวาซวี ตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณ
ทันใดนั้น จ้าวฝูถูก้าวออกมา “ท่านเจ้าแคว้น กระหม่อมมีเรื่องด่วนจะกราบทูลพะยะค่ะ มีรายงานจากชายแดนว่าช่วงนี้เจ้าแคว้นทั้ง 6 มีการติดต่อกันบ่อยครั้ง ทั้งยังพากันกว้านซื้อเสบียง ตีอาวุธ และรวบรวมของวิเศษอย่างเอิกเกริก เป็นไปได้ว่าพวกเขากำลังเตรียมการบุกโจมตีแคว้นหวาซวีของเราพะยะค่ะ”
จ้าวฝูถูเอ่ยด้วยความวิตกกังวล “การทำศึกกับแคว้นฉวี่หรงติดต่อกันหลายปีทำให้กำลังพลเราถดถอย อีกทั้งการยึดดินแดนคืนทำให้แนวชายแดนยาวเหยียดเกินไป เรามีพรมแดนติดกับ 3 แคว้น ได้แก่ ฉิน เยียน และจ้าว หาก 6 แคว้นเปิดฉากโจมตีพร้อมกันจาก 3 ทิศทาง ด้วยสภาพของแคว้นหวาซวีในยามนี้ เกรงว่าจะต้านทานไว้ไม่อยู่พะยะค่ะ”
ฉู่เสินซิ่วพยักหน้าเล็กน้อย รับรู้เรื่องราวที่อยู่ในความคาดหมายอยู่แล้ว ฝั่งแคว้นฉวี่หรงย่อมไม่มีทางยอมรับความพ่ายแพ้ง่ายๆ พวกมันต้องปล่อยข่าวออกไปอย่างแน่นอน ทุกอย่างล้วนเป็นไปตามแผน
ใต้หล้าวุ่นวาย ล้วนเพื่อผลประโยชน์
ผู้คนขวักไขว่ ล้วนเพื่อผลประโยชน์