- หน้าแรก
- ระบบลงชื่อหมื่นล้านปี ตื่นขึ้นมาก็ไร้เทียมทาน
- บทที่ 14 หนึ่งชีวิตแลกชื่อเสียงหมื่นปี
บทที่ 14 หนึ่งชีวิตแลกชื่อเสียงหมื่นปี
บทที่ 14 หนึ่งชีวิตแลกชื่อเสียงหมื่นปี
วาจาของราชครูหัวสุนัขทำให้เจ้าแคว้นทั้งหกตกอยู่ในความเงียบงันทันที ทว่าหากลองไตร่ตรองดูให้ละเอียดก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ เรื่องราวที่ผิดปกติย่อมมีเบื้องหลังที่ซ่อนเร้น หากแคว้นโบราณหวาซวีไม่ได้ครอบครองสิ่งวิเศษอันใด เหตุใดจึงสามารถเอาชนะกองทัพฉวี่หรงได้อย่างราบคาบ? กองทัพของพวกชนเผ่าอสูรป่าเถื่อนกลุ่มนี้ แม้แต่พวกเขาเองยังต้องยำเกรง
ในบรรดาหกแคว้น นอกจากแคว้นฉินที่แข็งแกร่งที่สุดแล้ว ใครจะกล้าพูดได้เต็มปากว่าสามารถเอาชนะแคว้นฉวี่หรงได้อย่างเด็ดขาด แต่แคว้นโบราณหวาซวีที่ถูกบีบให้ไปจนมุมกลับทำสำเร็จ ดังนั้นจึงพอจะจินตนาการได้ว่าเรื่องนี้ต้องมีเงื่อนงำบางอย่างซ่อนอยู่อย่างแน่นอน
หากเป็นจริงดังคำของราชครูหัวสุนัข แคว้นโบราณหวาซวีได้รับสิ่งวิเศษที่ยิ่งใหญ่ อนาคตข้างหน้าย่อมแข็งแกร่งขึ้นอย่างก้าวกระโดด ถึงเวลานั้นแคว้นของพวกเขาก็ย่อมตกอยู่ในอันตราย เจ้าแคว้นทุกคนต่างตระหนักถึงความร้ายแรงของสถานการณ์
ในขณะเดียวกัน ฉู่เสินซิ่วใช้เวลาพักฟื้นเพียงสั้นๆ ก็ยกทัพกลับสู่เมืองหลวง ราษฎรในเมืองหลวงต่างออกมาเข้าแถวรอรับเสด็จ ตะโกนถวายพระพรทรงพระเจริญกึกก้อง วินาทีนี้สำหรับฉู่เสินซิ่วการต้องหลั่งเลือดเอาชีวิตเข้าแลกในสนามรบดูเหมือนจะคุ้มค่ากับสิ่งที่ได้รับแล้ว
ชีวิตคนเราคงหนีไม่พ้นเรื่องชื่อเสียงและลาภยศ หากแต่ฉู่เสินซิ่วไม่ได้ต้องการเป็นเพียงเจ้าแคว้นธรรมดาๆ เขาต้องการสร้างรากฐานอันยิ่งใหญ่เกรียงไกรที่ไม่เคยมีมาก่อน ให้ชื่อเสียงขจรขจายไปทั่วหล้า เป็นที่จดจำไปชั่วกัลปาวสาน! สิ่งที่เขาต้องการไม่ใช่ชื่อเสียงเพียงชั่วชีวิต แต่เป็นชื่อเสียงที่ยั่งยืนนานนับหมื่นปี
ภายในวังหลวง ฉู่เสินซิ่วเริ่มวางแผนสำหรับอนาคต สิ่งสำคัญที่สุดในยามนี้คือการฟื้นฟูความเป็นอยู่ของราษฎร สร้างความแข็งแกร่งให้แก่แคว้นอย่างรวดเร็ว เมื่อแคว้นเข้มแข็งจึงจะสามารถดำเนินการเรื่องอื่นๆ ต่อไปได้ มิเช่นนั้น...ต่อให้เขาเก่งกาจเพียงใด แผ่นดินที่เขาอุตส่าห์บากบั่นตีมาก็คงไม่มีใครรักษาไว้ได้
“ไปตามเว่ยซานเหอมาพบข้า” ฉู่เสินซิ่วเอ่ยสั่งขันทีคนสนิท
ไม่นานนักเว่ยซานเหอก็ปรากฏตัวขึ้นในท้องพระโรง “กระหม่อมถวายบังคมท่านเจ้าแคว้น”
“ลุกขึ้นเถิด” ฉู่เสินซิ่วโบกมือ “ท่านเสนาบดี วันนี้ข้าเรียกท่านมาเพื่อหารือเรื่องการฟื้นฟูบ้านเมืองและชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎร สงครามที่ยืดเยื้อมานานทำให้ราษฎรเดือดร้อนแสนเข็ญ ที่ดินทำกินจำนวนมากถูกทิ้งร้าง นี่เป็นปัญหาที่ต้องรีบแก้ไข”
ฉู่เสินซิ่วเอ่ยถึงความกังวลของตน ต่อให้เขามีสามหัวหกแขน แต่เรี่ยวแรงของคนคนเดียวก็มีขีดจำกัด การเร่งสร้างบุคลากรที่มีความสามารถขึ้นมาจึงจะสามารถขยายอำนาจและปกป้องแผ่นดินไว้ได้ นี่เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง เว่ยซานเหอดูแลรับผิดชอบด้านนี้โดยตรง ย่อมมีความรู้ความเข้าใจดีที่สุด มอบหมายให้เขาจัดการจึงเหมาะสมที่สุด
เว่ยซานเหอครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “กระหม่อมขออภัยที่ต้องกราบทูลตามตรง เรื่องนี้ต้องแก้ที่ต้นเหตุ แคว้นโบราณหวาซวีดำรงอยู่มานานนับพันปี โครงสร้างภายในเน่าเฟะไปจนถึงกระดูกแล้ว ดังนั้นจึงจำเป็นต้องปฏิรูปครั้งใหญ่ ประการแรกต้องทำให้ราษฎรอยู่ดีกินดีเสียก่อน”
“เมื่อหลายร้อยปีก่อนแคว้นหวาซวีเคยยิ่งใหญ่เป็นอันดับต้นๆ เหตุใดจึงตกต่ำลงถึงเพียงนี้ หากมิใช่เพราะความปรีชาสามารถของท่านเจ้าแคว้น เกรงว่าป่านนี้แคว้นหวาซวีคงถูกแคว้นฉวี่หรงยึดครองไปหมดแล้ว แม้ตอนนี้เราจะได้ดินแดนคืนมาทั้งหมด แต่กำลังของแคว้นก็ไม่อาจเทียบกับในอดีตได้เลยพะยะค่ะ”
จากนั้นเว่ยซานเหอก็แจกแจงข้อมูลต่างๆ ออกมา ประชากรแคว้นหวาซวีมีเพียงสิบล้านเศษ เมื่อเทียบกับอีกหกแคว้นถือว่าห่างไกลกันมากนัก ที่ดินกว้างใหญ่แต่ประชากรเบาบาง ไม่เอื้อต่อการผลิตและการพัฒนา อีกทั้งความเหลื่อมล้ำทางฐานะยังสูงมาก
ฉู่เสินซิ่วไม่ขาดแคลนเงินทอง เขามีระบบอยู่กับตัวจะเอาเงินเท่าไหร่ก็ย่อมได้ แต่ในความเป็นจริงจะทำเช่นนั้นไม่ได้ หากทุกอย่างต้องพึ่งเงินจากราชสำนัก ต่อให้เขาใช้นโยบายหว่านเงิน เงินที่ไปถึงมือราษฎรจริงๆ ก็คงเหลือเพียงน้อยนิด เรื่องนี้เป็นความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ เพราะการเบียดบังในแต่ละขั้นตอน ต่อให้เทเงินลงไปกองเท่าภูเขาก็คงถูกพวกขุนนางกังฉินยักยอกเข้ากระเป๋าตัวเองจนหมด
“การปฏิรูปจำเป็นต้องทำ” เว่ยซานเหอกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
ฉู่เสินซิ่วเห็นด้วยกับความคิดนี้ “ตามความเห็นของท่าน ควรทำอย่างไร การออกนโยบายใหม่ไม่ใช่เรื่องง่าย”
“ประการแรก ต้องสนับสนุนให้ราษฎรทำเกษตรกรรม เราอาจใช้นโยบายทหารควบคู่เกษตรกร ยามศึกก็ออกรบ ยามสงบก็ทำไร่ไถนา วิธีนี้จะช่วยฟื้นฟูการผลิตได้อย่างรวดเร็ว ไม่ต้องให้ราษฎรส่วนน้อยมาแบกรับภาระเลี้ยงดูคนทั้งแคว้นในยามสงบ ตอนนี้เรายึดดินแดนคืนจากแคว้นฉวี่หรงได้แล้ว ทำให้มีพื้นที่รกร้างว่างเปล่าจำนวนมหาศาล เราควรส่งคนออกไปสำรวจและวัดที่ดินทั่วทั้งแคว้น จากนั้นสนับสนุนให้ราษฎรย้ายกลับถิ่นฐานเดิม นอกจากนี้ในดินแดนเหล่านั้นยังมีพี่น้องร่วมเผ่าพันธุ์ของเราอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ท่านเจ้าแคว้นควรประกาศนิรโทษกรรม และจัดสรรงบประมาณเพื่อสร้างที่อยู่อาศัยให้พวกเขา” เว่ยซานเหอร่ายยาวอย่างคล่องแคล่ว
ฉู่เสินซิ่วรับฟังด้วยความสนใจ แนวคิดนี้มีความเป็นไปได้สูง เพียงแต่ต้องใช้เวลาในการเปลี่ยนแปลง
“นี่เป็นเพียงด้านเดียว การฟื้นฟูชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎรเป็นเรื่องเร่งด่วน ท่านจงไปเบิกเงินจากท้องพระคลังในนามของข้า แล้วประกาศราชโองการออกไป ผู้ใดสมัครใจย้ายกลับถิ่นฐานเดิมจะได้รับเงินรางวัลจากทางการ นอกจากนี้ให้ส่งเสริมการมีบุตร ยิ่งมีบุตรมากยิ่งได้รางวัลมาก จัดให้มีการสอบคัดเลือกข้าราชการ ทั้งฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ เราขาดแคลนบุคลากรทั้งสองด้าน” ฉู่เสินซิ่วตัดสินใจทันที
“ท่านเจ้าแคว้น...เช่นนี้จะรีบร้อนเกินไปหรือไม่พะยะค่ะ เราเพิ่งยึดดินแดนคืนมาได้ การส่งเสริมการมีบุตรและการสอบคัดเลือกขุนนาง ต้องมีการสร้างโรงเรียนและสถานฝึกยุทธ์ในทุกพื้นที่ เกรงว่าสถานะการเงินของแคว้นจะรับไม่ไหว ท้องพระคลังว่างเปล่า แม้จะมีเงินทุนที่ท่านเจ้าแคว้นประทานให้ก่อนหน้านี้ แต่ก็คงไม่พอสำหรับโครงการมากมายขนาดนี้” เว่ยซานเหอเอ่ยด้วยความกังวล
ฉู่เสินซิ่วยิ้มเล็กน้อย “เรื่องนั้นท่านไม่ต้องกังวล ท่านแค่ลงมือทำตามหน้าที่ก็พอ ส่วนปัญหาที่เหลือข้าจะจัดการเอง”
“รับด้วยเกล้าพะยะค่ะ” เว่ยซานเหอรีบขอตัวไปจัดการ
ท้องพระคลังว่างเปล่า? เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาเลย
วันรุ่งขึ้น ฉู่เสินซิ่วประกาศราชโองการปฏิรูปชุดใหญ่ ตามกฎหมายเดิมของแคว้นหวาซวี เหล่าคหบดีและผู้มีอิทธิพลไม่ต้องเสียภาษี ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ที่ดินทำกินของราษฎรถูกกว้านซื้อไปโดยพวกเศรษฐีและผู้มีอิทธิพล ราษฎรไม่มีที่ดินทำกินต้องกลายเป็นผู้เช่านา ส่วนราชสำนักก็เก็บภาษีไม่ได้
ความมั่งคั่งส่วนใหญ่ไปกระจุกตัวอยู่ในมือคนกลุ่มน้อย ท้ายที่สุดก็จะสั่นคลอนอำนาจการปกครอง สำหรับฉู่เสินซิ่วที่มาจากศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด เขาเห็นตัวอย่างเช่นนี้มามากเกินพอแล้ว เขาไม่มีทางยอมให้เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นเด็ดขาด
ผู้ได้ใจประชาย่อมได้ครองแผ่นดิน มีเพียงการได้รับการสนับสนุนจากราษฎรรากหญ้า การปกครองจึงจะยั่งยืนและมั่นคงสืบไป