- หน้าแรก
- รูมเมตของฉันเป็นดาบ
- บทที่ 5 - ผู้หญิงนี่เข้าใจยากชะมัด
บทที่ 5 - ผู้หญิงนี่เข้าใจยากชะมัด
บทที่ 5 - ผู้หญิงนี่เข้าใจยากชะมัด
หลี่ชิงหมิงสะพายกระบี่เดินออกจากประตูบ้าน ก็เจอกับใบหน้าคุ้นเคยสามหน่อ
ทั้งสามคนอายุประมาณยี่สิบสี่ปี รูปร่างสูงใหญ่หน้าตาพอไปวัดไปวาได้ สวมชุดคนรับใช้สีเขียวที่แม้จะดูเป็นเครื่องแบบแต่เนื้อผ้าก็ตัดเย็บอย่างดี สะอาดสะอ้าน มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นบ่าวไพร่ของตระกูลใหญ่
หลี่หยวน หลี่ลี่ หลี่เผิง
สามสหายสายเลีย ลูกน้องคนสนิทของพ่อบ้านรองหลี่ผิงแห่งตระกูลหลี่เมืองชิงอวิ๋น
พ่อบ้านรองหลี่ผิงเป็นสุนัขรับใช้ผู้ซื่อสัตย์ของลู่เซินฮูหยินของประมุขตระกูล ส่วนหลี่ชิงหมิงกับลู่เซินนั้นเป็นเหมือนน้ำกับไฟ สามคนนี้ย่อมเป็นศัตรูไม่ใช่เพื่อน
เมื่อเห็นสามคนนี้ เด็กสาวขมวดคิ้วเรียวสวย
"มากันแค่สามคนเหรอ? แล้วหลี่ผิงล่ะ?"
หนึ่งในสามคนที่ตัวใหญ่ที่สุด หน้าตาดูซื่อบื้อชื่อหลี่เผิงตอบว่า "พี่ผิงอู้งานฝึกวิชาเลยโดนท่านประมุขจับได้ สั่งทำโทษให้วิ่งรอบเมือง ตอนนี้น่าจะวิ่งไปถึงแม่น้ำชิงอวิ๋น..."
หลี่ลี่ที่ผอมสูงยืนอยู่ข้างๆ ยกเท้าถีบเปรี้ยงเข้าให้ ขัดจังหวะการแฉความชั่วพวกเดียวกันเอง แล้วกระแอมไอแก้เก้อ "พี่ผิงทำงานหนักเพื่อท่านประมุขและฮูหยิน ภารกิจรัดตัว จะเอาเวลาที่ไหนมาใส่ใจเรื่องเล็กๆ อย่างการรื้อถอนสวนเก่า ถ้าคุณหนูอยากพบพี่ผิง พวกเราช่วยจองคิวให้ได้นะ..."
หลี่ชิงหมิงฟังแล้วของขึ้น "ฉันจะเจอหลี่ผิงต้องจองคิวด้วยเรอะ?"
หลี่เผิงพยักหน้าเห็นด้วย "นั่นสิ เธอเป็นลูกสาวแท้ๆ ของท่านประมุข พี่ผิงเป็นแค่พ่อบ้านรอง พี่ผิงต่างหากที่ต้องมาขอเข้าพบ"
หลี่ลี่โมโหจนหน้าเขียว "ไอ้โง่นี่ตกลงอยู่ฝั่งไหนกันแน่!? ก่อนมาเตี๊ยมกันว่ายังไง? ถ้าจำบทไม่ได้ก็อย่าเพิ่งสอด!"
ส่วนหลี่หยวนพูดด้วยน้ำเสียงเนิบนาบไร้อารมณ์เหมือนท่องบท "คุณหนูชิงหมิงแม้จะเป็นธิดาของท่านประมุข แต่ตอนนี้ดัชนีอิทธิพลในตระกูลอยู่ที่ 17.3 ซึ่งต่ำกว่าคะแนน 18.1 ของพี่ผิงอยู่เล็กน้อย..."
หลี่ชิงหมิงยิ่งฟังยิ่งฉุน ไอ้โง่สามตัวนี้ขนาดจะหาเรื่องยังโง่จนดูไม่ได้!
สวนสกุลเสิ่นเป็นหนึ่งในมรดกไม่กี่ชิ้นที่ท่านแม่เสิ่นเยว่เอ๋อทิ้งไว้ให้ก่อนตาย แต่เมื่อไม่นานมานี้ จู่ๆ เธอก็ได้รับแจ้งว่าสวนนี้ถูกท่านประมุขหลี่เฟิงอวิ๋นใส่เข้าไปในโครงการเวนคืนที่ดินของตระกูลเพื่อรื้อถอน!
หลี่เฟิงอวิ๋นไอ้พ่อเฮงซวยนั่นวันๆ บ้าแต่บำเพ็ญเพียร ไม่สนใจงานบริหารตระกูล โยนภาระให้คนอื่นหมด เรื่องชั่วช้าสามานย์แบบนี้ต้องเป็นฝีมือของนังมารร้ายลู่เซินแน่นอน!
ตอนที่เสิ่นเยว่เอ๋อแม่ของหลี่ชิงหมิงยังมีชีวิตอยู่ แม้จะมีฐานะเป็นอนุภรรยา แต่ก็เป็นคู่ชีวิตเพียงคนเดียวของหลี่เฟิงอวิ๋น จนกระทั่งแม่เสีย ลู่เซินถึงได้แต่งเข้าบ้านใหญ่ตระกูลหลี่ เรื่องนี้ทำให้ลู่เซินริษยาอาฆาตมาตลอด ย่อมต้องหาทางระบายแค้นกับหลี่ชิงหมิง เอะอะก็ตัดเบี้ยเลี้ยง ตัดงบค่าใช้จ่าย อ้างว่าผลการฝึกยุทธ์ไม่ดี จนลูกสาวคนโตของประมุขตระกูลต้องตกอับถึงขั้นกินต้มผักกาดขาวทุกวัน
แผนการรื้อถอนครั้งนี้ ย่อมเป็นผลงานการรุกคืบของลู่เซิน ก่อนหน้านี้หลี่ชิงหมิงเขียนจดหมายร้องเรียน ประณามความอำมหิตของลู่เซินอย่างดุเดือด แต่จดหมายก็เหมือนโยนหินลงทะเล เงียบหายไปนาน จนกระทั่งได้รับจดหมายตอบกลับฉบับหนึ่ง ประทับตราส่วนตัวของหลี่เฟิงอวิ๋น แต่เนื้อหาข้างในกลับเป็นการตีกลับจดหมายร้องเรียน โดยให้เหตุผลว่ารูปแบบจดหมายไม่ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์!
ในขณะที่ความโกรธของหลี่ชิงหมิงกำลังพุ่งพล่าน เสียงของหวังจิ่วก็ดังขึ้นในหัว
"เอ๊ะ นี่เจ้าเป็นลูกสาวคนโตของประมุขตระกูลเหรอเนี่ย?"
หลี่ชิงหมิงสะดุ้งโหยงกับเสียงที่โผล่มาไม่มีปี่มีขลุ่ย ก่อนจะคำรามในใจ "หวังจิ่ว! นายแอบดูความคิดฉันอีกแล้วนะ!"
"ตามพันธสัญญานายบ่าว ข้าดูอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมาตลอด คำว่าแอบดูเขาเอาไว้ใช้กับ..."
"รู้แล้วน่า! ตรงนี้ไม่ใช่เรื่องของนาย อย่ามาสอด!"
หวังจิ่วพูดต่อ "ข้าแค่มีเรื่องจะเตือนเจ้าพอดี..."
"ไม่ว่าง! รอฉันจัดการไอ้ขี้ข้าสามตัวนี้ก่อน" หลี่ชิงหมิงตัดสายเจ้านายตัวเองอย่างโหดเหี้ยม แล้วหันไปทำหน้าเย็นชาใส่สามคนนั้น "ฉันไม่สนหรอกว่าพวกแกจะวางแผนกันยังไง ฉันจะอยู่ที่นี่ ไม่ย้ายไปไหนทั้งนั้น"
พูดจบก็หันหลังกลับ ไม่สนใจสมุนรับใช้สามตัวนั้นอีก แต่พอหันหลังได้แวบเดียว ต้นคอก็รู้สึกชาวาบ สัญชาตญาณนักสู้ที่ฝึกมาหลายปีส่งสัญญาณเตือนภัย ทำให้เธอพุ่งตัวไปข้างหน้าโดยอัตโนมัติเพื่อหลบเลี่ยงเจตนาร้ายจากด้านหลัง
แต่การโจมตีจากด้านหลังนั้นรวดเร็วเกินไป ร่างของเด็กสาวเพิ่งจะโน้มไปข้างหน้า ไหล่ก็ถูกใครบางคนตบเบาๆ จากนั้นพลังที่ทื่อด้านแต่หนักหน่วงจนต้านทานไม่ได้ก็แผ่ซ่านจากไหล่ไปทั่วร่าง ทำให้เธอตัวชาขยับไม่ได้
"คุณหนู ล่วงเกินแล้ว"
เสียงของหลี่ลี่ดังมาจากด้านหลัง ฟังดูน่ารังเกียจเป็นที่สุด
"พี่ผิงก่อนจะไปวิ่งรอบ... เอ้ย ก่อนจะไปปฏิบัติภารกิจรัดตัว ได้บอกพวกเราไว้ว่าคุณหนูภายนอกอ่อนโยนแต่ภายในแข็งกร้าว อาจจะถึงขั้นยอมแตกหักกับตระกูลเพื่อยืนหยัดต่อสู้ เพื่อไม่ให้การก่อสร้างต้องลำบากใจ ก็ต้องเชิญคุณหนูกลับไปบ้านใหญ่ก่อน น่าเสียดายที่พวกเราสามคนแม้จะมีแรงควาย แต่ไหนเลยจะกล้าลงไม้ลงมือกับคุณหนู เลยขอให้พี่ผิงมอบ 'ยันต์หุ่นเชิดตรึงกาย' มาให้ประทับ อีกสักครู่ขอเชิญคุณหนูกลับไปพักที่บ้านใหญ่กับพวกเราสักสองวัน พองานทางนี้เสร็จสิ้น จะจัดหาที่พักใหม่ให้คุณหนูแน่นอนขอรับ"
หลี่ชิงหมิงโกรธจนแทบกระอักเลือด อยากจะแล่เนื้อไอ้เลวสามตัวนี้เป็นชิ้นๆ อีกใจก็หวาดหวั่น กลัวว่าจะต้องจากไปจริงๆ และไม่ได้เห็นสวนเล็กๆ ที่คุ้นเคยนี้อีก
หลี่ลี่ หลี่เผิง หลี่หยวน ข้ารับใช้สามคนนี้แม้จะมีฝีมือยุทธ์ไม่เลว ถ้าไปอยู่ในยุทธภพก็นับเป็นยอดฝีมือชั้นแนวหน้า แต่ก็ยังไม่อยู่ในสายตาของหลี่ชิงหมิง ตอนเธอจบการศึกษาจากชั้นเรียนปรับกายาสายในตอนสิบขวบ เธอก็เป็นยอดฝีมือระดับซูเปอร์สตาร์แล้ว
แต่ยันต์หุ่นเชิดตรึงกายเป็นยันต์ของพวกผู้บำเพ็ญเพียร ต่อให้เป็นแค่ยันต์ระดับขาวพื้นฐาน แต่การจะหยุดหลี่ชิงหมิงนั้นง่ายดายมาก ถ้ายังไม่บรรลุขั้นก่อวายุ ก็ต้านทานพลังของยันต์ไม่ได้
ความร้อนรน ความแค้นใจ หรือแม้แต่ความละอายใจที่ตัวเองอ่อนแอ อารมณ์ต่างๆ ถาโถมเข้ามาจนขอบตาเด็กสาวเริ่มร้อนผ่าว ภาพตรงหน้าเริ่มพร่ามัว จังหวะนั้นเอง เสียงของหวังจิ่วก็ดังขึ้นอีกครั้ง
"อ้อ เมื่อกี้ข้ากะจะเตือนเจ้าว่า มีคนกำลังจะใช้ยันต์หุ่นเชิดตรึงเจ้า"
"...แล้วไง?"
"แล้วเจ้าก็บอกว่าไม่ว่างไง จำที่ตัวเองพูดไม่ได้เหรอ?"
"จำได้ย่ะ! นี่นายจะมาซ้ำเติมฉันใช่ไหม?!"
"เปล่า ข้าแค่เห็นว่าตอนนี้เจ้าน่าจะว่างแล้ว เลยมาเตือนสักหน่อย"
"ไม่คิดว่ามันสายไปหน่อยหรือไง!"
"สายไปแล้วเหรอ? งั้นก็ช่างเถอะ เดิมทีกะว่าจะช่วยเจ้าคลายพันธนาการ แต่ในเมื่อสายไปแล้ว..."
"เดี๋ยวสิ นายช่วยฉันคลายพันธนาการได้เหรอ!?"
"แน่นอน แค่ยันต์ระดับขาวจะมีอะไรยาก?"
"แล้วมัวรออะไรอยู่เล่า!?"
"ก็รอตอนเจ้าว่างไง..."
ถ้าไม่ใช่เพราะน้ำเสียงของหวังจิ่วฟังดูจริงใจสุดๆ หลี่ชิงหมิงคงเปลี่ยนชื่อศัตรูอันดับหนึ่งในบัญชีดำเป็นชื่อเขาไปแล้ว!
"ช่วยฉันคลายเดี๋ยวนี้เลย แล้วก็ อีกเดี๋ยวคงต้องสู้กับไอ้โง่สามตัวนี้ ฝีมือพวกมันงั้นๆ แต่ถ้าสามคนรุมพร้อมกันจะรับมือยาก นายต้องช่วยฉันนะ"
หวังจิ่วตอบรับ "จะตีกันเหรอ เอาสิ!"
สิ้นเสียง เขาก็ส่งสายลมจากค่ายกลสายลมโชยชายในโลกแห่งกระบี่เข้าไปในร่างหลี่ชิงหมิง พลังของยันต์ตรึงกายก็ถูกสายลมพัดกระเจิงไปเหมือนหมอกควัน หลี่ชิงหมิงรู้สึกเบาสบาย แรงกดดันหนักอึ้งเหมือนภูเขาทับหายวับไปกับตา!
เด็กสาวดีใจจนเนื้อเต้น เยี่ยม! นึกไม่ถึงว่ากระบี่ทื่อระดับขาวเล่มนี้จะแก้ทางยันต์เซียนได้จริงๆ! แค่ข้อนี้ข้อเดียว เงินเก้าตำลึงที่จ่ายไปก็กำไรเกินคุ้ม! ถ้าเอากระบี่คลายยันต์เล่มนี้ไปประมูล เผลอๆ จะมีคนแย่งกันซื้อราคาหลายร้อยตำลึง... ไม่สิ แก้ตรายันต์ระดับขาวได้ในพริบตา เอาไปแลกผลึกวายุยังคุ้มเลย จากนี้ไปก็ไม่ต้องกินต้มผักกาดเปล่าๆ แล้ว... โอ๊ยบ้าจริง นี่ฉันมัวแต่คิดบ้าอะไรอยู่เนี่ย!
ต่อไปต้องฉวยโอกาสที่พวกมันเผลอ จัดการไปก่อนหนึ่งคน แล้วค่อยรับมืออีกสองคน ด้วยฝีมือตอนนี้ของเธอน่าจะพอไหว... แต่สามคนนี้ตัวติดกันเป็นปาท่องโก๋ ทีมเวิร์กเข้าขามาก โอกาสมีแค่แวบเดียว แต่ถ้าใช้ท่าเปิดของเพลงกระบี่วายุไล่ล่าโจมตีหลี่หยวน น่าจะมีความมั่นใจสักแปดเก้าส่วน
แต่ยังไม่ทันที่หลี่ชิงหมิงจะวางแผนจบ แขนของเธอก็ขยับไปเองโดยไม่ฟังคำสั่ง คว้าหมับเข้าที่ด้ามกระบี่ข้างเอว แล้วทั้งร่างก็เหมือนถูกเชือกที่มองไม่เห็นกระชาก พุ่งถลาไปข้างหน้าอย่างทุลักทุเล และเป้าหมายเบื้องหน้า... ดันเป็นหลี่เผิงที่ตัวใหญ่และแกร่งที่สุด!
เด็กสาวตะโกนก้องในใจ: หวังจิ่ว นายทำบ้าอะไรเนี่ย!? จะให้ฉันไปตายเหรอ?!
เป็นไปตามคาด แม้หลี่เผิงจะหัวทึบ แต่ร่างกายกลับคล่องแคล่วเหลือเชื่อ วินาทีที่หลี่ชิงหมิงพุ่งเข้าใส่หวังจะฟันหลัง เขาบิดเอวกลับมาทันควัน แขนขวาขยายใหญ่ขึ้นหนึ่งเท่าในพริบตา เส้นเลือดปูดโปนเหมือนงูเขียวพันรอบแขน แขนที่แข็งเหมือนท่อนเหล็กกวาดลงมาปิดทางกระบี่ของหลี่ชิงหมิงจนมิด
กระบี่ออกท่าช้าไป ข้ามการป้องกันด้วยแขนเหล็กของหลี่เผิงไม่พ้น แถมเป็นกระบี่ทื่อระดับขาว ย่อมไม่มีทางสร้างบาดแผลให้วิชาแขนกิเลนขั้นเจ็ดฟ้าของหลี่เผิงได้ กระบี่ปะทะแขนดัง "เคร้ง" สนั่นหวั่นไหว วิถีกระบี่เบี่ยงลงล่างอย่างควบคุมไม่ได้
จากนั้น ท่ามกลางสายตาเหลือเชื่อของหลี่ชิงหมิง กระบี่ทื่อๆ เล่มนั้นก็เฉี่ยวเอวหลี่เผิงไปเบาๆ แต่หลี่เผิงกลับตาถลน ร้องไม่ออกสักแอะ เอามือกุมเอวร่วงลงไปกองกับพื้น แล้วก็เริ่มอาเจียนแห้งๆ ไม่หยุด
ในเวลาเดียวกัน หลี่หยวนกับหลี่ลี่ตื่นตัวทันที คนหนึ่งชักกระบี่สั้นคู่ อีกคนยกพลองระดับคิ้วขึ้นมากันหน้าอก แต่เหตุการณ์ถัดมาก็เหมือนฉายภาพซ้ำ กระบี่ทื่อกระแทกอาวุธของทั้งสองคนอย่างแรงจนวิถีกระบี่เป๋ไปเป๋มาเหมือนว่าวเชือกขาด แล้วก็ไปสะกิดโดนหน้าอกและต้นขาของทั้งคู่คนละที
หลังจากนั้น สองหน่อก็ลงไปนอนขดเป็นกุ้งบนพื้น อาเจียนโอ้กอ้ากไม่หยุด
หลี่ชิงหมิงอ้าปากค้าง "นะ นายทำอะไรพวกมันน่ะ!? กระบี่มีพิษเหรอ?"
"ถุย!" หวังจิ่วสบถคำหยาบออกมาอย่างหาได้ยาก "ตัวข้าที่งดงามประณีตขนาดนี้จะไปอาบยาพิษได้ไง? ทำไมเจ้าไม่เอาทุเรียนยัดจมูกกินแทนข้าวไปเลยล่ะ?! ข้าแค่จี้จุดตายพวกมันแค่นั้นเอง สามคนนี้น่าจะฝึกวิชาระฆังทองคุ้มกายแบบสายนอกมา แต่ฝึกไม่ถึงขั้น จุดอ่อนใหญ่เบ้อเริ่มเท่ายานแม่"
"หา!?" หลี่ชิงหมิงสาวน้อยร่างเล็กรีบเอามือปิดแก้ม หน้าแดงก่ำ ในใจก็ยังงง
วิชาคุ้มกายที่สามคนนี้ฝึก แม้จะไม่ใช่วิชาชั้นสูงอะไร แต่ก็เป็นวิชาลับสายนอกของตระกูลหลี่ ถือเป็นยอดวิชาในยุทธภพ ใกล้เคียงระดับวิชาเซียน จะมีจุดอ่อนใหญ่ขนาดนั้นได้ไง? แถมใครเขาเอาจุดอ่อนไปไว้ที่เอวกับขา?
ไม่สิ ลมปราณคุ้มกายแบบนี้ นอกจากจุดอ่อนตายตัวแล้ว เว้นแต่จะฝึกถึงขั้นเก้าฟ้าสมบูรณ์ ระหว่างการโคจรลมปราณจะมีจุดขาดช่วงของชีพจรเกิดขึ้นบ้าง แต่จุดอ่อนแบบเคลื่อนที่นี้เกิดขึ้นแค่พริบตาเดียว แม้แต่ผู้ฝึกตนขั้นก่อวายุยังจับสัมผัสแทบไม่ทัน อย่าว่าแต่จะใช้เพลงกระบี่เชื่องช้าแบบนั้นโจมตีทีหลังแต่ถึงก่อน จี้ไปที่จุดขาดของลมปราณได้อย่างแม่นยำ...
พอมองดูกระบี่ทื่อหน้าตาบ้านๆ ที่เอว หลี่ชิงหมิงก็รู้สึกมึนหัวตึ้บๆ แล้วความคิดหนึ่งก็แวบเข้ามาในหัว
หรือว่ากระบี่ทื่อระดับขาวเล่มนี้... จริงๆ แล้วจะดวงดีเป็นพิเศษ?!
ถ้าให้มันช่วยจับสลากกินแบ่ง เธอก็คงรวยระดับประเทศได้ในเร็วๆ นี้แล้วสินะ!?
[จบแล้ว]