- หน้าแรก
- ระบบลงชื่อหมื่นล้านปี ตื่นขึ้นมาก็ไร้เทียมทาน
- บทที่ 12 พวกกระหม่อมกำลังคิดสู้ตาย เหตุใดฝ่าบาทจึงชิงยอมจำนนไปก่อน?
บทที่ 12 พวกกระหม่อมกำลังคิดสู้ตาย เหตุใดฝ่าบาทจึงชิงยอมจำนนไปก่อน?
บทที่ 12 พวกกระหม่อมกำลังคิดสู้ตาย เหตุใดฝ่าบาทจึงชิงยอมจำนนไปก่อน?
ตุบ!
เจ้าแคว้นฉวี่หรงผู้เคยยิ่งใหญ่เกรียงไกรและวางก้ามโอหังในอดีต บัดนี้กลับไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย เขาคุกเข่าลงเบื้องหน้าฉู่เสินซิ่ว เขายอมละทิ้งศักดิ์ศรี ละทิ้งความหยิ่งผยอง และละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่าง ซึ่งนั่นเท่ากับว่าเขายอมละทิ้งทุกอย่างของแคว้นฉวี่หรงในยามนี้ด้วย
“แคว้นฉวี่หรงของข้ายินดีสวามิภักดิ์ ขอเพียงท่านเจ้าแคว้นยอมแบ่งดินแดนสักส่วนหนึ่ง ให้ราษฎรของข้าได้มีที่ซุกหัวนอน ได้มีที่ทำมาหากินด้วยเถิด” เจ้าแคว้นฉวี่หรงเอ่ยด้วยความอัดอั้นตันใจ
นักรบฉวี่หรงนับไม่ถ้วนรอบกายต่างตกตะลึงพรึงเพริด แม้ศัตรูจะแข็งแกร่ง แต่เจ้าแคว้นฉวี่หรงเป็นถึงยอดฝีมือขอบเขตเสินทงเชียวนะ ในสายตาของเหล่านักรบฉวี่หรง เขาคือศูนย์รวมจิตใจในการต่อสู้ ขอเพียงยังมีกษัตริย์อยู่ต่อให้ต้องบุกน้ำลุยไฟพวกเขาก็ไม่หวั่นเกรง
“ท่านเจ้าแคว้น จะยอมแพ้ไม่ได้นะ กองทัพเรามีมากกว่าศัตรูหลายเท่า ไอ้เด็กเมื่อวานซืนนั่นต่อให้เก่งแค่ไหน จะฆ่าพวกเราได้สักหนึ่งหมื่นคน หรือหนึ่งแสนคนเชียวหรือ มันจะตัวคนเดียวจัดการกองทัพนับล้านของเราได้หรือไง”
“ต่อให้มันเก่งแค่ไหน แต่เรี่ยวแรงคนเราย่อมมีวันหมด ทหารหวาซวีคนอื่นๆ ก็ไม่ได้เรื่องได้ราวอะไร พวกเรายังไม่แพ้ ยังมีแรงสู้ต่อได้”
“พวกกระหม่อมกำลังคิดสู้ตาย เหตุใดฝ่าบาทจึงชิงยอมจำนนไปก่อน”
นักรบฉวี่หรงนับไม่ถ้วนต่างตะโกนก้อง นัยน์ตาแดงฉานด้วยความโกรธแค้นและความคับแค้นใจ พวกเขาไม่เข้าใจการตัดสินใจของเจ้าแคว้นเลยแม้แต่น้อยและคาดไม่ถึงเลยจริงๆ
จะเป็นไปได้อย่างไรกัน?
เพียงแต่...นักรบเหล่านั้นไม่ได้เผชิญหน้ากับฉู่เสินซิ่วโดยตรง จึงไม่ได้รับรู้ถึงความน่าสะพรึงกลัวของเขา แต่เจ้าแคว้นฉวี่หรงที่ยืนอยู่ต่อหน้าฉู่เสินซิ่วสัมผัสได้ถึงมันอย่างชัดเจน ต่อให้นักรบทุกคนดาหน้าเข้ามาพร้อมกันก็ไม่มีทางเอาชนะฉู่เสินซิ่วได้ รังแต่จะทำให้แคว้นฉวี่หรงต้องสิ้นชาติสิ้นเผ่าพันธุ์
ต้องเข้าใจก่อนว่าการบุกขึ้นเหนือครั้งนี้พวกเขาทุ่มเททรัพยากรทั้งแคว้น เดิมพันด้วยชะตากรรมและอนาคตของชาติ หากล้มเหลว คนแก่ สตรี และเด็กที่เหลืออยู่จะเอาชีวิตรอดในป่าเขาที่โหดร้ายได้อย่างไร การกระทำของเขาในครั้งนี้ก็เพื่ออนาคตของชาวฉวี่หรง มองในมุมนี้เขาก็นับว่าเป็นกษัตริย์ที่เสียสละยิ่งนัก
ทว่าในฐานะศัตรู ฉู่เสินซิ่วไม่มีทางเมตตาอีกฝ่าย หลายปีมานี้ชาวแคว้นโบราณหวาซวีต้องตายตกด้วยน้ำมือของพวกมันไปกี่ล้านชีวิต มีหญิงสาวกี่คนที่ต้องทนทุกข์ทรมานในแคว้นฉวี่หรง มีชายหนุ่มกี่คนที่ต้องตกเป็นอาหารของพวกมัน ความโหดร้ายป่าเถื่อนเหล่านั้น...ต้องชดใช้ด้วยเลือด
ฉู่เสินซิ่วไม่มีสิทธิ์แทนคุณแผ่นดินด้วยการให้อภัยแคว้นฉวี่หรง ความแค้นระหว่างสองเผ่าพันธุ์ต้องล้างด้วยเลือด แคว้นฉวี่หรง...เดิมทีก็เป็นดินแดนของหวาซวีมาแต่โบราณ เขาเพียงแค่มาทวงคืนสิ่งที่ควรจะเป็นของเขาคืนเท่านั้น
“ฆ่า...หยามเกียรติท่านเจ้าแคว้นไม่ได้” ในหมู่ชาวฉวี่หรงยังมีผู้กล้าที่ไม่กลัวตายอยู่ไม่น้อย
เสียงโห่ร้องดังสนั่นหวั่นไหว นักรบจำนวนมหาศาลพุ่งเข้าใส่ฉู่เสินซิ่ว
“ก็แค่พวกสวะ” ฉู่เสินซิ่วไม่ยี่หระ
เพียงสะบัดมือคราเดียวนักรบจำนวนมากก็ตกตายไปทันที ด้วยตบะระดับตู้เจี๋ยอย่างเขา คนพวกนี้ไม่มีทางเข้าถึงตัวได้เลย เมื่ออยู่ต่อหน้าความแข็งแกร่งที่แท้จริง ต่อให้มีมดปลวกมากมายเพียงใดก็ไร้ความหมาย
เหล่านักรบหวาซวีด้านหลังต่างพากันตกตะลึงจนตาค้าง ทุกคนรู้สึกเลือดลมสูบฉีดพลุ่งพล่าน ความคับแค้นใจที่มีมานานราวกับได้รับการระบายออกไปในชั่วพริบตา สวรรค์คุ้มครองหวาซวี มีพลังระดับนี้แคว้นเราจะไม่เจริญรุ่งเรืองได้อย่างไร
จ้าวฝูถูเดิมทีสิ้นหวังไปแล้ว แต่เมื่อเห็นการแสดงเดี่ยวของฉู่เสินซิ่วบนกำแพงเมือง น้ำตาแห่งความปีติก็ไหลพรากอาบสองแก้ม
“อดีตเจ้าแคว้น พระองค์เห็นไหมพะยะค่ะ ความมุ่งมั่นของบรรพชนหกรุ่น อย่าได้ลืมปณิธานการมุ่งสู่ตะวันออก...ท่านเจ้าแคว้นทำสำเร็จแล้ว ความรุ่งโรจน์ของแคว้นโบราณหวาซวีกำลังจะกลับมา” จ้าวฝูถู ขุนนางเฒ่าผู้รับใช้มาสามแผ่นดินร้องไห้โฮราวกับเด็กน้อย
เมื่อตั้งสติได้ เขาก็รีบสั่งการให้กองทัพเปิดฉากตอบโต้ ใครที่ยังขยับไหวให้บุกออกไปให้หมด ด่านปากเสือไม่มีความจำเป็นต้องป้องกันอีกต่อไป ฉู่เสินซิ่วอาศัยเพียงกำลังของคนคนเดียวพลิกสถานการณ์จากหน้ามือเป็นหลังมือ กอบกู้หอคอยที่กำลังจะถล่มทลายให้กลับมาตั้งตระหง่าน
ประดุจจอมมารจุติจากฟากฟ้า เทพไท้ส่วยเดินดิน
ในยามนี้ เขายืนตระหง่านอยู่บนซากร่างสัตว์อสูรขนาดมหึมาของเจ้าแคว้นฉวี่หรงที่ไร้วิญญาณ สวมชุดเกราะทองคำ ทวนยาวในมือส่องแสงสีทองเจิดจรัส เขาราวกับดวงตะวันอันร้อนแรงสาดส่องแสงสว่างไปทั่วแคว้นโบราณหวาซวี
ขวัญกำลังใจทหารหวาซวีสูงเสียดฟ้า ตรงกันข้ามกับนักรบฉวี่หรงที่สูญเสียกษัตริย์ ต่างหมดสิ้นกำลังใจในการต่อสู้ กองทัพแตกพ่ายไม่เป็นกระบวน เพราะเบื้องหน้าของพวกเขายังมีขุนเขาขนาดมหึมาที่ต้องก้าวข้าม และขุนเขาลูกนั้นก็คือฉู่เสินซิ่ว ขนาดเจ้าแคว้นฉวี่หรงยังถูกสังหารในชั่วลมหายใจเดียว แล้วชาวฉวี่หรงธรรมดาๆ ที่ไหนจะกล้าหาญไปต่อกรกับฉู่เสินซิ่วได้อีก
อุดมคตินั้นสวยหรู พวกมันคิดจะใช้คลื่นมนุษย์เพื่อบั่นทอนกำลังของฉู่เสินซิ่วทีละน้อยแล้วค่อยรุมสังหาร แต่ความสิ้นหวังในตอนท้ายทำให้พวกมันรู้ซึ้งถึงความจริง ไม่ว่าฝ่ายฉวี่หรงจะจัดขบวนทัพเข้าโจมตีอย่างไร ฉู่เสินซิ่วก็เพียงแค่ใช้ทวนฟาดฟันอย่างง่ายดาย เขายืนนิ่งอยู่บนซากศพของเจ้าแคว้นฉวี่หรง มั่นคงดั่งขุนเขา วินาทีนี้ไม่มีใครสามารถสั่นคลอนเขาได้
ผลลัพธ์ของสงคราม...ถูกกำหนดไว้แล้วตั้งแต่ต้น ความแข็งแกร่งของฉู่เสินซิ่วไร้ผู้ต่อต้าน อย่าว่าแต่ในดินแดนเล็กๆ แห่งนี้เลย ต่อให้มองไปทั่วทั้งเขตชายขอบ ตบะระดับตู้เจี๋ยของเขาก็นับเป็นหนึ่งในใต้หล้า แทบไม่มีเจ้าแคว้นคนใดจะมาเทียบรัศมีกับฉู่เสินซิ่วได้
การสู้รบดำเนินไปจนถึงพลบค่ำ แคว้นโบราณหวาซวีได้รับชัยชนะอย่างงดงาม แม้การต่อสู้จะจบลงแล้ว แต่เหล่าทหารหาญยังคงตื่นเต้นยินดีจนลืมความเหน็ดเหนื่อย ทุกคนต่างจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์ถึงความแข็งแกร่งของฉู่เสินซิ่วอย่างออกรส เป็นธรรมดาที่พวกเขาจะอยากรู้อยากเห็นว่าท่านเจ้าแคว้นของตนมีฝีมือร้ายกาจถึงเพียงไหนกันแน่
ค่ำคืนนั้น ณ ค่ายทหารด่านปากเสือ มีการจัดงานเลี้ยงฉลองชัยครั้งยิ่งใหญ่ กองไฟลุกโชน เหล่าทหารร้องรำทำเพลงกันอย่างสนุกสนานครื้นเครง ฉู่เสินซิ่วนั่งอยู่ในกระโจมบัญชาการ
“รายงาน...ท่านเจ้าแคว้น กองทหารรักษาพระองค์หนึ่งแสนนายเดินทางมาถึงด่านปากเสือแล้วพะยะค่ะ” ทหารสื่อสารเข้ามารายงานเพียงแต่ว่าสีหน้าของเขาดูแปลกพิกล
“ให้พวกเขากลับไปเถิด ที่นี่ไม่จำเป็นต้องใช้แล้ว นอกจากนี้ให้เรียกขุนนางอาวุโสมาพบข้า” ฉู่เสินซิ่วเอ่ยเรียบๆ
ไม่นานนักเว่ยซานเหอและคนอื่นๆ ก็มาถึง สีหน้าของพวกเขายังคงเต็มไปด้วยความตกตะลึง เจ้าแคว้นฉวี่หรงสิ้นชีพ กองทัพฉวี่หรงที่ทุ่มสุดตัวแตกพ่ายยับเยิน บาดเจ็บล้มตายสองแสนนายและมีเชลยศึกอีกกว่าสี่แสนนาย นี่คือปาฏิหาริย์ที่น่าเหลือเชื่อเพียงใด ฉู่เสินซิ่วทำสำเร็จได้ด้วยตัวคนเดียว ความน่าสะพรึงกลัวของพลังฝีมือระดับนี้เกินกว่าที่ใครจะจินตนาการได้
“ขอแสดงความยินดีกับท่านเจ้าแคว้น!” เว่ยซานเหอและคนอื่นๆ คุกเข่าลงกราบกราน
ฉู่เสินซิ่วโบกมือให้ลุกขึ้น หลังจากการพูดคุยกันสั้นๆ เขาก็เอ่ยถาม
“พวกท่านมีความเห็นว่าเชลยศึกชาวฉวี่หรงสี่แสนคนนี้ ควรจัดการอย่างไรดี”
เพราะการต้องเลี้ยงดูคนสี่แสนคนต้องสิ้นเปลืองเสบียงอาหารมหาศาลในแต่ละวัน