- หน้าแรก
- ระบบลงชื่อหมื่นล้านปี ตื่นขึ้นมาก็ไร้เทียมทาน
- บทที่ 15 การปฏิรูปครั้งใหญ่
บทที่ 15 การปฏิรูปครั้งใหญ่
บทที่ 15 การปฏิรูปครั้งใหญ่
ภายหลังจากที่ฉู่เสินซิ่วประกาศราชโองการหลายฉบับต่อเนื่องกัน เสียงสะท้อนจากชาวบ้านร้านตลาดก็แตกออกเป็นสองฝ่ายอย่างชัดเจน ทุกสิ่งในโลกไม่มีความสมบูรณ์แบบ เหรียญย่อมมีสองด้านเสมอ เรื่องนี้เป็นสิ่งที่คาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้ว
ราชโองการฉบับนี้โดยเนื้อแท้แล้วเป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่ราษฎรตาดำๆ แต่กลับไปขัดผลประโยชน์ของคนกลุ่มน้อย นั่นคือเหล่าชนชั้นคหบดีและผู้มีอิทธิพลที่กุมความมั่งคั่งส่วนใหญ่ไว้ หากพวกคนเหล่านี้ไม่ต่อต้านสิถึงจะแปลก ด้วยเหตุนี้ทั่วทุกมุมเมืองหลวงจึงมีคนบางกลุ่มคอยยุยงปลุกปั่น
ฉู่เสินซิ่วประทับอยู่ในวังหลวง ทุกความเคลื่อนไหวล้วนอยู่ในสายตาของเขา สำหรับเรื่องทั้งหมดนี้เขาหาได้ใส่ใจไม่ ไม่ได้เก็บมาเป็นอารมณ์เลยแม้แต่น้อย นับตั้งแต่วินาทีที่ความคิดนี้ผุดขึ้นมา เขาก็รู้ดีอยู่แล้วว่าจะต้องมีคนคัดค้านอย่างแน่นอน ตราบใดเป็นผลดีต่อบ้านเมือง เขาจะเดินหน้าต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง การประกาศใช้นโยบายใหม่ย่อมต้องผ่านช่วงเวลาแห่งความเจ็บปวด แต่ขอเพียงผ่านพ้นช่วงเวลานี้ไปได้ แคว้นโบราณหวาซวีในอนาคตจะต้องแข็งแกร่งเกรียงไกรอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ปณิธานของเขาก็จะบรรลุผลสำเร็จ
“ท่านเจ้าแคว้น” เฉินจ้านรีบรุดเข้ามาในวังหลวง กระซิบรายงานต่อหน้าฉู่เสินซิ่ว
“ก่อความวุ่นวาย?” ฉู่เสินซิ่วแค่นเสียงในลำคอด้วยความดูแคลน
“พะยะค่ะ...ในเมืองหลวงเริ่มมีการชุมนุมประท้วงต่อต้านนโยบายใหม่ พวกมันบิดเบือนข้อเท็จจริง ใส่ร้ายป้ายสีนโยบายใหม่ ทำให้ชาวบ้านที่ไม่รู้ตื้นลึกหนาบางเกิดความเข้าใจผิดพะยะค่ะ กองทหารรักษาพระองค์ที่ประจำการในเมืองหลวงตอนนี้มีกำลังพลน้อยมาก ส่วนใหญ่ถูกส่งไปประจำการที่ชายแดนเพื่อป้องกันการโจมตีจากหกแคว้น ดังนั้นภายในเมืองหลวงจึงเหลือกำลังพลให้ใช้งานไม่มากนัก หากไม่รีบจัดการให้เรียบร้อย เกรงว่าผู้ไม่หวังดีจะฉวยโอกาสปลุกระดมจนกลายเป็นกบฏได้พะยะค่ะ” เฉินจ้านกราบทูล
นี่ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ไม่มีลมย่อมไม่มีคลื่น สำหรับชาวบ้านทั่วไปย่อมไม่มีความคิดซับซ้อนอะไรนัก แต่พวกคหบดีและผู้มีอิทธิพลที่อยู่เบื้องหลัง เพียงแค่หว่านโปรยผลประโยชน์เล็กน้อยก็สามารถชักจูงชาวบ้านให้เคลื่อนไหวได้ง่ายดาย หากเป็นเช่นนี้ถ้าไม่รีบจัดการให้เด็ดขาด ปัญหาก็จะลุกลามบานปลายจนยากจะควบคุม ถึงเวลานั้นคงยุ่งยากใหญ่หลวง
“เรื่องพรรค์นี้ยังต้องมาถามข้าอีกหรือ ใครก่อความวุ่นวายจับมันมา ใครยุยงปลุกปั่นฆ่าทิ้ง! สืบหาตัวการที่อยู่เบื้องหลัง หากมีหลักฐานมัดตัวให้ประหารเจ็ดชั่วโคตร” ฉู่เสินซิ่วไม่ใช่พ่อพระมาโปรดสัตว์ น้ำเสียงเย็นชาถึงขีดสุด
นี่คือสิ่งที่เขารังเกียจที่สุด ใครก็ตามที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนจนกล้าทำลายผลประโยชน์ของชาติ คนผู้นั้นคือปลวกมอดของแผ่นดิน เขื่อนนับพันลี้พังทลายได้เพราะรูมด หากต้องเผชิญหน้ากับคนพรรค์นี้ถ้าไม่จัดการขั้นเด็ดขาด วันหน้าหากแคว้นหวาซวีประสบวิกฤตยังจะหวังพึ่งให้คนพวกนี้สละทรัพย์สินเงินทองเพื่อชาติได้อีกหรือ ย่อมเป็นไปไม่ได้เด็ดขาด
เฉินจ้านตระหนกตกใจยิ่งนัก นี่คือความเด็ดขาดห้าวหาญระดับใดกัน เมื่อเผชิญสถานการณ์เช่นนี้พระองค์กลับตัดสินพระทัยได้อย่างเด็ดเดี่ยว ไม่หวั่นเกรงผลกระทบที่จะตามมาแม้แต่น้อย ฉู่เสินซิ่วในวันนี้เปรียบเทียบกับในอดีตราวกับเปลี่ยนไปเป็นคนละคน ยากจะเชื่อว่าเมื่อหนึ่งเดือนก่อนเขาคือเจ้าแคว้นผู้อ่อนแอไร้ความสามารถที่ต้องคอยฟังคำชี้แนะจากเหล่าขุนนางทุกเรื่อง
เมื่อรับคำสั่งแล้ว เฉินจ้านก็รีบจากไปทันที นโยบายใหม่เริ่มบังคับใช้ ทุกขั้นตอนต้องดำเนินไปอย่างมั่นคง มิฉะนั้นหากเกิดความผิดพลาดแม้เพียงจุดเดียว ผลกระทบลูกโซ่ที่ตามมาอาจร้ายแรงเกินคาดคิด ผิดไปเพียงกระเบียดนิ้วอาจส่งผลเสียหายไปไกลนับพันลี้ คำกล่าวนี้มีมาแต่โบราณ ฉู่เสินซิ่วเองก็กำชับเช่นนี้
คนที่มีแนวคิดไม่ตรงกันไม่ใช้ คนที่คิดคดทรยศกำจัดทิ้ง แคว้นโบราณหวาซวีในยามนี้ต้องร่วมแรงร่วมใจเป็นหนึ่งเดียวจึงจะสามารถสร้างอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่เกรียงไกรได้!
พริบตาเดียว นโยบายใหม่ก็บังคับใช้มาได้เดือนกว่าแล้ว ในช่วงเวลานี้ดินแดนที่เสียไปให้แคว้นฉวี่หรงล้วนถูกแคว้นหวาซวีกอบกู้คืนมาจนหมดสิ้น ตลอดแนวชายแดนอันยาวเหยียด กองทัพหวาซวีนับแสนนายตรึงกำลังเฝ้าระวัง ป้องกันไม่ให้หกแคว้นฉวยโอกาสโจมตี
นอกจากนี้มาตรการต่างๆ ก็ดำเนินไปอย่างเป็นระบบระเบียบ การส่งเสริมการมีบุตร การจัดสอบคัดเลือกขุนนาง การจัดตั้งสถานฝึกยุทธ์ การคัดเลือกบุคลากรทั้งฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ ล้วนเป็นสิ่งที่ฉู่เสินซิ่วให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง
สิ่งที่น่าสังเกตคือเพียงเวลาแค่เดือนเดียว มีคหบดีและผู้มีอิทธิพลจำนวนมากถูกยึดทรัพย์และจับกุมคุมขัง กลายเป็นเครื่องสังเวยแก่นโยบายใหม่ สำหรับผู้ที่มีใจคิดคดฉู่เสินซิ่วไม่เคยปรานี ชั่วขณะนี้บรรยากาศในเมืองหลวงเต็มไปด้วยความหวาดผวา ผู้คนต่างระแวดระวังภัย หากแต่มาตรการเหล่านี้กลับสร้างชื่อเสียงที่ดีในหมู่ราษฎร เพราะโดยเนื้อแท้แล้วมันเอื้อประโยชน์ให้แก่ชาวบ้านร้านตลาดทั่วไป
ภายใต้การปฏิรูปครั้งใหญ่ของฉู่เสินซิ่ว แคว้นโบราณหวาซวีกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ทุกสิ่งทุกอย่างกำลังเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว เพียงแค่เดือนเดียวแคว้นทั้งแคว้นก็ดูเหมือนจะเปลี่ยนโฉมหน้าไปอย่างสิ้นเชิง เชื่อว่าอีกไม่กี่ปีผลลัพธ์ที่งดงามจะต้องปรากฏให้เห็นชัดเป็นแน่ เรื่องนี้ทำให้ฉู่เสินซิ่วรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง
ในท้องพระโรง ขุนนางที่เช้าชามเย็นชามจำนวนมากถูกกวาดล้างออกไป แทนที่ด้วยใบหน้าใหม่ๆ นี่คือสิ่งที่ฉู่เสินซิ่วปรารถนา
“มีเรื่องให้กราบทูล หากไม่มีก็เลิกประชุม” ขันทีคนสนิทตะโกนก้อง
ฉู่เสินซิ่วประทับอยู่บนบัลลังก์
“กระหม่อม เย่กู้เฉิง มีเรื่องจะกราบทูลพะยะค่ะ!” ชายหนุ่มหน้าตาดีผู้หนึ่งก้าวออกมา แล้วเงยหน้ามองฉู่เสินซิ่ว ดูจากชุดขุนนางเขาคือนายทหารฝ่ายบู๊ แต่ระดับยศไม่สูงนัก เพิ่งจะถึงเกณฑ์ที่สามารถเข้าร่วมประชุมขุนนางได้
“ดินแดนที่เสียให้ฉวี่หรงกอบกู้คืนมาได้แล้ว อีกหกแคว้นกำลังจ้องมองเราตาเป็นมัน กระหม่อมเห็นว่าเรื่องการย้ายเมืองหลวงควรรีบนำมาพิจารณาโดยเร็ว เพื่อป้องกันการลอบโจมตีจากหกแคว้น มีเพียงการย้ายเมืองหลวงสำเร็จ แคว้นหวาซวีของเราจึงจะมีพื้นที่ยุทธศาสตร์เพียงพอ รุกได้รับถอยได้พะยะค่ะ” เย่กู้เฉิงกราบทูลอย่างกล้าหาญ
ฉู่เสินซิ่วหรี่ตาลงเล็กน้อย “ลองว่ามาซิ หากจะย้ายเมืองหลวง ควรย้ายไปที่ใดจึงจะเหมาะสม”
“กระหม่อมเห็นว่าในบรรดาเจ็ดแคว้น สถานที่ที่เหมาะสมแก่การตั้งเมืองหลวงที่สุด ย่อมต้องเป็นเมืองหลวงของแคว้นฉิน ที่นั่นดินน้ำอุดมสมบูรณ์ อีกทั้งยังมีชัยภูมิธรรมชาติคอยปกป้อง เหมาะแก่การตั้งเมืองหลวงอย่างยิ่ง แต่หากพิจารณาเฉพาะในดินแดนเดิมของแคว้นหวาซวี สถานที่ที่เหมาะสมแก่การตั้งเมืองหลวงมีเพียงแห่งเดียว...เมืองเทียนเชวี่ย! ที่นี่อยู่ใกล้เมืองหลวงแคว้นฉินที่สุด ไม่เพียงแต่จะช่วยป้องกันแคว้นฉินที่แข็งแกร่งที่สุดได้ แต่ยังสะดวกต่อการจัดทัพบุกโจมตีแคว้นฉินอีกด้วยพะยะค่ะ” เย่กู้เฉิงเสนอความคิดเห็นอย่างอาจหาญ
สิ้นคำกล่าว ทั่วทั้งท้องพระโรงต่างฮือฮา นี่มันความคิดอะไรกัน ช่างเป็นความคิดที่ยากจะเข้าใจจริงๆ การย้ายเมืองหลวงไม่ใช่เรื่องเล็ก เมืองเทียนเชวี่ยนั้นทำเลดีเยี่ยมก็จริง แต่อยู่ใกล้แคว้นฉินมากขนาดนั้น จะไม่เท่ากับอำนวยความสะดวกให้ข้าศึกบุกโจมตีหรือ สถานการณ์ตอนนี้ยังไม่มั่นคง การไปสร้างรังอยู่ปากถ้ำเสือดูจะไม่เหมาะสมเท่าใดนัก