- หน้าแรก
- รูมเมตของฉันเป็นดาบ
- บทที่ 20 - นักเขียนวัยกลางคน
บทที่ 20 - นักเขียนวัยกลางคน
บทที่ 20 - นักเขียนวัยกลางคน
ตามเอกสารที่พนักงานสาวให้มา หวังจิ่วออกจากหอคอยสมาคมไม่นาน ก็มาหยุดอยู่หน้าเรือนหนังสือที่วิจิตรบรรจงแห่งหนึ่ง
เรือนหนังสือแห่งนี้ตั้งอยู่ใจกลางเมือง กินพื้นที่ไม่มาก แต่กำแพงสี่ด้านที่มีกลิ่นอายพลังวิญญาณแฝงเร้น และหอเก็บหนังสือที่ลอยอยู่กลางอากาศครึ่งหนึ่ง บ่งบอกถึงความมั่งคั่งของเจ้าของบ้าน แม้จะไม่รู้เรื่องโลกใหม่มากนัก แต่หวังจิ่วก็ดูออกว่าของขวัญมือใหม่ชิ้นนี้คุ้มค่าสุดๆ
หินวิญญาณชั้นดี 20 ก้อน กับตราหยกขาวลายสนหนึ่งชิ้น ตามราคากลางในคู่มือสมาคมที่โถงชั้นหนึ่ง มูลค่าไม่ต่ำกว่าห้าหมื่นตำลึงเงิน อย่าว่าแต่คนธรรมดาเลย สำหรับผู้ฝึกตน—โดยเฉพาะมือใหม่ นี่คือทรัพย์สินก้อนโต ถ้าไม่ใช่เพราะภารกิจนี้โดนตีกลับมาเกินสามครั้ง จนสมาคมต้องอัดฉีดโบนัสเพิ่ม 200% ตามกฎ ต่อให้เป็นภารกิจร้อยตระกูลที่ขึ้นชื่อว่าป๋า ก็คงไม่จ่ายหนักขนาดนี้
"หึหึ พาหนะแซ่หลี่ ข้าอยากเห็นหน้าเจ้าตอนข้าขนเงินรางวัลกลับไปจริงๆ คงเต็มไปด้วยความพ่ายแพ้และเจ็บใจน่าดู"
...
เคาะประตูอยู่นาน ชายวัยกลางคนหนวดเคราเฟิ้ม ผมขาวแซม ดูกระเซอะกระเซิง ขอบตาดำคล้ำ หน้าผากเถิก ก็เดินออกมา มองเจ้าเตี้ยที่ห่อหุ้มด้วยผ้าลายดอกพร้อยตรงหน้าด้วยสายตาระแวง
"หา? แกเป็นใคร? ถ้ามาขายตรงเสื้อผ้าแฟชั่นก็ไสหัวไปไกลๆ"
หวังจิ่วยื่นกระดาษ 'ข้ามาคัดลอกหนังสือ'
ตาชายกลางคนเป็นประกาย "ฮ้า สื่อสารผ่านตัวอักษร? ฉันชอบนะ... ยกเว้นลายมือแก เดี๋ยวสิ แกมาคัดลอกหนังสือ!? ด้วยมือที่เขียนไอ้ตัวหนังสือพวกนี้เนี่ยนะ?"
หวังจิ่วยื่นกระดาษอีกแผ่น 'ใช่ และถ้าพวกเจ้าชอบย้ำคำถามเดิมซ้ำซาก มันรังแต่จะสิ้นเปลืองทรัพยากรโดยใช่เหตุ อีกอย่างข้ากระดาษหมดแล้ว'
ชายกลางคนเม้มปากแน่น เงยหน้ามองฟ้า "โลกนี้ช่างโหดร้ายกับคนมีพรสวรรค์จริงๆ ช่างเถอะ เข้ามาสิ ยังไงภารกิจนี้ก็โดนตีกลับมาสามรอบแล้ว ฉันไม่มีทางเลือกอื่น... พระเจ้าช่วย เดดไลน์บ้าบอนี่!"
หวังจิ่วเดินตามเข้าไปอย่างงงๆ พอข้ามธรณีประตู บรรยากาศก็เปลี่ยนไป ข้างนอกแดดเปรี้ยง แต่พอเข้าประตูมา ฟ้าก็มืดตึ๊ดตื๋อ ความชื้นพุ่งปะทะหน้า
ในลานบ้านฝนตกกระหน่ำอย่างหนัก นอกจากทางเดินกรวดเล็กๆ จากประตูสู่ตัวบ้าน พื้นที่อื่นน้ำท่วมเจิ่งนองไปหมด
"ฮ่าฮ่า เป็นไง ลานบ้านที่ฉันออกแบบเอง สมบูรณ์แบบสำหรับนักสร้างสรรค์! ท้องฟ้ามืดมิด ฝนตกตลอดคืน ในห้องมีแสงเทียนสว่างไสว นอกจากเดดไลน์แล้ว ฉันไม่กลัวอะไรทั้งนั้น!"
ชายวัยกลางคนคุยโวด้วยเสียงที่แหบแห้งไร้พลัง แล้วหันมาถามหวังจิ่ว "เป็นไง? ต่อให้แกเป็นแค่มือใหม่จนกรอบที่เพิ่งทะลวงกำแพงวายุ เห็นฉากนี้แล้วน่าจะรู้สึกอะไรบ้างสิ คิดอะไรได้ก็พูดออกมาเลย"
หวังจิ่วเงียบกริบตามคาด
สีหน้าชายกลางคนเปลี่ยนทันที "ฮะ ไม่มีอะไรจะพูด? สักคำก็ไม่มี!? สมาคมสงเคราะห์มีแต่พวกสมองกลวงจริงๆ! ช่างเถอะ แกไปซะ ฉันไม่ต้องการคนสมองกลวงมาคัดลอกงานของฉัน!"
พูดจบก็จะสะบัดแขนไล่ แต่เห็นเจ้าเตี้ยลายดอกยืนนิ่งไม่ไหวติง ก็ยิ่งโมโห
"ทำไม ไม่อยากไป? คิดว่าไร้สาระ ไม่ยุติธรรม? แกยังบอกไม่ได้เลยว่าลานบ้านฉันดียังไง แล้วจะเข้าใจความยิ่งใหญ่ของผลงานที่เกิดจากที่นี่ได้ไง? ถ้าไม่มีอารมณ์ร่วมกับงานสักนิด สิ่งที่แกคัดลอกออกมาก็เป็นแค่ยันต์กันผี เป็นการดูถูกงานของฉันอย่างร้ายแรง! ฉันออกภารกิจร้อยตระกูลเพื่อการกุศล ไม่ใช่เพื่อหยามตัวเอง! เข้าใจแล้วก็รีบไสหัวไป! บอกไว้ก่อนนะ อย่ามาลูกไม้กับฉัน อย่าเห็นว่าฉันเป็นแค่นักเขียนชื่อดังแล้วจะไม่มีแรงเชือดไก่ ฉันมีตบะระดับ 'ขั้นพลิกพิรุณ' พลิกพิรุณที่มาจาก ก่อวายุ เมฆาโหม พลิกเมฆาพลิกพิรุณนั่นแหละ! สูงกว่าแกตั้งสามขั้นใหญ่ บี้แกตายง่ายเหมือนบี้มด!"
ชายกลางคนตะโกนด่า แต่หวังจิ่วก็ยังนิ่งเฉย พอเขาจะวางมาดนักประพันธ์ ลงมือไล่ตะเพิดเด็กใหม่ไม่รู้ความ ก็สังเกตเห็นตัวหนังสือแถวหนึ่งที่ปลายเท้าเจ้าเตี้ยลายดอก เขียนด้วยน้ำฝนบนพื้น ลายมือเดียวกับในกระดาษเปี๊ยบ
'ก็บอกแล้วไงว่ากระดาษหมด'
บรรยากาศในลานบ้านกระอักกระอ่วนขึ้นมาทันที ชายกลางคนเงียบไปนาน จู่ๆ ก็รู้สึกเหนื่อยใจอย่างบอกไม่ถูก
"ช่างเถอะ ตามมา อย่างน้อยจะให้ลองคัดสักสองเล่มก่อน แล้วค่อยชี้ให้เห็นข้อบกพร่องอย่างสมเหตุสมผล ค่อยไล่แกไป"
เดินตามชายกลางคนเข้าห้อง ก็สัมผัสได้ถึงความเย็นสบาย
"แม้จะมีนักเขียนหลายคนชอบเขียนงานข้างเตาผิง แต่อุณหภูมิที่ต่ำพอเหมาะจะช่วยให้สมองแล่น กระตุ้นแรงบันดาลใจ" ชายกลางคนอธิบายส่งๆ แล้วก็มาถึงห้องหนังสือ
ห้องหนังสือนี้ก็ขยายด้วย 'วิชาขยายมิติ' เหมือนกัน กว้างขวางมาก มองไปเห็นชั้นหนังสือนับร้อย กองหนังสือสูงเป็นภูเขา และโต๊ะเขียนหนังสือที่เต็มไปด้วยพู่กันหมึกกระดาษนับสิบตัว กระจายอยู่ทั่วห้อง เห็นได้ชัดว่าเพื่อให้นักเขียนทำงานได้ทุกที่ทุกเวลา
"เอาล่ะ เครื่องเขียนครบครัน... คัดเล่มนี้ให้ฉันดูก่อน อีกสี่ชั่วโมง (สองชั่วยาม) ฉันจะมาตรวจ"
พูดจบ ชายกลางคนก็โยนสมุดปกสีน้ำเงินให้ แล้วก้มหน้าก้มตาทำงาน ไม่สนหวังจิ่วอีก
หวังจิ่วรับสมุดมาดู หน้าปกเขียนว่า "วิพากษ์จุดอ่อนจุดแข็งวรยุทธ์ชิงอวิ๋น" โดย หลี่จิงหลุน
ฮะ คนแซ่หลี่อีกแล้ว!
หวังว่าตาคนที่เรียกตัวเองว่านักเขียนนี่ จะไม่ได้รับถ่ายทอดสายเลือดปัญญาอ่อนระยะเริ่มต้นมาจากหลี่ชิงหมิงนะ...
หวังจิ่วหาโต๊ะว่างนั่งลง เปิดสมุดเริ่มลงมือคัดลอก เนื่องจากในโลกแห่งกระบี่มี 'ค่ายกลรวมวายุ' จ่ายพลังงาน บวกกับค่ายกลเชิดวัตถุที่เพิ่งสร้างใหม่หลายวง ความเร็วรัวพู่กันของหวังจิ่วเลยเร็วจี๋ แป๊บเดียวก็คัดไปได้เกินครึ่งเล่ม แต่ยิ่งคัดยิ่งรู้สึกทะแม่งๆ จนต้องหยุดปากกา เตรียมจะเรียกหลี่จิงหลุนมาคอนเฟิร์ม
แต่พอหยุดเขียน หวังจิ่วเพิ่งนึกได้ว่ามีปัญหาทางเทคนิค ระหว่างบูรณะโลกแห่งกระบี่ เขายังไม่ได้สร้างอุปกรณ์ออกเสียง เลยพูดเหมือนคนปกติไม่ได้
เขาเลยต้องเขียนคำถามใส่กระดาษ พับเป็นรูปกระบี่บิน แล้วปาออกไป
ปัก เข้ากลางกบาล
หลี่จิงหลุนของขึ้น "แกเป็นบ้าอะไร!? ไม่เห็นเหรอว่าฉันกำลังเขียนหนังสือ!"
หวังจิ่วเขียนกระดาษต่อ
"พอได้แล้ว! แกพูดไม่ได้หรือไง! แก..." ด่าได้ครึ่งเดียว หลี่จิงหลุนก็เห็นข้อความในกระดาษ ตะลึงไปแวบหนึ่ง แล้วระเบิดอารมณ์หนักกว่าเดิม "แกพูดว่าอะไรนะ หนังสือฉันมีที่ผิด?! ฉะ ฉันอุตส่าห์เมตตาให้แกมาคัดหนังสือในห้องหนังสือที่สมบูรณ์แบบนี้ แกกลับคัดออกมาเป็นขยะพรรค์นี้!? แกประสาทกลับหรือไง? กะ แกเป็นผู้ฝึกตนจากไหน ฉันจะเขียนบทความประณามโคตรเหง้าแก!"
กระบี่กระดาษอันที่สองร่อนมา
หลี่จิงหลุนกะจะใช้พลังระดับพลิกพิรุณอันสะท้านฟ้าสกัดกระบี่กระดาษกลางอากาศ—สำหรับเขาแค่ใช้จิตสมาธิอันแข็งแกร่งก็ทำได้แล้ว—แต่พอหางตาเหลือบเห็นชุดตัวเลขบนกระดาษ ก็ชะงักกึก
ตัวเลขชุดนั้น ดูเหมือนจะมีปัญหาจริงๆ
เขาคลี่กระบี่กระดาษออกอย่างเงียบๆ อ่านทุกตัวอักษรอย่างตั้งใจ—แม่เจ้าโว้ย ยิ่งดูยิ่งปวดตา คนที่เขียนลายมือแบบนี้เอาความกล้ามาจากไหนมารับงานคัดหนังสือฟระ!?
แต่อีกมุมหนึ่ง ทุกตัวอักษรบนนั้นเหมือนสายฟ้าฟาดที่ถล่มทลายโลกทัศน์ของเขา
"บทที่ 7 หัวข้อที่ 16 ตารางที่ 3 สูตรคำนวณความสัมพันธ์ระหว่างความเร็วและความเสียหายของ 'เคล็ดกระบี่วายุพิรุณ' มีข้อผิดพลาดในการคำนวณ ดังนี้..."
หลี่จิงหลุนใช้เวลาแค่พริบตาเดียวก็พิสูจน์ได้ว่าสิ่งที่เขียนในกระดาษนั้นถูกต้อง
มันเป็นข้อผิดพลาดเล็กจิ๋ว แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า... คำนวณผิด แม้มันจะเป็นแค่หนึ่งในร้อยในพันสูตรของหนังสือทั้งเล่ม แต่พอโดนจิ้มออกมาแบบนี้ มันเด่นหราทิ่มตาจริงๆ
ผ่านไปนาน หลี่จิงหลุนถอนหายใจยาว แล้วฉีกกระดาษเป็นชิ้นๆ เผาทำลายหลักฐานด้วยไฟในฝ่ามือจนไม่เหลือซาก
จากนั้น เขาทำหน้าขรึม จ้องหวังจิ่วด้วยดวงตาปลาตายที่เหนื่อยล้า
"แก... รู้ไหมว่าแกทำอะไรลงไป?"
หวังจิ่วเริ่มพับกระบี่กระดาษอันที่สาม
"พอ! ฉันไม่ได้ให้แกตอบจริงๆ!" หลี่จิงหลุนคำราม แล้วเสียงก็ค่อยลง "ก่อนอื่น ยินดีด้วย แกหาจุดผิดของฉันเจอจริงๆ ตอนที่ฉันเขียนสูตรนั้น ในหัวดันนึกถึงกลอนรักของ 'ซานเซิงสือ' ขึ้นมา นักเขียนนิยายรักน้ำเน่าเกรดต่ำพรรค์นั้น ทำลายความเป็นศิลปะอันวิจิตรของงานฉันจริงๆ แต่ว่า 'วิพากษ์จุดอ่อนจุดแข็งวรยุทธ์ชิงอวิ๋น' เป็นผลงานที่ฉันตีพิมพ์เมื่อ 5 ปีก่อน ขายดีถล่มทลาย ประสบความสำเร็จอย่างสูง แค่ในเมืองชิงอวิ๋นก็ขายไปกว่าสองแสนเล่ม ไม่ต้องพูดถึงที่อื่น ฉัน หลี่จิงหลุน คือนักเขียนเบสต์เซลเลอร์ที่ขึ้นชื่อเรื่องมุมมองที่เฉียบคมและเป็นเอกลักษณ์ ถ้าฉันทำให้ผลงานตัวเองสมบูรณ์แบบไร้ที่ติไม่ได้ ผู้อ่านจะผิดหวังในตัวฉันมาก! ดังนั้น การค้นพบของแก หมายถึงหายนะทางสิ่งพิมพ์ครั้งใหญ่ที่มีผู้เสียหายหลายแสนหรืออาจถึงล้านคน! การค้นพบของแก ทำให้ผู้อ่านนับล้านสูญเสียไอดอลของพวกเขา นี่มันวิกฤตศรัทธา! แกเข้าใจไหม?"
หวังจิ่วเริ่มพับกระบี่กระดาษอันที่สี่
"พอ! ฉันแค่ถามเปรยๆ! ไม่ต้องการคำตอบ คำถามเดียวที่ฉันจะถามจริงๆ คือ แกจะทำยังไงถึงจะเก็บความลับนี้ไปตลอดกาล?"
หวังจิ่วยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ
หลี่จิงหลุนอธิบาย "ขอแค่แกไม่พูด ก็ไม่มีใครสนหรอกว่าความสัมพันธ์ความเร็วกับความเสียหายของเคล็ดกระบี่วายุพิรุณจะเป็นยังไง วิชาดาบที่คิดค้นเมื่อ 200 ปีก่อนแบบนั้นน่าจะสาบสูญไปได้แล้ว! อีกอย่างความผิดพลาดของฉันมันเล็กน้อยมาก ถ้าแกไม่เอาปากกาแดงวงไว้ ฉันเองยังดูไม่ออกเลย! เพราะงั้น แกจะหุบปากด้วยวิธีไหน"
หวังจิ่วคิดดู พบว่าตัวเองไม่ได้ศึกษาเรื่องนี้ อีกฝ่ายอยากให้เขาเก็บความลับ แต่เดิมทีเขาก็ไม่ได้กะจะไปบอกใครอยู่แล้วนี่...
คิดไปคิดมา หวังจิ่วรู้สึกว่าคนผูกเงื่อนก็ต้องเป็นคนแก้เงื่อน เลยเขียนกระดาษถามกลับไป
'แล้วเจ้าว่าไงล่ะ?'
[จบแล้ว]