- หน้าแรก
- อยู่ดีๆ ข้าก็กลายเป็นจักรพรรดิในโลกแปดเทพอสูร
- บทที่ 25 - โคมไฟในสายฝน มุ่งใต้สู่ต้าหลี่
บทที่ 25 - โคมไฟในสายฝน มุ่งใต้สู่ต้าหลี่
บทที่ 25 - โคมไฟในสายฝน มุ่งใต้สู่ต้าหลี่
บทที่ 25 - โคมไฟในสายฝน มุ่งใต้สู่ต้าหลี่
ราตรีมืดมิด ลมกระโชกแรง ฝนกระหน่ำดุจคมมีด
เมืองตงจิง ถนนจูเชว่ทางทิศใต้ ตรอกเถียนสุ่ยที่หนึ่ง
บุรุษชุดดำนับไม่ถ้วนสวมหมวกโต่วลี่ คลุมเสื้อกันฝน ปิดล้อมตรอกเล็กๆ นี้ไว้เงียบเชียบ
ตรอกเถียนสุ่ยที่หนึ่ง มีร้านน้ำชามากมาย ร้านค้าคับคั่ง ซ่องนางโลมก็มีมาก
ในยามนี้ บุรุษร่างเล็กผอมราววานรผู้หนึ่ง ไถลตัวตามกำแพงมาอยู่หน้ากลุ่มคนชุดดำ กระซิบเสียงเบา “พี่เจ็ด แน่ใจแล้วว่าเหวยหู่อยู่ที่บ้านของเฒ่าจาง”
“ค้างคืนกับเสี่ยวหลิ่วหงหรือ” ผู้นำชุดดำกล่าวเสียงเข้ม
“น่าจะใช่ขอรับ” ผู้นั้นตอบ
“อีกหนึ่งเค่อ (15 นาที) ลงมือ ต้องกำจัดเหวยหูให้ได้ คนอื่นไม่ต้องสน เหวยหู่ตายเมื่อใด พรรคพยัคฆ์ทมิฬก็จะไร้หัว ย่อมเกิดความวุ่นวายภายใน แตกสลายในไม่ช้า”
“พี่เจ็ดหลักแหลมนัก”
“นี่เป็นคำพูดของนายน้อย”
“นายน้อยหลักแหลมนัก”
ใต้สะพานโจวเฉียว ริมแม่น้ำเปี้ยน มีเรือจอดเทียบท่าอยู่ไม่น้อย
มีเรือนโคมขนาดใหญ่หลายลำ ปกติใช้ค้าประเวณี แขวนโคมหนังแกะย้อมเลือดลิง ไม่กลัวลมฝน โคมไฟส่ายไหว เรือก็โคลงเคลง แสงไฟริบหรี่
ทหารจากกองบัญชาการองครักษ์รักษาพระองค์ที่ปกติรับผิดชอบลาดตระเวนทั้งในและนอกเมืองกลับหายหน้าไปหมด แมวจรจัดขดตัวอยู่ใต้ต้นไม้ริมสะพาน ส่งเสียงร้องโหยหวนน่าเวทนา น้ำในแม่น้ำเปี้ยนสีเข้มลึกล้ำ คลื่นเป็นริ้วๆ ตามแรงลม เกิดเสียงดังประหลาดคล้ายเสียงนกฮูกยามค่ำคืน
ไกลออกไป ร่มกระดาษน้ำมันคันหนึ่งปรากฏขึ้นอย่างเงียบงัน ลอยล่องไปทางแม่น้ำเปี้ยน ตัวร่มสีเขียวหญ้าสดใส ดูบอบบางน่าทะนุถนอม ท่ามกลางลมฝนดูคล้ายจะไม่ถูกทำลาย แต่ก็เหมือนจะถูกพัดปลิวไปได้ทุกเมื่อ
ใต้ร่มมีเด็กหนุ่มผู้หนึ่ง อายุราวสิบหกสิบเจ็ดปี สวมชุดบัณฑิตสีขาว สีหน้าเรียบเฉย มือข้างหนึ่งจับด้ามร่มเบาๆ อีกข้างถือโคมไฟฉลุลายดวงเล็กๆ เปลวไฟข้างในสั่นไหว ส่องสว่างนำทาง
เด็กหนุ่มกับร่มกระดาษ ถือโคมในสายฝน เดินมาจนถึงริมแม่น้ำเปี้ยน
ฝีเท้าของเขาเบาหวิว ราวกับจับจังหวะเดียวกับเม็ดฝนที่ร่วงหล่นจากท้องฟ้า เป็นจังหวะจะโคนอย่างชัดเจน
ด้านหลังเขามีบุรุษชุดดำคนหนึ่งตามมา ถือทวนเหล็กไว้ในมือ สีสันทั่วร่างราวกับเป็นหนึ่งเดียวกับความมืดมิดนี้ เดี๋ยวปรากฏเดี๋ยวหายลับ
เบื้องหลังบุรุษชุดดำยังมีเงาในชุดโต่วลี่และเสื้อกันฝนอีกมากมายตามมาห่างๆ ทุกคนราวกับซ่อนตัวอยู่ในสายลมและสายฝน ยากจะมองเห็นได้จากระยะไกล
เรือลำใหญ่ลำหนึ่งริมแม่น้ำท่ามกลางลมฝนยามค่ำคืน กลับมีเสียงดนตรีและการร่ายรำดังออกมา เสียงออดอ้อนดุด่าแผ่วเบา เสียงเจื้อยแจ้วของเหล่าอิสสตรี ทำให้ผู้คนอดรู้สึกใจสั่นไหว จินตนาการไปไกลไม่ได้
เรือมีสะพานไม้ทอดเชื่อมกับฝั่ง ข้างๆ มีเพิงไม้ตั้งอยู่ มีคนเฝ้า ยามนี้ใต้เพิงก็มีเสียงร้องเตือนดังขึ้น “ใครน่ะ มาจากไหน”
เด็กหนุ่มแกว่งโคมฉลุลายในมือเบาๆ กล่าว “คนตีฆ้องยามแห่งต้าซ่ง”
“บัณฑิตหนอนหนังสือมาจากไหน รีบไสหัวไป”
เด็กหนุ่มยิ้มเล็กน้อย “ข้ามาหาแม่นางชิงอี”
“ไม่มีแม่นางชิงอีอะไรทั้งนั้น” เงาร่างใต้เพิงไหววูบ คนผู้หนึ่งโผล่ออกมา “ข้าว่าเจ้าคงเบื่อที่จะมีชีวิตอยู่แล้วสินะ จะได้โยนเจ้าลงแม่น้ำให้ปลากิน”
เขามองไม่เห็นทิวทัศน์ไกลออกไป เห็นเพียงแสงไฟจุดนั้นกับเสื้อสีขาวของเด็กหนุ่ม ก็พลันพุ่งพรวดไปข้างหน้า ยื่นมือไปหมายจะคว้าคอเสื้อของเด็กหนุ่ม
เท้าของเด็กหนุ่มไถล ร่างกายหลบไปด้านข้าง ร่มกระดาษน้ำมันในมือถูกลมพัดปลิวขึ้น มือข้างที่ว่างของเขากวาดผ่านลำคอของชายผู้นั้นเบาๆ แสงสีขาวอมแดงสายหนึ่งปรากฏขึ้น ศีรษะของชายผู้นั้นก็พลันลอยขึ้น ตกลงไปในแม่น้ำเปี้ยนที่อยู่ไกลออกไป
เด็กหนุ่มมองดูแขนเสื้อของตนเอง ปลายกระบี่ครึ่งท่อนซ่อนอยู่ ‘ก็ยังใช้การได้ดีนี่นา’ เขาพึมพำกับตัวเองเสียงเบา
ยื่นมือไปคว้าจับร่มกระดาษน้ำมันที่ตกลงมา คนในชุดโต่วลี่และเสื้อกันฝนด้านหลังเริ่มกรูกันเข้ามา ใกล้เรือลำใหญ่
ยามนี้เรือลำใหญ่เริ่มสั่นไหว ดูเหมือนใต้ท้องเรือจะเกิดอะไรขึ้น จากนั้นเรือก็ค่อยๆ จมลงเล็กน้อย ราวกับมีน้ำในแม่น้ำทะลักเข้าไป
ภายในเรือนโคมเกิดเสียงตื่นตระหนก จากนั้นก็เกิดความโกลาหล ประตูเรือนโคมถูกถีบเปิดออก มีคนตะโกนลั่น “เกิดอะไรขึ้น ทำไมน้ำถึงทะลักเข้าใต้ท้องเรือ”
คนที่อยู่บนฝั่งวิ่งขึ้นเรือไปตามสะพานไม้ คนในชุดโต่วลี่และเสื้อกันฝนกับคนที่ออกมาจากประตูเรือนโคมก็เข้าต่อสู้กัน
เด็กหนุ่มยืนนิ่งอยู่ริมฝั่ง ดวงตาของเขาสว่างไสว ท่ามกลางความโกลาหลก็ไม่กะพริบตาแม้แต่น้อย
เงาร่างที่ถือทวนเหล็กอยู่ด้านหลังเขาก็ไม่ขยับเช่นกัน ราวกับเป็นเงา ตามติดอยู่ข้างกายเด็กหนุ่มตั้งแต่ต้นจนจบ
เรือลำนี้เป็นของพรรคเสื้อเขียว หนึ่งในเจ็ดพรรคแปดสมาคมของตงจิง เจ็ดพรรคในเมืองชั้นใน แปดสมาคมในเมืองชั้นนอก ไม่มีใครคาดคิดว่าพรรคเสื้อเขียวที่อยู่ในเมืองชั้นนอกจะมีเรืออยู่บนแม่น้ำเปี้ยนในเมืองชั้นในด้วย
และเรือลำนี้ ก็คือที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของพรรคเสื้อเขียวนั่นเอง
เด็กหนุ่มผู้นั้นก็คือจ้าวถี้ เขาให้ซางชีไปที่ตรอกเถียนสุ่ยเพื่อสังหารเหวยหู่แห่งพรรคพยัคฆ์ทมิฬ ส่วนตนเองก็มาดักรอเหยียนชิงอี หัวหน้าพรรคเสื้อเขียวอยู่ที่นี่
หัวหน้าพรรคเสื้อเขียวทำงานเป็นนักค้ามนุษย์ รองลงมาก็คือเปิดซ่องนางโลม มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับกุ่ยฝานโหลวใต้ดิน ว่ากันว่าหัวหน้าพรรคเหยียนชิงอีก็เป็นคนที่ออกมาจากกุ่ยฝานโหลว
การต่อสู้บนเรือลำใหญ่เป็นไปอย่างรวดเร็ว ไม่นานนัก เสียงอาวุธปะทะกันก็ค่อยๆ เงียบลง เห็นเพียงเงาร่างบอบบางสายหนึ่ง พลันปรากฏขึ้นกลางลำเรือ ใช้ปลายเท้าแตะศีรษะของผู้คนราวแมลงปอแตะผิวน้ำ ทะยานข้ามไปหลายครั้ง ก็กระโดดมาถึงริมฝั่ง
เงาร่างชุดดำด้านหลังจ้าวถี้ขยับตัวพุ่งเข้าไป ทวนเหล็กในมือฟาดออกเป็นแสงสีดำสายหนึ่งในยามค่ำคืน ราวกับมังกรวารีที่ปราดเปรียว
เงาร่างนั้นถือมีดสั้นรูปใบหลิวสองเล่ม ตวัดออกเป็นประกายดาบ ไขว้กันราวกับกรรไกร รีบตั้งรับอย่างรวดเร็ว
ทวนเหล็กของบุรุษชุดดำจ้วงแทงแล้วตวัด เงาร่างนั้นยากที่จะต้านทานได้ ยังไม่ถึงสามกระบวนท่า ก็ถูกทวนเกี่ยวลอยขึ้นสูง จากนั้นก็ฟาดลงกับพื้นอย่างแรง
ทุกคนเข้ามาดูก็เห็นว่าเป็นสตรีผู้หนึ่ง หน้าตาเหี้ยมเกรียม ถูกทวนแทงเข้าที่หน้าอก เลือดสดไหลทะลักออกมา สิ้นใจในที่เกิดเหตุแล้ว
ผู้ที่จำได้ก็พินิจดูอย่างละเอียดแล้วร้องเรียกชื่อออกมา นั่นคือหัวหน้าพรรคเสื้อเขียว เหยียนชิงอี
จ้าวถี้ที่อยู่ด้านหลังยิ้มเล็กน้อย มือหนึ่งถือโคม อีกมือหนึ่งถือร่ม หันกายกลับไป โจวทงแบกทวนเหล็กเดินตามราวกับเงา หายลับไปในสายลมและสายฝน...
สามวันต่อมา แสงแดดสดใส เป็นวันที่อากาศดีอย่างยิ่ง
บนถนนใหญ่ที่มุ่งหน้าลงใต้จากเมืองหลวง รถม้าคันหนึ่งกำลังวิ่งไปข้างหน้าอย่างไม่รีบร้อน
เด็กหนุ่มสวมชุดสีขาวราวหิมะ นั่งเอียงๆ อยู่ขอบรถ พิงอยู่กับตัวรถม้า
เขากำลังหลับตาเบาๆ ขนตายาวสั่นไหว ที่หูเหน็บก้านหญ้าสีเขียวสดไว้ก้านหนึ่ง ปากก็ฮัมเพลงเบาๆ
‘ยอดใบท้อนั้นแหลมคม’
‘ใบหลิวก็แผ่กิ่งก้านเต็มท้องฟ้า’
‘ท่านหมิงอากงผู้สูงศักดิ์’
‘โปรดฟังข้ากล่าววาจาเถิดหนา’
‘เรื่องนี้เกิดขึ้นที่ใด’
‘ณ เขาอู๋เลี่ยงแห่งต้าหลี่’
‘วังเจี้ยนหูแห่งเขาอู๋เลี่ยง’
‘มีต้วนผู้เฒ่าสาม...’
จ้าวถี้ยิ่งร้องก็ยิ่งอารมณ์ดี 'สิบกว่าปีแล้ว' 'ยังไม่เคยออกไปไกลจากเมืองหลวงแม้แต่ครึ่งก้าว' 'ตอนนี้ในใจเบิกบานอย่างยิ่ง' หันไปพูดกับโจวทงที่กำลังขับรถม้า “กวงจู่เคยไปต้าหลี่หรือไม่”
โจวทงวางแส้ม้าลง ก็อารมณ์ดีเช่นกัน หันกลับมายิ้ม “นายน้อย สมัยยังหนุ่มเคยไปมาสองหนขอรับ ตอนนั้นชอบท่องเที่ยว อยากจะเห็นทิวทัศน์ที่งดงามของโลกให้ทั่ว เดินทางไปทั่วภูเขาและแม่น้ำที่มีชื่อเสียง ไปมาหลายที่แล้วขอรับ”
จ้าวถี้มุมปากยกขึ้น “กวงจู่น่าอิจฉาจริงๆ ที่ต้าหลี่มีสหายเก่าที่พอจะไปพึ่งพิงได้บ้างหรือไม่”
โจวทงคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ก็มีสหายอยู่คนหนึ่งขอรับ เมื่อสองปีก่อนยังส่งจดหมายไปที่ส่านซี เรียกข้าไปดื่มเหล้าพูดคุยกันอยู่เลย”
จ้าวถี้นั่งตัวตรง “เป็นคนในยุทธภพด้วยหรือไม่”
ซูต้ายามนี้กระโดดจากหลังรถมาอยู่ด้านหน้า “ข้ามาขับรถเอง เฒ่าโจวจะได้คุยกับนายน้อยได้ถนัดๆ”
โจวทงส่งแส้ม้าให้ซูต้า “สหายผู้นี้ของข้าน้อยนับเป็นครึ่งหนึ่งของคนในยุทธภพขอรับ เขาแซ่หม่าชื่ออู่เต๋อ เป็นพ่อค้าชา ร่ำรวยและมีน้ำใจ มีนิสัยคล้ายเมิ่งฉางจวิน หากจอมยุทธ์ตกยากในยุทธภพไปขอพึ่งพิง ก็ย่อมต้องต้อนรับอย่างสุดความสามารถ ข้าน้อยเคยไปพักอยู่ที่บ้านเขาเดือนกว่าขอรับ”
จ้าวถี้สีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย “วรยุทธ์ของเขาเป็นอย่างไร”
โจวทงกล่าว “วรยุทธ์นั้นธรรมดามาก แต่เส้นสายดีอย่างยิ่ง ตราบใดที่เป็นคนที่รู้จักกัน ก็ล้วนแต่ให้หน้า ไม่ว่าจะเป็นเจ้าสำนัก หรือหัวหน้าพรรค ก็ล้วนแต่เรียกเขาว่าพี่ห้าหม่า”
จ้าวถี้พยักหน้า เผยรอยยิ้มออกมา
'หม่าอู่เต๋อที่โจวทงพูดถึง' 'น่าจะเป็นคนเดียวกับที่พาต้วนอวี้ขึ้นไปเป็นแขกที่วังเจี้ยนหูแห่งเขาอู๋เลี่ยง' 'ปรมาจารย์เฒ่าหม่าอู่เต๋อแห่งผู่เอ๋อร์ เตียนหนาน'
[จบแล้ว]