- หน้าแรก
- ระบบลงชื่อหมื่นล้านปี ตื่นขึ้นมาก็ไร้เทียมทาน
- บทที่ 6 ข้าจะนำทัพออกศึกด้วยตนเอง!
บทที่ 6 ข้าจะนำทัพออกศึกด้วยตนเอง!
บทที่ 6 ข้าจะนำทัพออกศึกด้วยตนเอง!
“ข้าจะนำทัพออกศึกด้วยตนเอง”
นิ้วมือของฉู่เสินซิ่วเคาะลงบนพนักเก้าอี้เป็นจังหวะ เสียงดังก้องกังวาน น้ำเสียงที่เปล่งออกมาหนักแน่นดุจหินผา ราวกับค้อนเหล็กที่ทุบลงกลางใจของทุกคนอย่างจัง
นำทัพออกศึกด้วยตนเอง?
ขุนนางอาวุโสทั้งสามท่าน นำโดยเว่ยซานเหอ ต่างเบิกตากว้าง จ้องมองฉู่เสินซิ่วด้วยความเหลือเชื่อ
“ท่านเจ้าแคว้น ไม่ได้เด็ดขาดพะยะค่ะ!”
“สนามรบเต็มไปด้วยอันตราย พระองค์เพียงประทับบัญชาการอยู่ในวังหลวงก็พอ ส่วนแนวหน้าปล่อยให้เป็นหน้าที่ของแม่ทัพเฒ่าจ้าวเถิดพะยะค่ะ”
“พระองค์จะทรงเสี่ยงภัยไม่ได้เด็ดขาด! พระองค์เพิ่งครองราชย์ได้ไม่นาน ยังไม่ได้แต่งตั้งพระชายา ยังไม่มีทายาทสืบสกุล หากเกิดเหตุร้ายขึ้น แคว้นโบราณหวาซวีคงต้องกลายเป็นเพียงอดีต”
ขุนนางอาวุโสทั้งสามต่างกล่าวคัดค้านด้วยความตื่นตระหนก กำลังรบของแคว้นฉวี่หรงนั้นเหนือกว่าแคว้นหวาซวีหลายเท่าตัว หากตั้งรับก็ยังพอจะยื้อสู้กันได้บ้าง แต่ตอนนี้อีกฝ่ายสูญเสียเทพแห่งขุนเขาและสายน้ำไปจนหมด หากฉู่เสินซิ่วเอาตัวเข้าไปเสี่ยงแล้วพวกมันสู้ตายถวายหัวจนเกิดเหตุพลิกผันขึ้นมา ก็จะไม่มีโอกาสแก้ตัวอีกเลย
แน่นอน...ที่พวกเขากล่าวเช่นนี้ก็เพราะไม่ล่วงรู้ถึงความแข็งแกร่งที่แท้จริงของฉู่เสินซิ่ว หากรู้ความจริงคงไม่มีทางพูดเช่นนี้ออกมา
ฉู่เสินซิ่วยิ้มอย่างมีเลศนัย “ข้ารู้ความหวังดีของพวกท่าน แต่...จากกันสามวันต้องมองกันใหม่ อย่าได้มองข้าเป็นคนเดิมอีกต่อไป”
เว่ยซานเหอกับพวกยังคงพยายามเกลี้ยกล่อมด้วยความหวังดี ไม่เห็นด้วยกับการที่เขาจะนำทัพออกศึกด้วยตนเอง
“ท่านเจ้าแคว้น โปรดไตร่ตรองให้รอบคอบด้วยเถิดพะยะค่ะ!”
“พระองค์คือหัวใจของแคว้นหวาซวี เป็นรากฐานของแผ่นดิน อดีตเจ้าแคว้นก็นำทัพออกศึกด้วยตนเอง จนสุดท้ายต้องพ่ายแพ้กลายเป็นวิญญาณใต้คมดาบของชาวฉวี่หรง หากพระองค์...”
“ท่านเจ้าแคว้น! กระหม่อมขอคัดค้านหัวชนฝา หากพระองค์ยังยืนกรานจะไปให้ได้ ก็ข้ามศพกระหม่อมไปก่อนเถิด”
ขุนนางเฒ่าหัวรั้นทั้งสามช่างดื้อดึงยิ่งนัก ประเด็นสำคัญคือวังหลังของฉู่เสินซิ่วยังว่างเปล่า ไร้ซึ่งทายาทสืบสกุล ตัวเขาเองก็เป็นลูกโทน ไม่มีพี่น้องให้สืบทอดบัลลังก์ ไม่กลัวเหตุปกติ แต่กลัวเหตุสุดวิสัย หากเกิดอะไรขึ้นกับเขา แคว้นโบราณหวาซวีจะหาผู้สืบทอดได้จากที่ไหน ถึงเวลานั้นบ้านเมืองคงโกลาหล แผ่นดินลุกเป็นไฟ แคว้นโบราณหวาซวีคงถึงคราวล่มสลายกลายเป็นเพียงหน้าหนึ่งในประวัติศาสตร์
ขุนนางผู้พิทักษ์แผ่นดินอย่างพวกเขาก็จะกลายเป็นคนบาปในหน้าประวัติศาสตร์ ถูกลูกหลานสาปแช่ง จารึกไว้บนเสาแห่งความอัปยศไปชั่วกัลปาวสาน นี่ไม่ใช่แค่เพื่อฉู่เสินซิ่ว หรือเพื่อแคว้นโบราณหวาซวี แต่ยังเพื่อเกียรติยศชื่อเสียงของพวกเขาเองด้วย ใครบ้างไม่อยากมีชื่อเสียงเลื่องลือไปชั่วลูกชั่วหลาน ใครบ้างอยากมีชื่อเสียงเหม็นโฉ่ไปหมื่นปี!
ฉู่เสินซิ่วรู้สึกจนปัญญา เขารู้ดี...คนเหล่านี้ล้วนภักดีต่อชาติบ้านเมือง หากเขาเกลี้ยกล่อมไม่ได้แล้วยังดึงดันจะทำตามใจ เกรงว่าวันนี้ในวังหลวงคงต้องหลั่งเลือดขุนนางเฒ่าทั้งสาม และตัวเขาเองคงต้องแบกรับข้อหาทรราชผู้สังหารขุนนางภักดีเป็นแน่
เรื่องบางเรื่องเมื่อเล่าลือต่อๆ กันไป สุดท้ายจะผิดเพี้ยนไปไกลโข เขายังคงรักและหวงแหนชื่อเสียงของตน ในเมื่อได้เป็นเจ้าแคว้นแล้วก็ตั้งปณิธานจะเป็นกษัตริย์ผู้ปรีชาสามารถ สร้างยุคสมัยที่รุ่งเรืองเกรียงไกร ให้ลูกหลานสรรเสริญเยินยอไปชั่วกาลนาน
“ตอนนี้ในเมืองหลวง ใครคือผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด” ฉู่เสินซิ่วเอ่ยถามขึ้นกะทันหัน
เว่ยซานเหอชะงัก คนอื่นๆ ก็ไม่เข้าใจความหมายของเขาเช่นกัน แต่ก็ยังตอบไปตามความจริง
“ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด ย่อมต้องเป็นผู้บัญชาการทหารรักษาพระองค์พะยะค่ะ” เว่ยซานเหอตอบ
คนผู้นี้รับผิดชอบความปลอดภัยในวังหลวง ฝีมือย่อมต้องยอดเยี่ยมเป็นธรรมดา หากไร้ฝีมือคงไม่อาจก้าวขึ้นมานั่งตำแหน่งนี้ได้
“เรียกตัวมา” ฉู่เสินซิ่วคร้านจะอธิบายให้มากความ พูดไปก็ป่วยการ มีแต่ต้องพิสูจน์ด้วยความสามารถเท่านั้น “เรียกผู้บัญชาการทหารรักษาพระองค์เข้าเฝ้า!”
ขันทีคนสนิทรีบไปถ่ายทอดคำสั่งทันที ครู่ต่อมาเสียงฝีเท้าเร่งรีบก็ดังขึ้น นายทหารสวมชุดเกราะผู้หนึ่งรีบคุกเข่าลงเบื้องหน้าฉู่เสินซิ่ว แล้วตะโกนก้อง “ถวายบังคมท่านเจ้าแคว้น!”
“ลุกขึ้นเถิด” ฉู่เสินซิ่วตอบรับเรียบๆ
คนผู้นี้คือผู้บัญชาการทหารรักษาพระองค์ นามว่าเฉินจ้าน เขาเป็นขุนพลผู้ห้าวหาญ เคยติดตามอดีตเจ้าแคว้นกรำศึกเหนือเสือใต้ สร้างผลงานความชอบมานับไม่ถ้วน รอยแผลเป็นบนร่างคือกายคือเหรียญตราเกียรติยศที่ดีที่สุด
“ได้ยินมาว่าท่านแม่ทัพมีวรยุทธ์ล้ำเลิศ เป็นที่ยกย่องของเหล่าขุนนางอาวุโส วันนี้ข้าอยากจะขอประลองฝีมือด้วยสักครา ตามข้าไปที่ลานประลองยุทธ์” ฉู่เสินซิ่วเอ่ยเสียงเรียบ แล้วหันหลังเดินจากไป
เหล่าขุนนางต่างงุนงง ฉู่เสินซิ่วอยากประลองกับเฉินจ้าน? นั่นมันบ้าไปแล้วกระมัง
ต้องรู้ก่อนว่าฝีมือของเฉินจ้านนั้นแข็งแกร่งเพียงใด ทั่วทั้งแคว้นโบราณหวาซวีแทบไม่มีใครกดเขาลงได้ แม้ฉู่เสินซิ่วจะมีฐานะสูงส่งเป็นถึงเจ้าแคว้น แต่ความแข็งแกร่งไม่ได้วัดกันที่ยศถาบรรดาศักดิ์
“ท่านแม่ทัพเฉิน ท่านเจ้าแคว้นคงนึกสนุกอยากยืดเส้นยืดสาย ท่านก็ดูตามความเหมาะสม หากท่านทำท่านเจ้าแคว้นบาดเจ็บ ข้าจะสั่งประหารเก้าชั่วโคตร!” เว่ยซานเหอกระซิบเตือนเสียงเบา “แต่ก็ต้องทำให้ท่านเจ้าแคว้นพอพระทัยด้วย ท่านจัดการให้ดีก็แล้วกัน อย่าให้มันดูจงใจจนเกินงาม”
เฉินจ้านพยักหน้าเล็กน้อย เขาย่อมรู้ดีถึงผลดีผลเสียของเรื่องนี้ นี่แหละที่เรียกว่าอยู่ใกล้กษัตริย์เหมือนอยู่ใกล้เสือ หากพลาดพลั้งเพียงนิดเดียวอาจหมายถึงความพินาศย่อยยับ ทุกย่างก้าวต้องทำให้ทุกฝ่ายพอใจ ต้องไม่ทำให้ฉู่เสินซิ่วเสียหน้า และในขณะเดียวกันก็ต้องทำให้พระองค์พอพระทัยด้วย ข้อนี้สำคัญยิ่งนัก
ข่าวแพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็ว ผู้คนในวังต่างพากันตกตะลึง
“ท่านเจ้าแคว้นจะท้าประลองกับท่านแม่ทัพเฉินจ้าน?”
“ล้อกันเล่นหรือเปล่าเนี่ย!”
“ไม่ว่าจะมองมุมไหน นี่มันมวยคนละรุ่นชัดๆ”
“เจ้าจะไปรู้อะไร ท่านแม่ทัพเฉินจ้านต้องออมมือให้เสมอท่านเจ้าแคว้น แล้วแกล้งเผยจุดอ่อนยอมแพ้ในที่สุดอยู่แล้ว เขาจะกล้าเอาชนะท่านเจ้าแคว้น หักหน้าพระองค์ต่อหน้าธารกำนัลหรือ”
“ก็จริงของเจ้า รีบไปดูกันเถอะ น่าจะมีเรื่องสนุกให้ดู ได้ยินว่าช่วงนี้ท่านเจ้าแคว้นฝีมือรุดหน้าไปมาก ข้าก็อยากเห็นเหมือนกันว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่”
ปากต่อปาก ขุนนางจำนวนมากต่างพากันมาจับจองพื้นที่รอบลานประลองยุทธ์ เพื่อรอชมการต่อสู้ครั้งนี้ รอบลานประลองยุทธ์เต็มไปด้วยนางกำนัลและขันที เบียดเสียดกันแน่นขนัด เห็นได้ชัดว่าทุกคนต่างอยากรู้ผลลัพธ์ในตอนท้าย ต่อให้ต้องเสี่ยงหัวหลุดจากบ่าก็ยอม
ฉู่เสินซิ่วสวมชุดคลุมเจ้าแคว้น ก้าวเดินอย่างองอาจมาหยุดที่ด้านหนึ่งของลานประลอง ส่วนเฉินจ้านสวมชุดเกราะยืนอยู่อีกด้านหนึ่ง เขาประสานมือคารวะ เอ่ยด้วยความนอบน้อม
“ท่านเจ้าแคว้น ล่วงเกินแล้ว”
“ไม่เป็นไร...เด็กๆ นำอาวุธมาให้ท่านแม่ทัพเฉิน” ฉู่เสินซิ่วโบกมือ เอ่ยขึ้นอย่างสบายๆ
สิ้นคำกล่าว ทุกคนรอบข้างต่างตกตะลึงพรึงเพริด