- หน้าแรก
- ระบบลงชื่อหมื่นล้านปี ตื่นขึ้นมาก็ไร้เทียมทาน
- บทที่ 9 แนวหน้าวิกฤต
บทที่ 9 แนวหน้าวิกฤต
บทที่ 9 แนวหน้าวิกฤต
ฉู่เสินซิ่วสังเกตเห็นทหารสื่อสารผู้นั้นมาแต่ไกลแล้ว เขาขมวดคิ้วเอ่ยถามผู้ติดตาม “เกิดอะไรขึ้น”
“ท่านเจ้าแคว้น นี่น่าจะเป็นรายงานด่วนจากแนวหน้าส่งไปยังเมืองหลวงพะยะค่ะ เพราะข่าวที่พระองค์จะนำทัพด้วยพระองค์เองเพิ่งประกาศออกไปเมื่อวันก่อน วันนี้กองทัพเพิ่งจะเคลื่อนพล” เฉินจ้านรีบกราบทูล
ฉู่เสินซิ่วรับรายงานมาเปิดอ่านทันที สีหน้าของเขาเคร่งเครียดขึ้นมาทันตาเห็น จ้าวฝูถูเป็นแม่ทัพที่เชี่ยวชาญด้านการตั้งรับ หลายปีมานี้เขาไม่เคยปล่อยให้แคว้นฉวี่หรงล่วงล้ำเข้ามาได้แม้แต่ก้าวเดียว แต่นี่ผ่านไปนานเท่าไรกัน ยังไม่ทันถึงสามวันด้วยซ้ำฝ่ายเรากลับต้องถอยร่นไม่เป็นท่า บัดนี้ต้องถอยไปตั้งรับที่ด่านปากเสือ
นี่คือปราการด่านสุดท้ายที่เป็นชัยภูมิธรรมชาติ หากถูกข้าศึกตีแตก กองทัพแคว้นโบราณหวาซวีจะสูญเสียความได้เปรียบทางชัยภูมิ และตกเป็นฝ่ายถูกไล่ต้อนแต่เพียงฝ่ายเดียว ต่อให้ฉู่เสินซิ่วไปถึง หากกองทัพถูกกวาดล้างจนสิ้นซากเขาก็ทำอะไรไม่ได้ ถึงเวลานั้นกองทัพแคว้นฉวี่หรงจะบุกตะลุยเข้ามาในดินแดนแคว้นหวาซวี ปล้นชิงทรัพย์สินและเข่นฆ่าราษฎรตามอำเภอใจ เขาคงได้แต่ยืนมองตาปริบๆ
“ท่านเจ้าแคว้น” เฉินจ้านเรียกขานด้วยความระมัดระวัง
ฉู่เสินซิ่วเอ่ยเสียงต่ำ “ท่านแม่ทัพเฉิน เลือกแม่ทัพฝีมือดีสักคนให้นำทัพใหญ่เร่งเดินทาง ต้องไปให้ถึงแนวหน้าภายในหนึ่งสัปดาห์...ส่วนท่าน คัดเลือกยอดฝีมือมากลุ่มหนึ่ง ติดตามข้าเร่งรุดไปแนวหน้าด้วยความเร็วสูงสุด”
สถานการณ์ตอนนี้วิกฤตยิ่งนัก ทางฝั่งจ้าวฝูถูจะเกิดความผิดพลาดไม่ได้เด็ดขาด มิเช่นนั้น...หากพ่ายแพ้จนกองทัพแตกพ่าย เขาก็คงกลายเป็นแม่ทัพไร้ไพร่พล นั่นคงเป็นการพ่ายแพ้ตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่มศึก ถึงตอนนั้นต่อให้ทำลายแคว้นฉวี่หรงได้ แต่ฝ่ายเราก็คงไม่มีกำลังพอที่จะปกครองดินแดน รังแต่จะทำให้รากฐานของแคว้นสั่นคลอน
ได้ไม่คุ้มเสีย นี่ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่ฉู่เสินซิ่วต้องการจะเห็น คิ้วของเขาขมวดมุ่นจนแทบผูกเป็นปม
“รับด้วยเกล้าพะยะค่ะ!”
เฉินจ้านรู้ดีว่าต้องเกิดเรื่องร้ายแรงขึ้นที่แนวหน้า แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่เขาจะซักไซ้ได้ จึงรีบปฏิบัติตามคำสั่งของฉู่เสินซิ่วทันที ไม่นานนักกองกำลังยอดฝีมือราวหนึ่งพันคนก็รวมพลเสร็จสิ้น
“ตามข้าไปแนวหน้า กองทัพใหญ่ให้ตามมาทีหลัง”
ฉู่เสินซิ่วโบกมือ ม้าสวรรค์ทั้งเก้าตัวเร่งความเร็วถึงขีดสุด เหล่านักรบด้านหลังต่างก็เลือกพาหนะที่รวดเร็วที่สุดติดตามฉู่เสินซิ่วไป เหาะเหินเดินอากาศ เคลื่อนทัพมุ่งสู่แนวหน้าอย่างยิ่งใหญ่เกรียงไกร แม้จำนวนคนจะไม่มาก แต่ล้วนเป็นยอดฝีมือที่หนึ่งคนสามารถรับมือได้เป็นร้อย กองทหารไม่ได้วัดกันที่จำนวน แต่วัดกันที่คุณภาพ
สถานการณ์ที่แนวหน้าไม่สู้ดีนัก ตอนที่จ้าวฝูถูมาถึงเพื่อบัญชาการรบ สถานการณ์ก็เริ่มเลวร้ายลงแล้ว แคว้นฉวี่หรงทุ่มกำลังเข้าแลกแบบไม่กลัวตาย ไม่สนใจความสูญเสีย พวกมันดูเหมือนจะยึดถือคติว่าต่อให้ต้องสิ้นชาติ ก็ต้องตีแตกแนวป้องกันของแคว้นโบราณหวาซวีให้ได้ จ้าวฝูถูจำใจต้องสู้พลางถอยพลาง เมื่อเผชิญกับการโจมตีระลอกแล้วระลอกเล่า เหล่าทหารหาญต่างอ่อนล้าเต็มที เพราะเมื่อเทียบพละกำลังระหว่างเผ่ามนุษย์กับเผ่าอสูร มนุษย์ย่อมเสียเปรียบ
“ต้องรักษาด่านปากเสือไว้ให้ได้! หากด่านปากเสือแตก พวกเดรัจฉานแคว้นฉวี่หรงจะเข้ามาเข่นฆ่าญาติพี่น้องของเราได้ตามใจชอบ”
“เข่นฆ่าราษฎรของเรา”
“จงใช้เลือดเนื้อของพวกเรา ปกป้องแผ่นดินให้รอดปลอดภัย!” จ้าวฝูถูตะโกนก้องด้วยเสียงอันแหบแห้ง
“จงใช้เลือดเนื้อของพวกเรา ปกป้องแผ่นดินให้รอดปลอดภัย!”
ทหารนับไม่ถ้วนต่างขานรับคำของจ้าวฝูถู ความแค้นระหว่างสองแคว้นฝังรากลึกมาเนิ่นนาน ไม่จำเป็นต้องปลุกระดมอะไรมาก คำขวัญนั้นแพร่สะพัดจากสิบเป็นร้อย จากร้อยเป็นพัน ไม่นานก็ดังกึกก้องไปทั่วฟ้าดิน ทหารแคว้นหวาซวีต่างฮึกเหิม ต่อสู้กับแคว้นฉวี่หรงได้อย่างสูสี
แต่ในภาพรวมยังคงเสียเปรียบอยู่มาก พวกเขาต่อสู้ด้วยจิตวิญญาณและความเชื่อมั่นล้วนๆ หากแคว้นฉวี่หรงเสียทหารไปหนึ่งนาย แคว้นหวาซวีต้องแลกด้วยชีวิตทหารหลายเท่าตัว
เมื่อเห็นสถานการณ์เช่นนี้ หัวใจของจ้าวฝูถูพลันดิ่งวูบลงสู่ก้นบึ้ง เดิมทีคิดว่าแค่ตั้งรับให้มั่นก็จะรักษาสถานการณ์ได้เหมือนที่ผ่านมา แต่สถานการณ์ภายในแคว้นฉวี่หรงเลวร้ายลง พวกมันจึงสู้ตายถวายหัวเพื่อแย่งชิงดินแดนกับแคว้นโบราณหวาซวี ตั้งแต่เริ่มต้นทิศทางของสงครามก็ถูกกำหนดไว้แล้ว ไม่เจ้าตาย ก็เป็นข้าม้วย
หากตีแคว้นโบราณหวาซวีไม่แตกเพื่อให้เทพแห่งขุนเขาและสายน้ำกลับคืนมา เมื่อเวลาผ่านไปสภาพแวดล้อมของแคว้นฉวี่หรงก็จะยิ่งเสื่อมโทรมลงเรื่อยๆ ท้ายที่สุดความแข็งแกร่งของแคว้นก็จะถดถอย และถูกแคว้นโบราณหวาซวีกลืนกินในที่สุด เป็นเรื่องที่ช้าเร็วก็ต้องเกิดขึ้น เพราะรู้เช่นนี้เหล่านักรบแคว้นฉวี่หรงจึงระเบิดพลังการต่อสู้ออกมาอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน
ในเมื่อพวกเขาเคยสุขสบายแล้ว ไม่มีใครอยากกลับไปใช้ชีวิตในป่าเขาลำเนาไพร ต้องทนหิวโหยและเผชิญอันตรายรอบด้าน ในดินแดนที่เต็มไปด้วยสัตว์อสูรดุร้าย ชาวฉวี่หรงส่วนใหญ่คงหนีไม่พ้นต้องตกเป็นอาหารของสัตว์อสูร
ต่างฝ่ายต่างก็เพื่อความอยู่รอด ไม่มีถูกไม่มีผิด ไม่มีดีไม่มีชั่ว ต่างฝ่ายต่างต่อสู้เพื่อบ้านเกิดเมืองนอน เพื่อพี่น้องร่วมเผ่าพันธุ์ เพื่อให้ลูกหลานได้มีชีวิตที่มั่นคงสืบไป แคว้นโบราณหวาซวีเป็นเช่นไร แคว้นฉวี่หรงก็เป็นเช่นนั้น
การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือดเลือดพล่าน กองทัพฉวี่หรงจากหลายทิศทางระดมโจมตีด่านปากเสือพร้อมกัน แม้ด่านนี้จะมีชัยภูมิที่ได้เปรียบ แต่การใช้จำนวนคนเข้าแลกโดยปราศจากกำลังเสริมที่แข็งแกร่ง การถูกตีแตกก็เป็นเพียงเรื่องของเวลา ชาวฉวี่หรงบางส่วนเริ่มปีนขึ้นไปบนกำแพงสูงได้แล้ว และเริ่มเปิดฉากฆ่าฟันกับทหารแคว้นหวาซวีอย่างดุเดือด นั่นเปรียบเสมือนรอยร้าว เมื่อชาวฉวี่หรงบุกขึ้นมาได้มากขึ้นเรื่อยๆ รอยร้าวนั้นก็จะขยายใหญ่ขึ้น จนกระทั่งปราการธรรมชาติแห่งนี้ถูกทำลายลงในที่สุด
“ท่านแม่ทัพใหญ่ จะทำอย่างไรดีพะยะค่ะ ทหารของเราไม่ได้หลับไม่ได้นอนมาหลายวันหลายคืนแล้ว แคว้นฉวี่หรงเหนือกว่าเราทั้งกำลังพลและอาวุธยุทโธปกรณ์” รองแม่ทัพผู้หนึ่งที่ร่างชุ่มโชกไปด้วยเลือดก้าวเข้ามารายงานด้วยสีหน้าย่ำแย่
แคว้นฉวี่หรงมีกำลังพลมหาศาล มากกว่าฝ่ายเราหลายเท่าตัว ไม่เพียงเท่านั้น ความสามารถในการรบรายบุคคลและอาวุธชุดเกราะก็ยังเหนือกว่าแคว้นโบราณหวาซวี แม้เราจะมีชัยภูมิที่ได้เปรียบก็ไม่อาจต้านทานการบุกของข้าศึกได้ ทหารหาญค่อยๆ ล้มตายลงอย่างเห็นได้ชัด หากเป็นเช่นนี้ต่อไปคงยื้อไว้ได้อีกไม่นาน
จ้าวฝูถูก็รู้สถานการณ์ดี เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่ มองไปทางทิศที่ตั้งของแคว้นโบราณหวาซวี...หรือว่าวันนี้เขาจ้าวฝูถูจะต้องกลายเป็นคนบาปของแผ่นดินจริงๆ หรือ? เขารู้ซึ้งดีว่าหากรักษาด่านปากเสือไว้ไม่ได้ กองทัพฉวี่หรงก็จะบุกตะลุยไปถึงเมืองหลวง แคว้นนี้คงถึงคราวจบสิ้น ต่อให้มีทหารรักษาพระองค์นับแสนนาย หากถูกล้อมและขาดเสบียง ความพ่ายแพ้ก็เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
เขาหดหู่อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน มองไม่เห็นหนทางที่จะพลิกสถานการณ์ได้เลย