- หน้าแรก
- รูมเมตของฉันเป็นดาบ
- บทที่ 16 - ผู้ปกครอง
บทที่ 16 - ผู้ปกครอง
บทที่ 16 - ผู้ปกครอง
2017 เดือน 5 วันที่ 21 ท้องฟ้าแจ่มใส
หวังจิ่วมองดูพายุหมุนสีเขียวที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในโลกแห่งกระบี่ด้วยความพึงพอใจ พายุหมุนเร็วขึ้นเรื่อยๆ สกัดเอาพลังงานสีเขียวออกมาจากความว่างเปล่า
กระแสพลังสีเขียวถูกพายุหมุนตรึงไว้และหมุนวนไม่หยุด ค่อยๆ ยืดออกทั้งบนและล่าง จนในที่สุดก็เชื่อมต่อฟ้าดิน สาดกระจายพลังงานสีเขียวไปทั่วทั้งโลก
ทันใดนั้น โลกแห่งกระบี่ที่เคยเงียบสงบเหมือนตายซากก็ดูมีชีวิตชีวาขึ้นมา ค่ายกลสายลมโชยชาย ค่ายกลเชิดวัตถุ และอื่นๆ ที่สร้างเสร็จแล้ว ต่างก็เปล่งแสงเจิดจ้ายิ่งขึ้น
นี่คือสิ่งที่หวังจิ่วเฝ้าฝันถึงตั้งแต่วินาทีแรกที่ตื่นขึ้นมา... 'ค่ายกลรวมวิญญาณ' เวอร์ชันลดสเปก หรือก็คือ 'ค่ายกลรวมวายุ'
รวบรวมลมปราณจากธรรมชาติมาใช้ ตราบใดที่ลมปราณฟ้าดินไม่เหือดแห้ง สายลมในโลกแห่งกระบี่ก็จะพัดพาไม่หยุดหย่อน เหมือนอ่างสมบัติที่ตักตวงได้ไม่รู้จบ
แม้ตอนนี้ที่สร้างเสร็จจะเป็นแค่ค่ายกลรวมวายุระดับพื้นฐานที่มีกำลังดูดซับจำกัด ประมาณเท่ากับผู้ฝึกตนขั้นก่อวายุระยะแรกหายใจเข้าออกเต็มสูบ แต่ข้อดีของค่ายกลรวมวายุคือมันทำงานตลอดเวลาไม่มีหยุดพัก ต่างจากผู้ฝึกตนที่ต้องกินต้องนอน มีภารกิจประจำวัน ต่อให้ขยันแค่ไหน วันหนึ่งมีเวลามานั่งสมาธิเดินลมปราณเพียวๆ สักสี่ห้าชั่วโมงก็เก่งแล้ว
อีกอย่าง ค่ายกลรวมวายุสามารถสร้างซ้อนทับกันได้ และเมื่อวัสดุครบก็อัปเกรดเป็นค่ายกลรวมวิญญาณได้ โลกแห่งกระบี่ในรูปแบบสมบูรณ์ มีค่ายกลรวมวายุระดับวายุสวรรค์กว่าหมื่นวง และค่ายกลรวมวิญญาณอีกห้าร้อยวง เมื่อทำงานพร้อมกัน สามารถดูดถ้ำสวรรค์ที่สั่งสมพลังมานับพันปีให้แห้งเหือดกลายเป็นแดนร้างได้ในพริบตา แม้แต่สายลมเก้าสวรรค์ยังต้องขาดห้วงเพราะการดูดกลืนของโลกแห่งกระบี่
แน่นอนว่ากว่าจะฟื้นฟูถึงขั้นนั้นยังอีกยาวไกล แต่หนทางหมื่นลี้เริ่มที่ก้าวแรก มีค่ายกลรวมวายุแล้ว หวังจิ่วก็ทำอะไรได้อีกเยอะแยะ
และทั้งหมดนี้ ต้องขอบคุณพาหนะหลี่ชิงหมิงที่ทะลวงกำแพงวายุสำเร็จ ก้าวเข้าสู่ขั้นก่อวายุ
วินาทีที่พาหนะทะลวงด่าน หวังจิ่วก็ใช้อำนาจตามพันธสัญญานายบ่าว ดึงเอาสายลมแรกที่ฟ้าดินประทานให้เธอเข้ามาในโลกแห่งกระบี่ทันที
แม้จะเป็นแค่สายลมแผ่วเบา แต่ก็เป็นของขวัญจากฟ้าดินแห่งแคว้นเซียงโจวที่มอบให้ผู้บำเพ็ญเพียร คุณภาพและความบริสุทธิ์ไม่ธรรมดา เปรียบเหมือนนายทหารผ่านศึกในสนามรบที่มีบารมีกดดันและดึงดูดทหารใหม่ได้โดยธรรมชาติ ผู้ฝึกตนที่ได้รับสายลมนี้เข้าสู่ร่างกาย หากใช้วิชาที่เหมาะสม ก็จะสร้างวัฏจักรแห่งลมที่มั่นคงได้ในเวลาอันสั้น...
เหมาะเจาะที่จะเอามาเป็นแกนกลางของค่ายกลรวมวายุในโลกแห่งกระบี่พอดี!
ส่วนตัวหลี่ชิงหมิงน่ะเหรอ? ไหนๆ ก็นอนสลบเหมือดไปแล้ว เอาสายลมนี้ไปก็เสียของ รอให้ในโลกแห่งกระบี่สร้างวัฏจักรลมได้เยอะๆ แล้วค่อยคืนให้นางสักเส้นก็แล้วกัน
เรื่องของพาหนะแวบเข้ามาในหัวหวังจิ่วแป๊บเดียวก็หายไป พอได้ค่ายกลรวมวายุ โครงการก่อสร้างเฟสสองของเขาก็เริ่มได้ทันที มีอะไรต้องทำอีกเยอะ ไม่มีเวลามาสนใจพาหนะเด็กน้อยหรอก
ยุ่งวุ่นวายไปนานเท่าไหร่ไม่รู้ จนกระทั่ง 'แท่นลับกระบี่วายุ' ใกล้จะเสร็จ หวังจิ่วถึงได้ยินเสียงละเมอของหลี่ชิงหมิง
"ฉัน... นี่กี่โมงแล้ว? อูย ทำไมหนาวจัง?"
หวังจิ่ววางมือจากงานก่อสร้าง บินไปที่ห้องนอนหลี่ชิงหมิง เห็นสาวน้อยนั่งงงอยู่บนเตียง ทำตัวไม่ถูกกับความเปลี่ยนแปลงกะทันหัน
"นี่เป็นความหนาวเย็นจากปฏิกิริยาวายุโกลาหล รีบตั้งสติ ควบคุมลมปราณซะ เจ้าผ่านกำแพงวายุแล้ว ใช้วิชาควบคุมลมปราณที่เตรียมไว้เดินลมปราณซะ"
หลี่ชิงหมิงฝึกมาหลายปี การใช้จิตควบคุมลมปราณกลายเป็นสัญชาตญาณ พอตั้งสติได้ก็รวบรวมลมปราณในตัว ความหนาวเย็นที่แทรกซึมไปทั่วร่างก็หายไป แทนที่ด้วยความสบายเหมือนแช่น้ำอุ่น
ตามที่ครูฝึกเคยสอน นี่คือสัญญาณของการทำลายกำแพงวายุ เลื่อนขั้นจากนักบู๊เป็นผู้ฝึกตน แต่ปัญหาคือ...
"ฉันผ่านกำแพงวายุแล้ว?! เมื่อไหร่? ทำไม... พระช่วย ฉันไม่รู้ตัวเลย!"
หวังจิ่วตอบ "ก็เมื่อวานเจ้าบอกเองว่าอยากได้แบบเร่งด่วน ข้าเลยลงมือทำลายวงจรลมปราณของเจ้า ทำให้เกิดสุญญากาศเฉพาะจุด กระตุ้นให้ร่างกายเข้าสู่ภาวะฉุกเฉิน จากนั้นลมปราณจะเร่งหมุนเวียนเพื่อเติมเต็มช่องว่าง ถ้าพื้นฐานดีพอ ก็จะทะลวงกำแพงวายุได้เองโดยธรรมชาติ ผลข้างเคียงเดียวคือหลังจากได้รับแรงกระแทก จิตใต้สำนึกจะสั่งให้เจ้าสลบไปพักใหญ่เพื่อป้องกันตัว"
"สรุปคือฉันพลาดวินาทีสำคัญของการทะลวงด่านไปเลยเหรอ? พระเจ้า! นั่นมันช่วงเวลาที่น่าจดจำที่สุดในชีวิตผู้ฝึกตนเลยนะ!"
หวังจิ่วปลอบ "ไม่เป็นไร ข้าบันทึกไว้ให้แล้ว"
"เอ๊ะ?"
"ข้าวาดรูปบันทึกวินาทีที่เจ้าทะลวงด่านไว้ให้แล้ว"
หลี่ชิงหมิงตื้นตันใจกับความใส่ใจของเจ้านายชั่วขณะ "นายวาดรูปให้ด้วยเหรอ? ขะ ขอบคุณนะ"
สักพัก หวังจิ่วก็ใช้ค่ายกลเชิดวัตถุหยิบรูปวาดออกมา
หน้าหลี่ชิงหมิงแข็งค้างทันที
จิตวิญญาณกระบี่ตนนี้ลายมือห่วยแตกยิ่งกว่าเด็กอนุบาล แต่ฝีมือวาดรูปกลับเทพเรียกพี่ รูปวาดเหมือนจริงมาก และในรูป หลี่ชิงหมิงที่เหมือนจริงสุดๆ กำลังนอนคว่ำหน้าสลบเหมือดอยู่บนพื้นเหมือนก้อนหิน!
"นะ นี่คือ..."
"ใช่ นี่คือวินาทีที่เจ้าทะลวงกำแพงวายุ ข้าตั้งชื่อว่า 'ภาพชิงหมิงทลายด่าน' เก็บไว้เป็นที่ระลึกชั่วชีวิตนะ"
หลี่ชิงหมิงมือสั่นมองตัวเองสภาพศพในรูป นี่มันภาพทลายด่านที่ไหน นี่มัน 'นิทรรศการศพสด' ชัดๆ!
...
ช่วงเที่ยง หลี่ชิงหมิงฟื้นตัวจากความชอกช้ำของนิทรรศการศพสด รีบวิ่งออกจากบ้านไปยื่นใบสมัครเข้าสมาคมและขอรับของขวัญมือใหม่ ทิ้งให้หวังจิ่วเฝ้าบ้าน
หวังจิ่วไม่มีปัญหาอยู่แล้ว แท่นลับกระบี่วายุของเขาถึงขั้นตอนสุดท้าย ใกล้จะเสร็จสมบูรณ์ พอเสร็จเมื่อไหร่ ก็หมายถึงการผลัดเปลี่ยนกระดูกเปลี่ยนเส้นเอ็นที่แท้จริง
ตอนนี้กระบี่เทพเหนือโลกมีอิทธิฤทธิ์สามอย่าง—สายลมโชยชายที่ใช้ทำความสะอาด ค่ายกลเชิดวัตถุที่ใช้ขยับตัว และเคล็ดกระบี่มายา ถึงจะมีผลน้อยนิด แต่ถ้าเทียบกับมาตรฐานอาวุธทั่วไปในโลก ก็นับว่าเป็นศาสตราเทพของแท้ กระบี่ที่ทำลายไม่ได้ มีจิตวิญญาณนึกคิดเองได้ แถมมีอิทธิฤทธิ์สารพัดประโยชน์ พวกดาบมารกระบี่ปีศาจในตำนานชาวบ้านก็ทำได้ประมาณนี้แหละ
แต่สำหรับหวังจิ่ว การจัดระดับแบบนี้มันน่าขำ โลกแห่งกระบี่ยังสร้างไม่ถึงหนึ่งในหมื่น พาหนะก็เป็นมนุษย์โง่เง่าไอคิวต่ำกว่า 3.3 ตัวกระบี่ก็ทื่อไม่ได้ลับคม สภาพเหมือนไม้เขี่ยไฟแบบนี้กล้าเรียกว่าศาสตราเทพ? ศักดิ์ศรีของกระบี่เทพเหนือโลกไม่ได้ถูกขนาดนั้น
แต่พอแท่นลับกระบี่วายุเสร็จ สถานการณ์ก็น่าจะดีขึ้น พอใช้คู่กับค่ายกลรวมวายุ ชักนำลมปราณจากฟ้าดินมาขัดเกลากระบี่ขาวอมตะ วันแล้ววันเล่า ความคมก็จะค่อยๆ ปรากฏ และการขัดเกลานี้ไม่มีที่สิ้นสุด ยิ่งลับยิ่งคม จนก้าวข้ามขีดจำกัดของวัสดุ เข้าสู่ขอบเขตแห่งกฎเกณฑ์ ตัดได้ทุกสรรพสิ่ง ไม่มีอะไรที่ตัดไม่ขาด
แน่นอนว่ากว่าจะถึงขั้นนั้น แท่นลับกระบี่เล็กๆ อันเดียวยังไม่พอ อย่างน้อยต้องมีเป็นล้านแท่นขัดเกลาต่อเนื่องหลายปี สำหรับตอนนี้ แค่ทำให้ไม้เขี่ยไฟกลายเป็นกระบี่จริงๆ ก็พอแล้ว
การขัดเกลาระยะแรกใช้เวลาไม่นาน ก่อนที่เมฆสีแดงยามเย็นจะจุดประกายท้องฟ้า หวังจิ่วก็ลับคมด้านแรกเสร็จแบบถูไถ กำลังแปลกใจว่าทำไมเจ้าทึ่มหลี่ชิงหมิงยังไม่กลับมาทำข้าวเย็น จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงเคาะประตู แล้วเสียงเด็กหนุ่มที่ยังไม่แตกหนุ่มดีก็ดังขึ้น
"หลี่ชิงหมิงอยู่ไหม? ข้าจ้าวก่ายจากสายนอก ครูฝึกให้มาถามว่าจะยังสอบประจำเดือนอยู่ไหม"
สอบประจำเดือน?
หวังจิ่วนึกขึ้นได้ ก่อนหน้านี้หลี่ชิงหมิงเคยบอกว่าต้องฝึกเพลงกระบี่วายุไล่ล่าให้สำเร็จภายในครึ่งเดือนเพื่อรับมือการสอบ ไม่งั้นอาจโดนไล่ออกกลายเป็นผีไม่มีศาล ไม่นึกว่าเส้นตายครึ่งเดือนจะมาถึงเร็วขนาดนี้
หลี่ชิงหมิงไม่อยู่บ้าน หน้าที่ตอบจดหมายแทนพาหนะย่อมตกเป็นของเจ้านาย หวังจิ่วเขียนกระดาษแผ่นหนึ่งแล้วโยนออกไป
"หลี่ชิงหมิงไม่อยู่"
จ้าวก่ายรับกระดาษมา เห็นลายมือประหลาดๆ ก็ตกใจแวบหนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าเข้าใจ "อ้อ หลี่ชิงหมิงไม่อยู่ งั้นข้ากลับ... เดี๋ยวสิ ท่านเป็นใคร!?"
ในบ้าน หวังจิ่วตระหนักว่าอีกฝ่ายถามคำถามที่ดี ถึงเขาจะทำสัญญากับหลี่ชิงหมิงแล้ว แต่เธอย้ำนักย้ำหนาว่าห้ามเปิดเผยความสัมพันธ์นายบ่าวให้คนนอกรู้ ถ้างั้น...
"ข้าเป็นผู้ปกครองของหลี่ชิงหมิง"
จ้าวก่ายอ่านกระดาษแล้วยิ่งงง "ผู้ปกครอง? หมายความว่าไง... เชี่ย!?"
พอเข้าใจความหมายของคำว่าผู้ปกครอง จ้าวก่ายก็ขนลุกซู่ มองประตูสีแดงพุทราด้วยสายตาสั่นกลัว
หลี่ชิงหมิงแม้ช่วงปีหลังๆ จะตกอับ พ่อไม่รักแม่ไม่แล แต่ยังไงก็เป็นลูกสาวของประมุขหลี่เฟิงอวิ๋น และผู้ปกครองของเธอ ตามหลักแล้วก็มีอยู่คนเดียว...
พอนึกถึงลายมือที่น่าสงสัยสองแผ่นนี้ กับความเงียบเชียบภายในบ้าน จ้าวก่ายก็รู้สึกว่าตัวเองล่วงรู้ความลับสะท้านฟ้าเข้าให้แล้ว!
"ขะ ขะ ขออภัยท่านประมุข ข้าไปล่ะ!"
พูดยังไม่ทันจบ เด็กหนุ่มผู้สำเร็จวิชากระบี่วายุไล่ล่าและพร้อมจะทะลวงกำแพงวายุทุกเมื่อ ก็วิ่งหายลับไปไร้ร่องรอย
พร้อมกับหัวใจที่เต้นรัวแทบระเบิด ในหัวจ้าวก่ายมีแต่ความคิดเดียว
ข้ารู้ความลับสุดยอด ความลับสะเทือนเลื่อนลั่น!
วิ่งกลับมาถึงลานฝึกสายนอก จ้าวก่ายหอบเหมือนหมาตาย แต่ตาส่องประกาย ตื่นเต้นสุดขีด
เพื่อนๆ เห็นอาการก็เข้ามารุมถาม
"เป็นไงๆ หลี่ชิงหมิงเป็นอะไรหรือเปล่า?"
จ้าวก่ายหัวเราะ หึหึ กะจะเล่นตัวหน่อยตอนปรับลมหายใจ แต่ความอยากเม้าท์ที่พุ่งพล่านมันกลั้นไม่อยู่
"บอกความลับสุดยอดให้ ท่านประมุขแอบกลับมาคืนดีกับคุณหนูชิงหมิงแล้ว!"
"อะไรนะ!? เขาเกลียดคุณหนูจะตายไม่ใช่เหรอ?"
"ใช่ ฮูหยินใหญ่เกลียดที่สุดด้วย ท่านประมุขทะเลาะกับฮูหยินเหรอ?"
จ้าวก่ายตอบ "อันนั้นข้าไม่รู้ บางทีฮูหยินอาจจะเปลี่ยนใจแล้วก็ได้ เอาเป็นว่า ข้าไปหาคุณหนูชิงหมิง แต่ดันเจอท่านประมุขอยู่ที่บ้านนาง ตกใจแทบตาย!"
เพื่อนๆ ฮือฮา วิพากษ์วิจารณ์กันยกใหญ่
"เจอท่านประมุข? จริงดิ?"
พอโดนสงสัย จ้าวก่ายก็ของขึ้นเหมือนโดนหยาม หน้าแดงก่ำเถียง "จะปลอมได้ไง ข้าเห็นกับตา! มีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรด้วย!"
พอเขาโชว์กระดาษ พร้อมเล่าข้อสันนิษฐานอย่างออกรส รอบข้างก็มีแต่เสียงชื่นชม
"โห จ้าวก่าย เอ็งนี่ไม่ธรรมดาจริงๆ!"
ความภูมิใจในฐานะเจ้ากรมข่าวลือของจ้าวก่ายพุ่งถึงขีดสุด ความฟินแล่นพล่านไปทั่วร่าง...
ทันใดนั้น เสียงเย็นชาดังขึ้นจากข้างหลัง
"เมื่อกี้เจ้าว่าไงนะ? ท่านประมุขทำไม?"
"ท่านครูฝึก?!"
...
ครึ่งชั่วยาม (1 ชั่วโมง) ต่อมา หลี่ชิงหมิงผู้เหนื่อยล้าถึงกลับมาถึงบ้าน
แน่นอน ถึงจะเหนื่อย แต่เธอก็ใส่ใจซื้อของฝากมาให้หวังจิ่ว—กล่องอาหารใบใหญ่ที่อัดแน่น ร้อนๆ หอมฉุย
"กินข้าวได้แล้ว~ อิอิ วันนี้ยุ่งทั้งวันกว่าจะทำเรื่องลงทะเบียนเสร็จ เลยกลับดึก ดีที่ของขวัญรับน้องสุดท้ายไม่เลวเลย ฉันเอาไปขายแล้วซื้อกับข้าวดีๆ มากล่องนึง รู้ว่านายชอบกิน ถือเป็นรางวัลที่ช่วยเฝ้าบ้านนะ"
สาวน้อยอารมณ์ดีสุดๆ ฮัมเพลงกระโดดโลดเต้นมาหาหวังจิ่ว
"ของนายหมดเลยนะ ฉันกินขนมรองท้องตอนรอทำเรื่องจนอิ่มแล้ว เชิญกินตามสบาย พรุ่งนี้ถ้าผลการขอรับภารกิจผ่านไปด้วยดี ฉันก็รวยเละ ถึงตอนนั้นจะพาไปกินของดีกว่านี้ นายจะได้เลิกว่าฉันไม่ได้เรื่องสักที! เอาล่ะ ฉันไปอาบน้ำนอนก่อนนะ"
หวังจิ่วชื่นชมความใส่ใจของสาวน้อย ขณะเปิดกล่องอาหาร ใช้ค่ายกลรวมวายุสูบแก่นแท้ของอาหาร เขาก็ส่งกระแสจิตไปบอกเธอ
"เมื่อกี้มีคนชื่อจ้าวก่ายมาถามว่าเจ้าจะเข้าสอบประจำเดือนเมื่อไหร่"
"หา!? สอบประจำเดือน! ฉันลืมสนิทเลย!"
[จบแล้ว]