- หน้าแรก
- รูมเมตของฉันเป็นดาบ
- บทที่ 28 - หนีออกจากบ้าน
บทที่ 28 - หนีออกจากบ้าน
บทที่ 28 - หนีออกจากบ้าน
2017 เดือน 6 วันที่ 10 ยามค่ำ
ตอนหวังจิ่วกลับมาถึงสวนสกุลเสิ่น ก็เห็นพาหนะของเขานอนหงายอยู่บนเตียง พลิกอ่านนิตยสารแฟชั่นด้วยความเบื่อหน่าย
แม้สาวน้อยจะพยายามเก๊กท่าว่า 'ฉันป่วยลุกไม่ขึ้นเลยจำใจต้องมาอ่านนิตยสารแฟชั่นแก้เซ็ง' แต่ประกายวิบวับในดวงตาก็เปิดเผยความในใจจนหมดเปลือก
และก่อนที่หวังจิ่วจะเอ่ยปาก สาวน้อยก็รีบปิดนิตยสาร ชิงถามก่อน "เป็นไงบ้าง ราบรื่นไหม?"
หวังจิ่วตอบ "ก็ดี หาที่เจอ เผากระดาษกับจดหมายเรียบร้อย"
"งั้น... ก็ดี ขอบใจนะ"
"ไม่เป็นไร อ้อ จะบอกว่า ข้าเจอแม่เจ้าด้วยนะ"
คิ้วสาวน้อยขมวด ก็แหงสิ ไปเยี่ยมหลุมศพก็ต้องเจอ... เดี๋ยว หมายความว่า... ลมหายใจของหลี่ชิงหมิงเริ่มติดขัด
"นะ นาย นายหมายความว่า นายเจอ... วิญญาณแม่ฉันเหรอ?"
หวังจิ่วตอบ "ใช่ เป็นผู้หญิงที่สวยมาก"
"อื้อ ท่านสวยจริงๆ" หลี่ชิงหมิงนึกถึงภาพแม่แล้วก็เคลิ้ม
หวังจิ่วเองก็ประทับใจผู้หญิงที่เหมือนว่าวคนนั้นไม่น้อย วิจารณ์ว่า "แม้สำหรับอายุรุ่นราวคราวเดียวกับนาง รูปร่างจะดูเล็กกะทัดรัดไปหน่อย การแต่งตัวก็ดูหรูหราฟู่ฟ่าเกินไปนิด แต่ก็มีความงามที่ประณีตเป็นเอกลักษณ์ น่าชื่นชม"
"...เดี๋ยว นายพูดเรื่องอะไร? รูปร่างกะทัดรัด? แต่งตัวหรูหรา?!"
แม่ในความทรงจำของหลี่ชิงหมิง เสิ่นเยว่เอ๋อ คือหญิงสาวร่างสูงโปร่งมีน้ำมีนวล หน้าตาสวยหวานหยาดเยิ้ม มักจะมีรอยยิ้มอ่อนโยนประดับใบหน้า นิสัยไม่ถือตัว เสื้อผ้าสะอาดสะอ้านแต่เรียบง่าย ไม่แต่งหน้าทาปาก เป็นผู้หญิงที่เรียบง่ายเหมือนสายน้ำ
นี่มันคนละเรื่องกับที่หวังจิ่วบรรยายเลย!
"หวังจิ่ว หวังจิ่ว วาดรูปคนที่นายเจอให้ดูหน่อย"
ครู่ต่อมา ภาพเหมือนเสร็จสมบูรณ์ หลี่ชิงหมิงทำหน้าเหมือนเห็นผี "ลู่เซิน?!"
"ใช่" หวังจิ่วบอก "เป็นทายาทคนรู้จักเหมือนกัน เสียดายที่ไม่ได้รับถ่ายทอดแก่นแท้สายเลือดบรรพบุรุษมาเหมือนเจ้า เนตรหยินหยางของลู่จินถงมาถึงนางก็เหลือแค่..."
"ลู่เซินนังผู้หญิงคนนั้นจะมานับเป็นแม่ฉันได้ไง!?"
หวังจิ่วเห็นด้วย "นั่นสิ ดูจากภายนอกเหมือนพี่สาวเจ้ามากกว่า"
"ฉันไม่เอาพี่สาวแบบนั้นหรอก! ผู้หญิงใจร้าย ขี้อิจฉา แถมยังงก... พี่สาวบ้านไหนเขาตัดค่าขนมน้องสาวกัน!?" หลี่ชิงหมิงก่นด่าด้วยความโกรธ ก่อนจะตั้งสติได้ "เดี๋ยวสิ นายเจอลู่เซินที่หลุมศพแม่ฉันเหรอ!? นางไปทำอะไร?"
หวังจิ่วนึกถึงพฤติกรรมของลู่เซิน แล้วสันนิษฐาน "น่าจะไปไหว้หลุมศพล่ะมั้ง ถึงจะดูเหมือนไม่ได้เตรียมกระดาษเงินกระดาษทองไปก็เถอะ"
หลี่ชิงหมิงโพล่งออกมา "ไหว้หลุมศพบ้านไหนไม่เอากระดาษเงินไป?!"
"..."
"ขอโทษ ทีฉันใส่อารมณ์ไปหน่อย ฉันแค่คาดไม่ถึงว่านางจะไปไหว้หลุมศพแม่ ตอนแม่ยังมีชีวิตอยู่ สองคนนี้ไม่ค่อยจะลงรอยกันเท่าไหร่..."
หวังจิ่วสันนิษฐานอย่างมีเหตุผล "งั้นนางอาจจะอยากไปเยาะเย้ยแม่เจ้าหน้าหลุมศพ?"
"...ไม่หรอก" หลี่ชิงหมิงพูดเสียงเบา "ถึงนางจะน่ารำคาญ แต่ก็ไม่ใช่คนต่ำช้าขนาดนั้น"
เงียบไปครู่หนึ่ง หลี่ชิงหมิงถามต่อ "แล้วมีอะไรอีกไหม?"
หวังจิ่วตอบ "นอกจากนั้น ข้ายังเจอพ่อเจ้าด้วย"
"เขาเหรอ อืม ก็ยังนับว่ามีจิตสำนึกอยู่บ้าง ไม่ลืมวันครบรอบวันตายแม่ ว่าแต่สองคนนั้นเห็นนายแล้วพูดอะไรบ้าง? ดูไม่ออกใช่ไหมว่าเป็นนาย?"
"เกือบไป พ่อเจ้าแม้ฝีมือจะงั้นๆ แต่พรสวรรค์ดีจริง ฝึกจิตฝึกกระบี่แล้วยังไม่ลืมฝึกเนตร 'เนตรทำลายภาพลวงตา' เกือบจะสมบูรณ์แบบ... ถ้าไม่ใช่เพราะเขาไม่ได้สงสัยข้าจริงจัง เคล็ดกระบี่มายาขั้นต้นของข้าคงตบตาเขาไม่ได้"
หลี่ชิงหมิงพึมพำ "เขาเป็นพวกบ้าฝึกวิชาตัวพ่อ นอกจากฝึกวิชาก็แทบไม่สนใจอะไรเลย แม่ฉันชอบความมุ่งมั่นของเขาตรงนี้แหละ... แล้ว พวกเขาพูดอะไรกันบ้าง?"
หวังจิ่วนึกย้อน "ก็พูดไม่เยอะ ส่วนใหญ่เป็นแม่เลี้ยงเจ้าที่บ่นไม่พอใจข้าตลอด"
หลี่ชิงหมิงไม่แปลกใจ "นางไม่ชอบขี้หน้าฉันมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว"
หวังจิ่วกะจะอธิบายว่าความไม่พอใจของลู่เซินพุ่งเป้ามาที่ตัวเขา หวังจิ่วในร่างชิงหมิง ไม่ใช่ตัวนาง แต่เห็นหลี่ชิงหมิงไม่อยากเจาะลึกประเด็นนี้ ก็เลยข้ามๆ ไป
"หลังจากนั้น สองคนนั้นก็ใช้ 'การส่งเสียงทางจิต' คุยความลับกัน ข้าได้ยินมาแค่บางส่วน ต้องขอบคุณที่แม่เลี้ยงเจ้ามีระดับพลังจิตไม่สมดุลกับพลังปราณ เวลาใช้วิชาเลยมีช่องโหว่เพียบ"
"อืม ไม่แปลก"
ลู่เซินแม้จะเป็นคุณหนูตระกูลลู่ หนึ่งในเจ็ดตระกูลใหญ่ แต่ไม่ได้สืบทอดสายเลือดด้านการบำเพ็ญเพียรมาเท่าไหร่ ถ้าไม่ได้เกิดมารวย มีคนป้อนยาวิเศษไม่ขาด มีผู้ฝึกตนระดับสูงมาช่วยทะลวงลมปราณให้ ไม่มีทางขึ้นมาถึงขั้นพลิกพิรุณได้ แต่พลังจิตมันให้คนอื่นช่วยฝึกแทนยาก ต่อให้อัดยาบำรุงจิตแค่ไหน จิตสมาธิของลู่เซินก็ยังอ่อนแอ ไม่มีวี่แววว่าจะควบแน่นเป็น 'ยวนเสิน' (จิตวิญญาณดั้งเดิม) ได้เลย การควบคุมพลังระดับพลิกพิรุณเลยตะกุกตะกัก ใช้วิชาทีไรก็มีช่องโหว่ให้เห็น
แต่ยังไงก็ระดับพลิกพิรุณ ถือเป็นยอดฝีมือในวงการเซียน การส่งเสียงทางจิตของนางดันโดนหวังจิ่วที่เป็นกระบี่ทื่อระดับขาวแอบฟังได้...
ลู่เซินนี่มันความอัปยศของวงการยอดฝีมือจริงๆ! หลี่ชิงหมิงคิดอย่างสะใจ
"พวกเขาคุยอะไรกัน?"
หวังจิ่วตอบ "ประมาณว่า พ่อเจ้าบอกว่าเจ้าโตขึ้นเปลี่ยนไปเยอะ แม่เลี้ยงเจ้าบอกว่าเป็นเพราะเจ้าไปฝึกวิชาของสำนักอื่น แล้วก็พูดถึงเรื่องผู้สืบทอด"
หลี่ชิงหมิงหน้ามืดลงทันที "มีอะไรให้พูด พวกเขาไม่ได้กะให้ฉันสืบทอดตระกูลอยู่แล้วนี่"
หวังจิ่วบอก "รายละเอียดข้าได้ยินไม่ชัด แต่เหมือนแม่เลี้ยงเจ้าจะพูดประโยคหนึ่งว่า 'อาศัยเจ้าลูกทึ่มที่ได้นิสัยคุณกับพรสวรรค์ฉันไปนั่น จะเป็นผู้นำตระกูลได้ก็บ้าแล้ว!'"
"นาง... นางยังมีหน้ามาพูดเรื่องพรสวรรค์อีกเหรอ!" หลี่ชิงหมิงโกรธจนหน้าแดง "แล้วพ่อว่าไง?"
"ประโยคต่อจากนั้นข้าไม่ได้ยินแล้ว"
"...เล่าเรื่องครึ่งๆ กลางๆ นายนี่มันไม่ได้เรื่องเลย!"
หวังจิ่วเสนอ "ถ้าเจ้าไม่ถือสา ข้าใช้จินตนาการแต่งเติมให้จบก็ได้นะ"
"ไม่ต้อง ไม่ต้องแต่ง ฉันเดาเองได้" หลี่ชิงหมิงพูด "ลู่เซินไม่ชอบฉันมาตลอด—จริงๆ ฉันก็เข้าใจนางนะ ถ้าฉันเป็นนาง ก็คงไม่ชอบลูกสาวศัตรูหัวใจเหมือนกัน แถมฉันยังเป็นลูกเมียน้อย ตำแหน่งผู้สืบทอดตระกูลหลี่ไม่เคยเกี่ยวกับฉันอยู่แล้ว ส่วนอู๋ซวง... เขาเป็นเด็กดี น่าจะเป็นผู้นำตระกูลที่ดีได้ ส่วนพ่อ เขาไม่ใช่คนเลว เขาแค่... ไม่รักฉัน ไม่สนใจฉันเท่านั้นเอง แต่ว่า ถ้าแม้แต่พ่อยังไม่รักฉัน แล้วในโลกนี้จะมีใครรักฉันอีกล่ะ?"
พูดจบ สายตาของหลี่ชิงหมิงก็ลอยไปที่กระบี่ยาวที่แขวนอยู่กลางห้อง
หวังจิ่วมองตามสายตานางออกไปข้างนอก พระอาทิตย์ตกดินสีเลือด วิญญาณต้นไม้ทอดเงายาวเหยียดลงบนลานบ้าน
"เจ้ามองอะไร?"
"...เปล่า"
"เจ้ากำลังกัดฟันกรอดๆ อยู่เหรอ? การกัดฟันบ่อยๆ จะทำให้ฟันสึกหรอมากเกินไป ดังนั้น..."
"หุบปาก!"
...
ในห้องเงียบไปพักใหญ่ จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงถอนหายใจของหลี่ชิงหมิง
"หวังจิ่ว นายคิดว่า ฉันยังนับเป็นคนตระกูลหลี่ได้ไหม?"
"..."
"เอาล่ะ ไม่ต้องหุบปากแล้ว พูดเถอะ"
หวังจิ่วจึงกล่าว "ในแง่การสืบทอดทางสายเลือด เจ้าย่อมสืบทอดเลือดเนื้อของตระกูลหลี่และตระกูลเสิ่น ในแง่สายพันธุ์ ดัชนีไอคิว 3.3 ยังอยู่ในขอบเขตของมนุษย์..."
"ไม่ ฉันหมายความว่า สภาพฉันตอนนี้ ต่างอะไรกับคนนอก?" หลี่ชิงหมิงพูด "ดูสิ นอกจากสายเลือดแล้ว ตอนนี้ฉันฝึกเพลงกระบี่วายุไล่ล่าของสายนอก กายาราชันย์คงกระพันก็นายสอนให้ ไม่เกี่ยวกับตระกูลหลี่ เงินเดือนแค่ 9 ตำลึง มีก็เหมือนไม่มี แล้วบ้านหลังนี้... ตอนนี้ก็เป็นบ้านของฉันแล้ว เพราะงั้น ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองไม่เกี่ยวข้องอะไรกับตระกูลหลี่แล้ว"
หวังจิ่วนึกถึงคำถามที่ลู่เซินเคยถามขึ้นมาทันที
"ข้าเข้าใจแล้ว เจ้ากำลังรู้สึกว่าปีกกล้าขาแข็งแล้ว สามารถแยกตัวออกจากตระกูล ทำอะไรตามใจชอบได้แล้วสินะ"
"สภาพแบบนี้จะเรียกว่าปีกกล้าขาแข็งได้ยังไง" หลี่ชิงหมิงยิ้มขมขื่น "อายุ 14 เพิ่งผ่านกำแพงวายุ แม้จะมีพลังสายเลือด แต่เพลงกระบี่ที่เข้ามือสักชุดก็ยังไม่มี นอกจากกระบี่ขาวเล่มเดียว ของวิเศษยันต์อาคมอะไรก็ไม่มี..."
"พูดให้ถูกคือ เจ้าไม่ได้มีกระบี่ขาว เพราะความสัมพันธ์ของเจ้ากับข้า คือเจ้าเป็นของข้า"
หลี่ชิงหมิงถลึงตาใส่หวังจิ่วอย่างเคืองๆ "...ฉันแค่อยากจะบอกว่า แม้ตอนนี้สถานการณ์ฉันจะแย่ แต่ต่อให้อยู่ในตระกูลหลี่ต่อไป ก็มีแต่จะกลุ้มใจเปล่าๆ หลี่เฟิงอวิ๋นกับลู่เซินทำท่าแบบนั้น คงไม่เห็นฉันเป็นลูกสาวตระกูลหลี่แล้วล่ะ"
หวังจิ่วแทรกถาม "ขอขัดจังหวะหน่อย ข้ามีคำถาม ในมุมมองของเจ้า พวกเขาควรทำยังไง ถึงจะเรียกว่าเห็นเจ้าเป็นลูกสาวตระกูลหลี่?"
"..." หลี่ชิงหมิงโดนถามจนอึ้ง
หวังจิ่วพูดต่อ "ตามความสัมพันธ์ในครอบครัวทั่วไป พ่อแม่ควรจะตามใจลูกหลานบ้างเป็นบางครั้ง ดังนั้น ความสัมพันธ์ในอุดมคติของเจ้ากับหลี่เฟิงอวิ๋นและลู่เซิน คงประมาณนี้ใช่ไหม?"
หวังจิ่วพูดไปวาดรูปไป แป๊บเดียวก็ได้ภาพ 'ครอบครัวสุขสันต์' ออกมา ในภาพมีพ่อแม่ลูกสามคน หลี่เฟิงอวิ๋นกับลู่เซินหน้าตาใจดี เดินเคียงคู่กัน หลี่ชิงหมิงยืนตรงกลาง จูงมือทั้งสองคน ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มแห่งความสุข
"ว้ากกกกก นี่มันรูปผีบ้าอะไรเนี่ย!" หลี่ชิงหมิงดูแวบเดียวก็ร้องโหยหวนด้วยความสยอง "เอาออกไป! เอาออกไปไกลๆ! จะอ้วก!"
"แล้วเจ้าอยากได้แบบไหนล่ะ?"
หลี่ชิงหมิงฮึดฮัด จู่ๆ ก็ปิ๊งไอเดีย "หวังจิ่ว หวังจิ่ว นายวาดรูปเก่ง ช่วยวาดรูปนี้ให้หน่อยสิ รูปที่ฉันเหยียบลู่เซินไว้ใต้เท้า แล้วก็ขยี้ๆๆ แบบสะใจ..."
"เจ้าแน่ใจนะว่านั่นคือความสัมพันธ์ในครอบครัวในอุดมคติ?"
"...ก็จริงของนาย ฉันมันเด็กน้อยเกินไป อีกอย่าง สภาพตอนนี้ จะให้ญาติดีกันยังไงมันก็รู้สึกทะแม่งๆ หึ ความสัมพันธ์ครอบครัวฉันมันเกินเยียวยาแล้วล่ะ"
หวังจิ่วคิด "ก็ไม่แน่เสมอไป ถ้าพวกเขาให้เงินเจ้าเยอะๆ ล่ะ?"
"...เท่าไหร่?"
"เจ้าคิดว่าไงล่ะ?"
หลี่ชิงหมิงเชิดหน้า "ดูจากการที่พวกเขาเย็นชากับฉันมาหลายปี อย่างน้อยต้องสักแสนหินวิญญาณถึงจะพอคุยกันได้!"
ผ่านไปครู่หนึ่ง หลี่ชิงหมิงถอนหายใจ "ช่างเถอะ มันไม่ใช่เรื่องเงินหรอก หวังจิ่ว ถ้า... ฉันหมายถึงถ้าสมมติว่า ฉันเลือกที่จะออกจากตระกูล ไปเร่ร่อนท่องยุทธภพ นายจะยังยินดีติดตามฉันไปไหม?"
หวังจิ่วตอบอย่างงุนงง "คำถามโง่ๆ เวลาเจ้าเลี้ยงหมู เจ้าสนด้วยเหรอว่ามันจะฮอตในเล้าหมูไหม? ข้าก็ต้องอยู่กับเจ้าสิ เพราะเจ้าเป็นพาหนะของข้านี่นา"
"...ฉัน... ฉันไม่รู้เลยว่าควรจะขอบคุณนายดีไหมเนี่ย"
[จบแล้ว]