- หน้าแรก
- ระบบลงชื่อหมื่นล้านปี ตื่นขึ้นมาก็ไร้เทียมทาน
- บทที่ 5 มีเจ้าแคว้นเช่นนี้ นับเป็นวาสนาแห่งหวาซวี
บทที่ 5 มีเจ้าแคว้นเช่นนี้ นับเป็นวาสนาแห่งหวาซวี
บทที่ 5 มีเจ้าแคว้นเช่นนี้ นับเป็นวาสนาแห่งหวาซวี
“ราชครู ท่านมีความเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้”
เจ้าแคว้นฉวี่หรงเอ่ยถามด้วยความวิตกกังวล ไม่มีสิ่งใดแน่นอนเสมอไป เขาทราบดีว่าเทพแห่งขุนเขาและสายน้ำทั้งหลายย่อมไม่มีทางไปสวามิภักดิ์ต่อแคว้นโบราณหวาซวีโดยไร้เหตุผล ต้องเข้าใจก่อนว่าแคว้นแห่งนี้ถูกแคว้นฉวี่หรงกดขี่ข่มเหงมาอย่างยาวนาน จนแทบไม่มีโอกาสเงยหน้าอ้าปาก เมื่อกาลเวลาผันผ่านแคว้นนี้สมควรจะต้องล่มสลายหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์อย่างแน่นอน
ทว่าเหตุการณ์ทั้งหมดนี้มันช่างแปลกประหลาดจนเกินไป แม้แต่เทพขุนเขาคุนอู๋ซึ่งเป็นเทพชั้นกลางระดับสามที่แคว้นฉวี่หรงเพียรพยายามเซ่นไหว้เท่าใดก็ไม่เคยได้รับการตอบรับ กลับยอมย้ายไปสถิตยังแคว้นโบราณหวาซวี
“ข้ากล้าฟันธงว่าภายในแคว้นโบราณหวาซวีจะต้องซุกซ่อนวาสนาปาฏิหาริย์บางอย่างเอาไว้เป็นแน่ มิเช่นนั้นคงไม่อาจเชิญเทพขุนเขาคุนอู๋ให้ย้ายไปได้ ส่วนพวกเทพขุนเขาและสายน้ำชั้นผู้น้อยเหล่านั้น ล้วนเป็นพวกไม้หลักปักเลน ดูทิศทางลมแล้วโอนเอนตาม ไม่น่าหวั่นเกรงอันใด” ราชครูหัวสุนัขครุ่นคิดแล้วเอ่ยตอบ
“แล้วในความเห็นของราชครู เราควรจะแก้เกมนี้อย่างไร” เจ้าแคว้นฉวี่หรงขมวดคิ้วมุ่น หากจัดการเรื่องนี้ไม่ดี ราษฎรชาวฉวี่หรงทั้งหมดคงต้องกลับไปใช้ชีวิตในป่าเขาอีกครั้ง ต้องทนทุกข์ทรมานกับความอดอยากและเผชิญกับภัยร้ายจากสัตว์อสูร
หลายร้อยปีมาแล้วที่เผ่าฉวี่หรงต้องแลกด้วยเลือดเนื้อมากมายกว่าจะหลุดพ้นจากป่าเขามามีชีวิตความเป็นอยู่อย่างทุกวันนี้ เขาไม่อาจยอมให้ราษฎรต้องกลับไปใช้ชีวิตเช่นเดิมได้อีก หากสถานการณ์เลวร้ายถึงขั้นนั้นจริง เขาก็คงไม่อาจสู้หน้าบรรพชนและราษฎรได้ ในฐานะราชาแห่งแคว้นฉวี่หรง เขาไม่อาจปัดความรับผิดชอบนี้ได้
ราชครูหัวสุนัขตรึกตรองอยู่ครู่หนึ่ง “ท่านเจ้าแคว้น ในเมื่อภายในแคว้นโบราณหวาซวีมีวาสนาใหญ่หลวงซ่อนอยู่ ไยเราไม่ปล่อยข่าวลือนี้ออกไปเล่าพะยะค่ะ ประการแรกเพื่อหาพันธมิตรที่แข็งแกร่งมาช่วยเรา ประการที่สองเรายังอาจได้ส่วนแบ่งผลประโยชน์จากเรื่องนี้ด้วย นับว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว”
สิ้นคำกล่าว ดวงตาของเจ้าแคว้นฉวี่หรงก็พลันสว่างวาบ ความคิดนี้เข้าท่าทีเดียว! ถือเป็นการวางแผนสำรองไว้ให้ตนเองด้วย หากการศึกครั้งนี้พ่ายแพ้ก็ทำลายมันให้ย่อยยับ อย่างน้อยก็ไม่ปล่อยให้แคว้นของตนต้องล่มสลายไปอย่างช้าๆ อีกทั้งในท้ายที่สุด ดินแดนของแคว้นโบราณหวาซวีทั้งหมดก็จะตกเป็นของเขา
“ดีมาก ท่านราชครู! เรื่องนี้มอบหมายให้ท่านไปจัดการ ข้าจะเตรียมจัดทัพ นำทัพหลวงออกศึกด้วยตนเอง หากสถานการณ์ไม่สู้ดีให้ท่านดำเนินการตามแผนที่วางไว้ได้เลย”
เจ้าแคว้นฉวี่หรงประกาศเสียงดังก้อง
โฮก!
เสียงคำรามดังกึกก้องสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วฟ้าดิน ทันใดนั้นร่างของเขาก็พลันขยายใหญ่ขึ้น กลายเป็นสัตว์อสูรสุนัขยักษ์ที่ดูน่าเกรงขาม เหาะเหินเดินอากาศ หายวับไปจากลานพระราชวังในพริบตา
ณ แคว้นโบราณหวาซวี ข่าวการรุกรานของกองทัพฉวี่หรงแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว จ้าวฝูถูในฐานะแม่ทัพใหญ่ผู้บัญชาการสามเหล่าทัพจำต้องรุดหน้าไปบัญชาการที่แนวหน้า ส่วนงานด้านเสบียงกรังและการสนับสนุนอื่นๆ ก็ดำเนินไปอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย สงครามครั้งนี้มีขนาดใหญ่โตที่สุดในประวัติศาสตร์การสู้รบระหว่างสองแคว้นตลอดหลายร้อยปีที่ผ่านมา นับว่าเหนือความคาดหมายของผู้คนยิ่งนัก
หากเป็นเมื่อก่อน ขวัญและกำลังใจของทหารในกองทัพคงตกต่ำถึงขีดสุด แตกกระเจิงไม่เป็นท่า แต่ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาเมื่อข่าวแพร่สะพัดออกไป ราษฎรจำนวนมากกลับมองการศึกครั้งนี้ในแง่ดี
“พวกแคว้นฉวี่หรงมันสุนัขจนตรอกแล้ว!”
“รีบร้อนยกทัพมาตีเราเช่นนี้ แสดงว่าสถานการณ์ของพวกมันวิกฤตสุดๆ เราแค่ต้องตั้งรับให้มั่นก็จะสามารถขับไล่ข้าศึกกลับไปได้แน่นอน”
“ตีกลองครั้งแรกรุกรบ ขวัญกำลังใจฮึกเหิม ครั้งที่สองลดลง ครั้งที่สามหมดสิ้น! ขอเพียงเราต้านทานการบุกระลอกนี้ของพวกฉวี่หรงไว้ได้ ไม่เกินสองสามปีเมื่อฝ่ายหนึ่งเสื่อมถอย อีกฝ่ายย่อมรุ่งโรจน์ เราจะต้องกอบกู้ดินแดนที่สูญเสียไปกลับคืนมาได้แน่”
ณ พระราชวัง ฉู่เสินซิ่วมองดูรายงานสถานการณ์การรบที่ส่งเข้ามา มุมปากของเขายกยิ้มอย่างมีเลศนัย การที่อีกฝ่ายรีบร้อนลงมือเช่นนี้เป็นไปตามที่เขาคาดการณ์ไว้ทุกประการ เขาจะถือโอกาสนี้กวาดล้างพวกมันให้สิ้นซาก เขามองทะลุปรุโปร่งในจุดนี้
สุนัขจนตรอก! ก็เป็นได้เท่านี้ เขาอยากจะรู้นักว่าแคว้นฉวี่หรงจะดิ้นรนไปได้สักกี่น้ำ
ณ ห้องทรงงาน ฉู่เสินซิ่วนั่งอยู่บนบัลลังก์ประธาน
“พวกท่านมีความเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้ สามารถแสดงความคิดเห็นกันได้เต็มที่”
นอกจากจ้าวฝูถูที่รีบรุดไปยังแนวหน้าแล้ว ขุนนางชั้นผู้ใหญ่อีกไม่กี่ท่านล้วนอยู่กันพร้อมหน้า
“ท่านเจ้าแคว้น กระหม่อมเห็นว่าควรยึดกลยุทธ์ตั้งรับเป็นหลักพะยะค่ะ เพราะถึงแม้แคว้นของเราจะไม่ขาดแคลนงบประมาณทหาร แต่ความแข็งแกร่งของทหารหาญต้องอาศัยเวลาในการบ่มเพาะ ไม่ใช่สิ่งที่สร้างขึ้นได้ในชั่วข้ามคืน”
“ชาวแคว้นฉวี่หรงล้วนเป็นพวกป่าเถื่อน มีพละกำลังแข็งแกร่ง หากเราประมาทเกินไปอาจเปิดช่องให้ข้าศึกฉวยโอกาสได้พะยะค่ะ”
“กระหม่อมเห็นด้วยพะยะค่ะ”
ขุนนางหลายท่านต่างมีความเห็นตรงกัน แม้จะมีเงินทอง แต่การจะเปลี่ยนเงินทองให้เป็นความแข็งแกร่งของชาติ และเปลี่ยนเป็นพลังการสู้รบนั้นจำต้องใช้เวลาในการขัดเกลา ไม่ใช่สิ่งที่สำเร็จได้โดยง่าย
ทว่าฉู่เสินซิ่วกลับมีความเห็นต่างออกไป
“พวกท่านเข้าใจผิดแล้ว ข้าศึกไม่ให้เวลาเราเติบโตหรอก ศัตรูของเราไม่ได้มีแค่แคว้นฉวี่หรง แต่ยังมีอีกหกแคว้น”
บนผืนแผ่นดินชายขอบที่ไม่กว้างใหญ่นัก มีอาณาจักรตั้งอยู่ถึงเจ็ดแคว้น ได้แก่ แคว้นจ้าว, แคว้นฉู่, แคว้นฉิน, แคว้นฉี, แคว้นเยียน, แคว้นเว่ย รวมถึงแคว้นโบราณหวาซวีและแคว้นฉวี่หรง แท้จริงแล้วแคว้นฉวี่หรงและแคว้นโบราณหวาซวีเคยเป็นดินแดนเดียวกัน เมื่อหลายร้อยปีก่อนเผ่าฉวี่หรงบุกออกมาจากชนเผ่าป่าเขา แล้วค่อยๆ กัดกินดินแดนของแคว้นโบราณหวาซวี จนกระทั่งกลายเป็นอาณาจักรที่มีขนาดใหญ่โตเช่นในปัจจุบัน
ส่วนอีกหกแคว้น?
เมื่อได้ยินคำชี้แนะของฉู่เสินซิ่ว เหล่าขุนนางต่างก็ฉุกคิดขึ้นได้...จริงด้วย หลายร้อยปีก่อนแคว้นต่างๆ ล้วนทำสงครามแย่งชิงกันไม่หยุดหย่อน เมื่อพวกเขาต้องถอยร่นมาตั้งรับอยู่ในมุมหนึ่งก็เกือบจะลืมความแค้นเก่าแก่เหล่านั้นไปเสียสนิท แต่แคว้นเหล่านั้นกับแคว้นฉวี่หรงยังคงสู้รบกันอยู่เนืองๆ ย่อมไม่มีใครอยากสร้างศัตรูที่แข็งแกร่งเพิ่มขึ้นในช่วงเวลานี้ ดังนั้นแนวคิดนี้จึงมีความเป็นไปได้สูงทีเดียว
ทันใดนั้นเหล่าขุนนางต่างพากันอุทานด้วยความชื่นชม เด็กหนุ่มที่ดูอ่อนแอในอดีต บัดนี้ราวกับเปลี่ยนไปเป็นคนละคน เติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ในชั่วข้ามคืน มีเจ้าแคว้นเช่นนี้ นับเป็นวาสนาของแคว้นหวาซวี เป็นวาสนาของราษฎรชาวหวาซวีโดยแท้
“เช่นนั้น...ตามพระประสงค์ของท่านเจ้าแคว้น เราควรจะแก้เกมนี้อย่างไรพะยะค่ะ” เว่ยซานเหอเอ่ยถามหยั่งเชิงอย่างระมัดระวัง
เมื่อฉู่เสินซิ่วเริ่มเผยให้เห็นอีกด้านหนึ่งของตน เหล่าขุนนางก็ตระหนักได้ว่าไม่อาจปฏิบัติต่อฉู่เสินซิ่วเหมือนเด็กเมื่อวานซืนได้อีกต่อไป นั่นหมายความว่าพวกเขาเริ่มยอมรับในความเป็นผู้นำของเจ้าแคว้นผู้นี้จากใจจริงแล้ว ดังนั้นพวกเขาจึงเน้นที่การปฏิบัติตามคำสั่ง โดยหลักแล้วคือต้องฟังความต้องการของฉู่เสินซิ่ว
ฉู่เสินซิ่วในยามนี้ทำให้พวกเขายอมศิโรราบอย่างแท้จริง โลกใบนี้คือโลกแห่งความจริง แม้ก่อนหน้านี้พวกเขาจะเป็นขุนนางใต้บังคับบัญชาของฉู่เสินซิ่ว แต่ในใจลึกๆ แล้วกลับรู้สึกผิดหวังที่เขาไม่ได้ดั่งใจ หากอดีตเจ้าแคว้นมีบุตรชายคนที่สอง บัลลังก์นี้คงไม่ตกถึงมือฉู่เสินซิ่วเป็นแน่