- หน้าแรก
- ระบบลงชื่อหมื่นล้านปี ตื่นขึ้นมาก็ไร้เทียมทาน
- บทที่ 2 แคว้นหวาซวีกับศึกในและศึกนอก
บทที่ 2 แคว้นหวาซวีกับศึกในและศึกนอก
บทที่ 2 แคว้นหวาซวีกับศึกในและศึกนอก
ในแดนต้าฮวง ขุนเขาและสายน้ำล้วนมีจิตวิญญาณ สถิตไว้ด้วยเทพารักษ์แห่งขุนเขาและสายน้ำ เทพารักษ์สามารถพิทักษ์ความสงบสุขในอาณาเขต ดลบันดาลให้ดินน้ำอุดมสมบูรณ์ ภายในแคว้นหวาซวีมีเทือกเขาหินเหลืองทอดตัวอยู่ ณ ที่แห่งนั้นมีเทพขุนเขาองค์หนึ่งสถิตอยู่ ขั้นตอนที่สำคัญที่สุดในพิธีขึ้นครองราชย์คือการบวงสรวงเทพแห่งขุนเขาและสายน้ำ เพื่อขอรับการพิทักษ์คุ้มครองจากเทพองค์นี้
ก่อนหน้านี้เขาถูกทูตจากแคว้นฉวี่หรงยั่วยุโทสะจนหมดสติไป การบวงสรวงจึงจำต้องถูกระงับไว้ก่อน เขาคาดเดาว่าที่จ้าวฝูถูมาหาก็คงเพราะเรื่องนี้ เพียงแต่คาดไม่ถึงว่าเทพขุนเขาองค์นี้จะเป็นพวกไม้ลู่ตามลมเช่นกัน แคว้นโบราณหวาซวีทุ่มเทสรรพกำลังทั้งแคว้นกราบไหว้บูชาเทพขุนเขาองค์นี้มานานกว่าแปดร้อยปี บัดนี้กลับคิดจะไปก็ไปดื้อๆ
เมื่อไร้ซึ่งเทพขุนเขา เรื่องอื่นยังไม่ต้องพูดถึง ลำพังแค่ผลผลิตทางการเกษตรก็จะลดฮวบลงอย่างน่าใจหาย เดิมทีการเลี้ยงดูประชากรนับล้านก็ยากลำบากเต็มทีแล้ว คาดเดาได้เลยว่าหากแก้ไขเรื่องนี้ไม่ได้ ปีหน้าคงมีราษฎรอดตายเป็นเบือ ไม่ยากเลยที่จะจินตนาการว่าหากราษฎรทั้งแคว้นได้รับรู้ข่าวนี้จะสิ้นหวังเพียงใด
ทันใดนั้นเสียงฝีเท้าเร่งรีบดังมาจากด้านนอกประตู ฉู่เสินซิ่วเงยหน้าขึ้นมอง ผู้ที่มาเยือนมีด้วยกันสามคน ทุกคนล้วนมีสีหน้าเคร่งเครียด พวกเขาคือขุนนางชั้นผู้ใหญ่ แคว้นโบราณหวาซวีมีขุนนางชั้นผู้ใหญ่สี่ท่าน ได้แก่ จ้าวฝูถูผู้กุมอำนาจทหารและบัญชาการแนวหน้า เว่ยซานเหอผู้ดูแลความเป็นอยู่ของราษฎรและบริหารราชการแผ่นดิน ป๋อเอ่อร์เจ้าเมืองฮวา และจ้งอวิ๋นเจ้าเมืองซวี
บัดนี้ทุกคนมารวมตัวกันอยู่ที่นี่อย่างพร้อมเพรียง เห็นได้ชัดว่าพอทราบข่าวว่าฉู่เสินซิ่วฟื้นแล้วจึงรีบเร่งเดินทางมาทันที ฉู่เสินซิ่วมองสถานการณ์ตรงหน้าก็พอจะเดาได้ว่าคงไม่มีเรื่องดีแน่ แต่ตอนนี้เขาหาได้ตื่นตระหนกไม่ ปัญหามาปัญญามี ทหารมาใช้ขุนพลต้าน น้ำมาใช้ดินกั้น ก็เท่านั้น
เว่ยซานเหอและคนอื่นๆ ที่ตามมาทีหลังเห็นบรรยากาศเช่นนี้ก็รู้ทันทีว่าสถานการณ์ไม่สู้ดี หลังจากการพูดคุยซักถาม ทุกคนต่างตกอยู่ในความเงียบงัน ภายในแคว้นหวาซวีมีเทพขุนเขาหนึ่งองค์และเทพสายน้ำหนึ่งองค์ บัดนี้เทพแห่งขุนเขาและสายน้ำทั้งสององค์ต่างแปรพักตร์ไปเข้ากับศัตรูจนหมดสิ้น
“ข้าตรวจสอบแน่ชัดแล้ว เทพขุนเขาหินเหลืองและเทพสายน้ำจิ่วชวี ล้วนถูกพวกเดรัจฉานแคว้นฉวี่หรงซื้อตัวไปแล้ว! เสียแรงที่เป็นถึงเทพเจ้า เสพสุขจากเครื่องเซ่นไหว้ของแคว้นเรามาแปดร้อยกว่าปี กลับมาทรยศหักหลังกันได้ลงคอ”
แม้เว่ยซานเหอจะเป็นหัวหน้าฝ่ายบุ๋น แต่ยามนี้เขากลับเกรี้ยวกราดยิ่งกว่าใคร ป๋อเอ่อร์ที่ยืนอยู่ด้านข้างถอนหายใจเฮือกใหญ่
“เทพแห่งขุนเขาและสายน้ำมิใช่เผ่ามนุษย์ ที่ผ่านมาพวกมันยอมปกป้องเผ่าเราก็เพราะเห็นแก่เครื่องเซ่นไหว้เท่านั้น บัดนี้แคว้นฉวี่หรงให้เครื่องเซ่นไหว้มากกว่า พวกมันย่อมต้องจากไปเป็นธรรมดา สิ่งสำคัญเร่งด่วนในตอนนี้คือต้องรีบหาเทพแห่งขุนเขาและสายน้ำองค์ใหม่ มิฉะนั้นผลที่ตามมาคงไม่อาจคาดเดาได้”
“ต้องมีเทพแห่งขุนเขาและสายน้ำคอยสะกดฮวงจุ้ยเท่านั้น ฝนฟ้าจึงจะตกต้องตามฤดูกาล พืชผลอุดมสมบูรณ์ ปราศจากภัยธรรมชาติมารบกวน แต่แคว้นหวาซวีของเรามีพื้นที่ไม่ถึงพันลี้ ประชากรไม่ถึงล้าน สิ่งของที่จะนำมาเป็นเครื่องเซ่นไหว้ก็น้อยนิดจนน่าเวทนา แล้วจะไปหาเทพองค์ใหม่จากที่ใดมาบูชาได้”
ความสัมพันธ์ระหว่างเทพแห่งขุนเขาและสายน้ำกับแคว้นต่างๆ แท้จริงแล้วก็คือการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ เทพเหล่านี้มีหน้าที่เพียงดูแลฮวงจุ้ย สะกดลมปราณปฐพี และบันดาลให้ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล ส่วนแคว้นที่ได้รับการคุ้มครองก็ต้องถวายสิ่งที่เทพต้องการเป็นการตอบแทน
ส่วนเรื่องอื่นๆ อาทิเช่น สงครามการเข่นฆ่า หรือการล่มสลายของบ้านเมือง ไม่อยู่ในขอบเขตการพิจารณาของเทพเหล่านี้ ทว่าถึงกระนั้น ในยามที่แคว้นหวาซวียังไม่ถึงกาลล่มสลาย เทพทั้งสองกลับหนีไปพึ่งพิงศัตรู ช่างเป็นพฤติกรรมที่น่าละอายยิ่งนัก
จ้งอวิ๋นพยักหน้าเห็นด้วย สีหน้าเต็มไปด้วยความกลัดกลุ้ม “เจ้าแคว้นรุ่นก่อนๆ ใช่ว่าจะไม่เคยพยายามเซ่นไหว้เทพองค์อื่น แต่ล้วนไม่ได้รับการตอบรับ เห็นได้ชัดว่าพวกท่านไม่ไยดีสิ่งของบูชาของพวกเรา”
ทั้งสี่คนตกอยู่ในความเงียบงันอีกครั้ง ผ่านไปเนิ่นนานจ้าวฝูถูจึงเอ่ยขึ้นอย่างจำนน “หากหมดหนทางจริงๆ ก็คงต้องให้พวกเราไปสะกดฮวงจุ้ยแทน”
อีกสามคนมองหน้ากัน ก่อนจะพยักหน้าอย่างหนักแน่น ทั้งสี่คนล้วนมีตบะระดับไคม่าย หากไม่เสียดายชีวิตก็สามารถสะกดฮวงจุ้ยได้ราวๆ สิบปี
ฉู่เสินซิ่วรู้สึกซาบซึ้งใจยิ่งนัก แต่ในเมื่อมีเขาอยู่ย่อมไม่ปล่อยให้สถานการณ์เลวร้ายถึงขั้นนั้น
“ท่านแม่ทัพจ้าว ท่านชำนาญภูมิประเทศขุนเขาและสายน้ำมากที่สุด ขอถามหน่อยเถิดว่าในรัศมีหนึ่งแสนลี้ เทพขุนเขาองค์ใดมีอิทธิฤทธิ์แก่กล้าที่สุด”
แม้แต่เทพแห่งขุนเขาและสายน้ำก็ยังแบ่งแยกความแข็งแกร่ง เทพที่อ่อนแอที่สุดอย่างเช่นเทพขุนเขาหินเหลืองและเทพสายน้ำจิ่วชวี เป็นเพียงเทพชั้นล่างระดับสาม เขตแดนที่คุ้มครองได้มีเพียงร้อยกว่าลี้ ยังไม่ครอบคลุมพื้นที่พันลี้ของแคว้นหวาซวีเสียด้วยซ้ำ หากผู้ฝึกตนบรรลุขอบเขตเสินทงก็สามารถสะกดข่มพวกมันได้อย่างง่ายดาย หรือแม้กระทั่งสังหารพวกมันได้ นี่คือเหตุผลว่าทำไมตอนที่อดีตเจ้าแคว้นยังอยู่ เทพทั้งสององค์นี้จึงไม่กล้าแปรพักตร์ เหนือขึ้นไปยังมีเทพชั้นกลางระดับสามและเทพชั้นสูงระดับสาม
จ้าวฝูถูเงยหน้าขึ้นอย่างงุนงง ไม่เข้าใจว่าฉู่เสินซิ่วจะถามเรื่องนี้ไปทำไมในเวลานี้ แต่เขาก็รีบตอบกลับไปทันที
“ทางทิศตะวันออกของแคว้นหวาซวี ห่างออกไปหนึ่งหมื่นลี้ มีขุนเขาคุนอู๋ สถิตไว้ด้วยเทพขุนเขาคุนอู๋ เล่าลือกันว่าอีกเพียงก้าวเดียวก็จะบรรลุเป็นเทพชั้นสูงระดับสาม นับว่าเป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในรัศมีหนึ่งแสนลี้พะยะค่ะ”
ฉู่เสินซิ่วถามต่อ “หากต้องการให้เทพขุนเขาคุนอู๋คุ้มครอง ต้องใช้เครื่องเซ่นไหว้ปีละเท่าใด”
จ้าวฝูถูยิ้มขื่น “กระหม่อมจะไปรู้ได้อย่างไร เทพขุนเขาคุนอู๋แสวงหาหนทางเลื่อนระดับมาโดยตลอด จึงต้องการปราณวิญญาณจำนวนมหาศาล หากแต่ละปีสามารถถวายหยกวิญญาณได้ไม่ต่ำกว่าหนึ่งล้านก้อน ก็น่าจะสำเร็จพะยะค่ะ”
ฉู่เสินซิ่วพยักหน้า ไม่ได้ซักไซ้ต่อ แต่เปลี่ยนเรื่องคุย “เมื่อหลายวันก่อนข้าบังเอิญได้พบวาสนาปาฏิหาริย์ ยามนี้ภายในแคว้นยังมีปัญหาใดอีก พวกท่านลองว่ามาตามตรง จะได้ช่วยกันแก้ไขในคราเดียว”
เว่ยซานเหอมองหน้าอีกสามคน แม้จะไม่คิดว่าฉู่เสินซิ่วจะแก้ไขวิกฤตของบ้านเมืองได้ แต่เขาก็ยังก้าวออกมาและเอ่ยขึ้น “ยามนี้ไร้ซึ่งเทพแห่งขุนเขาและสายน้ำ ปีหน้าผลผลิตย่อมลดลงอย่างหนัก แต่เสบียงในท้องพระคลังเหลืออยู่ไม่มาก เกรงว่าจะเกิดภัยทุพภิกขภัย”
“นอกจากนี้ ทรัพยากรการฝึกตนที่สำนักศึกษาหวาซวีต้องใช้ก็ขัดสนเต็มที คงประคองตัวได้อีกไม่นาน เกรงว่าจะต้องลดจำนวนศิษย์ลง”
“กองทัพมีทหารทั้งสิ้นหนึ่งแสนนาย ในช่วงสามปีมานี้มีการสู้รบกับแคว้นฉวี่หรงบ่อยครั้ง มีผู้พลีชีพไปกว่าห้าหมื่นนาย แม้ชาวหวาซวีจะไม่กลัวตายและมีกำลังพลมาเติมเต็มทุกปี แต่เงินบำเหน็จบำนาญกลับยังแจกจ่ายไม่ครบถ้วน ครอบครัวของทหารหลายนายไร้คนเลี้ยงดู”
ฉู่เสินซิ่วรับฟังอย่างสงบ ทุกถ้อยคำล้วนสื่อความหมายเดียว... จน! แคว้นโบราณหวาซวียากจนข้นแค้นเกินไปแล้ว ราษฎรไม่อิ่มท้อง ผู้มีพรสวรรค์ในการฝึกตนขาดแคลนทรัพยากรสนับสนุน ทหารที่สละชีพเพื่อชาติไม่ได้รับการดูแลอย่างที่ควรจะเป็น
ทว่าแคว้นเล็กๆ ในแดนต้าฮวงที่ยากจนถึงเพียงนี้ ราษฎรกลับไม่หวั่นเกรงความลำบาก ทหารไม่หวั่นเกรงความตาย ศิษย์ในสำนักศึกษาเพียรฝึกฝนทั้งวันทั้งคืนโดยไม่เห็นแก่ความเหนื่อยยาก ดำรงอยู่มาได้ถึงแปดร้อยปี!
ฉู่เสินซิ่วมีสีหน้าเคร่งขรึม น้ำเสียงหนักแน่นและทรงพลัง เอ่ยขึ้นช้าๆ
“พรุ่งนี้ขอให้พวกท่านจัดเตรียมแท่นบูชา ข้าจะทำพิธีบวงสรวงเทพขุนเขาคุนอู๋”
ดวงตาของจ้าวฝูถูเบิกกว้าง สะดุ้งโหยงจนลุกพรวดขึ้นยืน “ท่านเจ้าแคว้นโปรดไตร่ตรองให้ดี หยกวิญญาณหนึ่งล้านก้อนนั้นมากมายมหาศาลนัก แม้จะนำทรัพย์สินที่แคว้นหวาซวีสั่งสมมาตลอดแปดร้อยปีมารวมกันก็คงได้เพียงเท่านี้ อย่างมากก็แลกกับการคุ้มครองได้เพียงหนึ่งปี ได้ไม่คุ้มเสียนะพะยะค่ะ”
เว่ยซานเหอ ป๋อเอ่อร์ และจ้งอวิ๋น ก็รีบลุกขึ้นยืนเช่นกัน ต่างพากันเอ่ยทัดทาน “พวกกระหม่อมยอมใช้ชีวิตเข้าแลกเพื่อสะกดฮวงจุ้ย อย่างน้อยก็ยังยื้อเวลาได้อีกสิบปี ท่านเจ้าแคว้นโปรดไตร่ตรองด้วยเถิด”
ฉู่เสินซิ่วกลับทำราวกับไม่ได้ยิน ยังคงเอ่ยต่อไป
“ตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป ชาวหวาซวีทุกคนจะได้รับเสบียงอาหารเต็มจำนวน เพื่อให้พวกเขาไม่ต้องกังวลเรื่องความหิวโหย”
“ตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป ศิษย์สำนักศึกษาหวาซวีทุกคนจะได้รับหยกวิญญาณระดับสูงเดือนละสิบก้อน เพื่อให้พวกเขามุ่งมั่นฝึกฝนได้อย่างวางใจ”
“ตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป บิดามารดา ภรรยา และบุตรของทหารแคว้นหวาซวีทุกคน จะได้รับการเลี้ยงดูจากรัฐ เพื่อให้พวกเขาหมดห่วงกังวลเรื่องครอบครัว”
จ้าวฝูถูและคนอื่นๆ ต่างตกตะลึง วาจาเหล่านี้ช่างสั่นสะเทือนจิตใจยิ่งนัก แต่ท้องพระคลังไม่อาจรองรับไหว หากทำเช่นนั้นจริง อย่างมากแค่ครึ่งปีแคว้นหวาซวีคงล่มสลาย
ฉู่เสินซิ่วเห็นคนตรงหน้ายังคิดจะเอ่ยทัดทาน จึงโบกมือเบาๆ
“เท่านี้พอหรือไม่”
หยกวิญญาณที่เปล่งประกายแสงสีรุ้งเจ็ดสีระยิบระยับกองพะเนินเป็นภูเขาลูกย่อมๆ อยู่บนพื้น เว่ยซานเหอร้องอุทานออกมาทันที
“หยกวิญญาณระดับสุดยอด?”
หยกวิญญาณระดับสุดยอดนั้นล้ำค่าหาใดเปรียบ หยกวิญญาณที่พวกเขาพูดถึงโดยทั่วไปหมายถึงระดับต่ำ หากจะแลกเปลี่ยนกันจริงๆ หยกวิญญาณระดับสุดยอดหนึ่งก้อนมีค่าเท่ากับหยกวิญญาณระดับต่ำหนึ่งล้านก้อน
และกองที่อยู่ตรงหน้านี้...อย่างน้อยต้องมีเป็นพันก้อน
“ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พวกท่านไม่ต้องกังวลเรื่องท้องพระคลังว่างเปล่าอีก แสดงความสามารถบริหารบ้านเมืองกันให้เต็มที่ หากไม่พอ ข้ายังมีอีก”