- หน้าแรก
- ระบบลงชื่อหมื่นล้านปี ตื่นขึ้นมาก็ไร้เทียมทาน
- บทที่ 13 การประชุมของหกแคว้น
บทที่ 13 การประชุมของหกแคว้น
บทที่ 13 การประชุมของหกแคว้น
เว่ยซานเหอและเหล่าขุนนางต่างตกอยู่ในห้วงแห่งความคิด เชลยศึกจำนวนสี่แสนคน ปริมาณเสบียงที่ต้องใช้เลี้ยงดูในแต่ละวันนับว่ามหาศาลจนน่าหวาดหวั่น ด้วยศักยภาพของแคว้นโบราณหวาซวีในยามนี้ หากยังดึงดันเลี้ยงดูพวกเชลยต่อไป เกรงว่าคงแบกรับภาระได้ไม่นาน
“ท่านเจ้าแคว้นทรงดำริเช่นไรพะยะค่ะ” เว่ยซานเหอไม่กล้าเอ่ยปากมากนัก
แท้จริงแล้วในใจของทุกคนต่างมีความคิดบ้าบิ่นผุดขึ้นมา แต่ก็เกรงว่าจะล่วงเกินเบื้องสูง อีกทั้งหากกระทำลงไปจริงๆ ฉู่เสินซิ่วย่อมหนีไม่พ้นข้อหาทรราชผู้โหดเหี้ยม คนรุ่นหลังย่อมไม่สนใจเหตุผลกลใด พวกเขามักจะมองเรื่องราวเพียงด้านเดียวอย่างผิวเผิน อีกทั้ง...ใครจะล่วงรู้ว่าเมื่อเวลาล่วงเลยไปนับพันปี ความจริงจะถูกบิดเบือนไปเช่นไร
“ฆ่า!”
ฉู่เสินซิ่วเอ่ยออกมาเพียงคำเดียวสั้นๆ ความแค้นระหว่างสองแคว้นไม่มีทางประนีประนอมกันได้อีกต่อไป สำหรับเขาแล้วเรื่องนี้ชัดเจนแจ้งใจยิ่งนัก
ความผิดชอบชั่วดีขอให้คนรุ่นหลังเป็นผู้ตัดสิน ฉู่เสินซิ่วหาได้แยแสชื่อเสียงหลังความตาย จะเป็นทรราชก็ช่าง จะเป็นกษัตริย์ผู้โฉดเขลาก็ช่าง ขอเพียงไม่ละอายต่อใจ ไม่ละอายต่อราษฎร ไม่ละอายต่อบรรพชนชาวหวาซวี เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว ยามที่จิ๋นซีฮ่องเต้รวบรวมหกแคว้นเป็นหนึ่งก็คงมีปณิธานเช่นเดียวกัน
ตลอดมาวีรบุรุษในดวงใจของฉู่เสินซิ่วคือจิ๋นซีฮ่องเต้ ด้วยวาสนาชักนำทำให้เขาได้มาอยู่ในยุคสมัยเช่นนี้และได้รับโอกาสเช่นนี้ ดังนั้นเขาจึงจะไม่ยอมปล่อยให้โอกาสหลุดลอยไป
สิ้นคำสั่ง เหล่าขุนนางชั้นผู้ใหญ่ต่างอกสั่นขวัญแขวน เชลยศึกชาวฉวี่หรงสี่แสนชีวิต จะให้ฝังทั้งเป็นเช่นนี้หรือ จะไม่ดูโหดร้ายเกินไปหน่อยหรือ
“ท่านเจ้าแคว้น เรื่องนี้เห็นควรต้องพิจารณาให้รอบคอบกว่านี้นะพะยะค่ะ”
“การตัดสินใจที่หุนหันพลันแล่นเช่นนี้ เกรงว่าจะกระทบต่อพระเกียรติยศของพระองค์”
“กระหม่อมเห็นด้วยพะยะค่ะ”
จะมีชื่อเสียงหอมหวนชั่วกัลปาวสาน หรือจะให้ชื่อเสียเหม็นโฉ่ไปหมื่นปี นี่เป็นการตัดสินใจที่ยากลำบากยิ่งนัก แม้ในใจทุกคนจะมีทางเลือกนี้อยู่แล้ว แต่ในความเป็นจริงการจะลงมือทำนั้นยากเย็นแสนเข็ญ หากทำลงไปจริงๆ ฉายาทรราชคงหนีไม่พ้น
แม้การกระทำนี้จะสาแก่ใจคนทั้งแคว้น และเมื่อเทียบกับวีรกรรมที่แคว้นฉวี่หรงทำไว้ก็ไม่ได้ถือว่าเกินกว่าเหตุ แต่ความเป็นจริงคือชาวฉวี่หรงจำนวนมากก็เป็นผู้บริสุทธิ์
“ไม่มีสิ่งใดต้องหารืออีกแล้ว” ฉู่เสินซิ่วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด ไม่อนุญาตให้ผู้ใดโต้แย้ง “ยามที่พวกฉวี่หรงเข่นฆ่าพี่น้องชาวหวาซวีของเรา พวกเขาเคยคิดไตร่ตรองบ้างหรือไม่ พวกท่านเคยนึกถึงภาพที่ทุกครัวเรือนต้องแขวนผ้าขาวไว้ทุกข์บ้างหรือไม่ ภาพที่หมู่บ้านสิบลี้ไร้เงาชายฉกรรจ์?”
เพียงเหตุผลเหล่านี้ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ฉู่เสินซิ่วลงมือ เขาจะไม่เมตตาปรานี สิ่งที่เขาทำลงไปก็เพียงเพื่อทำลายความหวังของแคว้นฉวี่หรง เพื่อให้ราษฎรของเขาไม่ต้องทนทุกข์ทรมานจากภัยสงคราม สามารถทำมาหากินได้อย่างสงบสุข
เมื่อข่าวนี้แพร่สะพัดออกไป ทั่วทั้งแผ่นดินต่างฮือฮา ภายในแคว้นโบราณหวาซวีผู้คนส่วนใหญ่ต่างเห็นดีเห็นงามด้วย ความแค้นระหว่างสองแคว้นฝังรากลึกมาเนิ่นนาน
แต่ทว่า...สำหรับอีกหกแคว้นที่มีพรมแดนติดกับแคว้นฉวี่หรงในอดีต กลับเกิดแรงสั่นสะเทือนไม่น้อย เรื่องราวนี้กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่ถูกกล่าวขวัญถึงในหกแคว้นทันที
“เจ้าแคว้นองค์ใหม่ของหวาซวีที่เพิ่งครองราชย์ได้ไม่ถึงปี พลิกวิกฤตเป็นโอกาส ขับไล่พวกคนเถื่อนฉวี่หรง และฝังทั้งเป็นกองทัพฉวี่หรงถึงสี่แสนคนเชียวหรือ นี่มันเรื่องจริงหรือเรื่องเท็จกันแน่”
“ข่าวนี้มาถึงเมื่อไหร่กัน เหลือเชื่อเกินไปแล้ว”
“แคว้นหวาซวีแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ตั้งแต่เมื่อใด”
“เป้าหมายต่อไปของเขา คงไม่ใช่หนึ่งในพวกเราหกแคว้นหรอกกระมัง”
เจ้าแคว้นทั้งหกต่างจัดการประชุมฉุกเฉินขึ้นทันที เห็นได้ชัดว่าการผงาดขึ้นอย่างกะทันหันของแคว้นโบราณหวาซวีสร้างความหวาดหวั่นให้แก่พวกเขาไม่น้อย
เมื่อหลายร้อยปีก่อน แคว้นหวาซวี, แคว้นฉิน, แคว้นฉู่, แคว้นจ้าว, แคว้นเยียน, แคว้นเว่ย และแคว้นฉี เคยได้รับการขนานนามว่าเจ็ดมหาอำนาจ แต่เมื่อแคว้นหวาซวีเสื่อมถอยลง ดินแดนส่วนใหญ่ถูกแคว้นฉวี่หรงที่กำเนิดจากชนเผ่ารุกรานยึดครอง ฉายานี้จึงเลือนหายไป
แต่บัดนี้แคว้นโบราณหวาซวีกลับทวงคืนดินแดนในยุครุ่งเรืองกลับมาได้ แถมยังแสดงแสนยานุภาพที่เหนือล้ำจินตนาการ หากพิจารณาจากจุดนี้ ถ้าพวกเขายังไม่ตื่นตัว เกรงว่าจุดจบของแคว้นฉวี่หรงในวันนี้อาจกลายเป็นอนาคตของพวกเขาในวันพรุ่งนี้
พวกเขารู้ซึ้งถึงความแข็งแกร่งของแคว้นฉวี่หรงดี แม้จะไม่ใช่แคว้นที่แข็งแกร่งที่สุด แต่พลังการรบก็ไม่ธรรมดาเลย ทุ่มเทกำลังทั้งแคว้นแต่กลับไม่อาจพิชิตแคว้นโบราณหวาซวีได้ มิหนำซ้ำยังแตกพ่ายยับเยิน เพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้พวกเขาต้องหันมาให้ความสำคัญ หากไม่จัดการเรื่องนี้ให้ดี หายนะของหกแคว้นคงอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม
เจ้าแคว้นทั้งหกเพิ่งจะมารวมตัวกัน ก็มีคนสนิทเข้ามารายงานข่าว
“ให้เขาเข้ามา!”
ในบรรดาหกแคว้น แคว้นฉินแข็งแกร่งที่สุด เรื่องนี้ไม่ต้องสงสัย ครู่ต่อมา ราชครูหัวสุนัขก็เดินเข้ามา
“เจ้าคือราชครูแห่งแคว้นฉวี่หรง?”
เจ้าแคว้นฉินประทับอยู่บนบัลลังก์ประธาน อย่าว่าแต่ตอนนี้ที่แคว้นฉวี่หรงเกือบจะสิ้นชาติเลย ต่อให้เป็นเมื่อก่อนคนผู้นี้ก็ไม่มีค่าพอให้เขาชายตามอง ในฐานะเผ่ามนุษย์พวกเขาย่อมดูแคลนพวกมนุษย์อสูรจากก้นบึ้งของหัวใจ
“ทูลเจ้าแคว้นทุกท่าน ผู้น้อยคือราชครูแห่งแคว้นฉวี่หรง!” ราชครูหัวสุนัขตอบด้วยท่าทีไม่ต่ำต้อยไม่สูงส่ง สีหน้าเรียบเฉยไร้อารมณ์
เจ้าแคว้นทั้งหลายต่างจ้องมองเขาด้วยความสงสัย “แคว้นฉวี่หรงของเจ้าล่มสลายไปแล้ว เจ้ายังมีกะจิตกะใจมาทำหน้าที่ทูตมาพบพวกเราอีกหรือ ไม่ทราบว่ามีจุดประสงค์อันใด”
ราชครูหัวสุนัขเอ่ยขึ้น “ข้าเพียงมาเตือนพวกท่านด้วยความหวังดี ให้ระวังแคว้นโบราณหวาซวีไว้ให้ดี เจ้าหนูที่เพิ่งขึ้นครองราชย์ผู้นั้นมักใหญ่ใฝ่สูงยิ่งนัก! บัดนี้แคว้นฉวี่หรงของข้าถูกพวกเขากลืนกินไปแล้ว หากไม่มีอะไรผิดพลาดเป้าหมายต่อไปของพวกมันย่อมเป็นพวกท่าน”
แม้จะเป็นความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธ ทว่าเจ้าแคว้นทั้งหกไม่มีทางยอมรับเรื่องนี้ได้ง่ายๆ
“เจ้าคิดว่าด้วยศักยภาพของพวกเรา จะต้องเกรงกลัวแคว้นโบราณหวาซวีงั้นหรือ”
“หยุดยุยงปลุกปั่นได้แล้ว”
“ยังไม่ถึงคราวที่เจ้าจะมาสั่งสอนพวกข้า”
เจ้าแคว้นหลายคนเอ่ยด้วยความดูแคลน
“ไม่ทราบว่าพวกท่านเคยสงสัยหรือไม่ว่า เหตุใดแคว้นฉวี่หรงของข้าจึงยอมเดิมพันด้วยชะตากรรมของบ้านเมืองเพื่อทำศึกกับแคว้นหวาซวี” ราชครูหัวสุนัขตอบไม่ตรงคำถาม
จากนั้นเขาก็ค่อยๆ เล่าเรื่องการอพยพของเทพแห่งขุนเขาและสายน้ำ รวมถึงการแปรพักตร์ของเทพขุนเขาคุนอู๋ให้ฟัง เมื่อความจริงเปิดเผยก็ไม่ต่างอะไรกับระเบิดลูกใหญ่ที่ตูมตามขึ้นกลางวงสนทนา
เรื่องนี้ช่างเหลือเชื่อเกินไปแล้ว!
“คำพูดนี้เป็นความจริงหรือ” เมื่อได้รับรู้ข่าวนี้ เจ้าแคว้นทุกคนต่างนั่งไม่ติดแล้ว พวกเขาผุดลุกขึ้นยืน จ้องมองราชครูหัวสุนัขเขม็ง
หากฉู่เสินซิ่วมีความสามารถถึงเพียงนั้นก็จำต้องให้ความสำคัญแล้ว เทพแห่งขุนเขาและสายน้ำเป็นตัวแทนของความอุดมสมบูรณ์และผลผลิตของแคว้น หากปราศจากผลผลิต ความมั่นคงของชาติย่อมสั่นคลอน พวกเขาไม่อยากเผชิญชะตากรรมเดียวกับแคว้นฉวี่หรง
“จริงแท้แน่นอนพะยะค่ะ” ราชครูหัวสุนัขยืนยัน