เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 6 - ทำท่าตามฉันนะ

บทที่ 6 - ทำท่าตามฉันนะ

บทที่ 6 - ทำท่าตามฉันนะ


"ขอโทษ ทีหลังฉันจะไม่สงสัยฝีมือนายแล้ว" ก็เห็นๆ อยู่ว่าเป็นแค่กระบี่ทื่อระดับขาว...

"หึหึ"

"ขอโทษ ฉันไม่ควรคิดจะเอานายไปจับสลากกินแบ่ง" ไว้วันหลังต้องหลอกให้ช่วยจับให้ได้

"ฮึฮึ"

"ขอโทษ ฉันไม่ควรคิดจะขายนายให้เถ้าแก่เฉียนมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของเมืองชิงอวิ๋น" สภาพแบบนี้ขายไปเขาก็คงไม่รับซื้อหรอกมั้ง

"อ๋อ"

"ขอโทษ ฉันไม่ควรคิดว่าถ้ารวยแล้วจะซื้อกระบี่เทพเล่มใหม่มาแทนนาย" ต่อให้รวยแล้ว เงินก็ต้องใช้อย่างประหยัดสิ

"อืม"

"ฉันขอสาบานว่าต่อไปจะไม่คิดเรื่องพรรค์นี้อีกแล้ว" โอ๊ย รีบๆ จบเรื่องทีเถอะ หิวข้าวจะตายอยู่แล้ว

"หือ?" จิตวิญญาณกระบี่ทำเสียงดูแคลนเหมือนกำลังคุยกับคนปัญญาอ่อน "เจ้าลืมฟังก์ชันพื้นฐานของพันธสัญญานายบ่าวไปอีกแล้วใช่ไหม?"

"..." (......)

วินาทีนี้ ความคิดในใจของเด็กสาวกับปฏิกิริยาตอบสนองของเธอช่างตรงกันเป๊ะ นั่นคือแข็งทื่อเป็นท่อนไม้ทั้งนอกและใน

จากนั้นก็ตามมาด้วยเสียงขอโทษดังสนั่นหวั่นไหวราวน้ำป่าหลาก "ขอโทษๆๆๆ ฉันไม่ได้ตั้งใจจริงๆ นะ คือ คือแบบว่าฉันควบคุมตัวเองไม่ได้อ่ะ! ยิ่งพอคิดว่ามื้อเย็นต้องกินผักกาดหัวไชเท้าอีกแล้ว มันก็เหมือนโดนมารในใจเข้าสิง ความคิดพวกนั้นไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงของฉันนะ นายอย่าถือสาเลยนะ!"

หวังจิ่วแสยะยิ้ม "ข้าจำได้ว่าเมื่อวานเจ้ายังยกย่องผักกาดหัวไชเท้าดิบดีอยู่เลยนี่"

"นะ นั่นมันอารมณ์ชั่ววูบ..." เด็กสาวยิ่งพูดยิ่งจนตรอก สุดท้ายเลยระเบิดอารมณ์ออกมา "นายคิดว่าฉันชอบกินหัวไชเท้านักหรือไง! ฉันก็อยากกินเนื้อนะ! เนื้อลูกแกะนุ่มชุ่มฉ่ำ หมูสามชั้นมันแทรกหวานหอม... แต่ฉันไม่มีตังค์นี่นา! หักค่าใช้จ่ายในการฝึกวิชาแล้ว แม้แต่ผักกาดหัวไชเท้าฉันยังต้องรอซื้อป้ายเหลืองลดราคาเลย! อาหารเลิศรสสำหรับฉันมันฟุ่มเฟือยเกินไป!"

คำพูดนี้กลั่นออกมาจากใจจริง เห็นเด็กสาวทำท่าจะสติแตก จิตวิญญาณกระบี่ก็ลืมความขุ่นเคืองก่อนหน้า ถามด้วยความสงสัย "เจ้าเป็นลูกสาวของประมุขหลี่เฟิงอวิ๋นไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงได้ยากจนข้นแค้นขนาดนี้? ตระกูลหลี่ตกอับแล้วเหรอ?"

หลี่ชิงหมิงอธิบายอย่างจนใจ "ตระกูลหลี่สบายดี แคว้นเซียงโจวมีหนึ่งนิกาย สามสำนัก เจ็ดตระกูลใหญ่ ตระกูลหลี่ก็คือหนึ่งในเจ็ดตระกูลใหญ่ ถึงร้อยปีมานี้จะดูถดถอยไปบ้าง แต่ก็ยังเป็นตระกูลยักษ์ใหญ่ที่ครองเมืองชิงอวิ๋น สถานการณ์ของฉันมันพิเศษหน่อย ฉันกับหลี่เฟิงอวิ๋นและลู่เซินไม่ถูกกัน อยากจะทำอะไรก็ต้องใช้ฝีมือพูดแทน แต่ฉัน... การสอบวัดผลในตระกูลสองปีที่ผ่านมาฉันทำได้ไม่ถึงเกรด B ด้วยซ้ำ เบี้ยเลี้ยงกับมาตรฐานความเป็นอยู่เลยโดนลดแล้วลดอีก ก็เลยต้องกินผักกินหญ้าอยู่นี่ไง"

"อืม ถึงข้าจะไม่ค่อยเข้าใจเรื่องทางโลกเท่าไหร่ แต่ปกติทายาทตระกูลดังที่สืบทอดสายเลือดระดับท็อป ไม่น่าจะตกต่ำถึงขนาดนี้... เจ้าแน่ใจนะว่าไม่ได้ปัญญาอ่อน?"

"นายน่ะสิปัญญาอ่อน! เอาเป็นว่า อีกครึ่งเดือนจะมีการสอบประจำเดือนของศิษย์สายนอก ถ้าฉันยังฝึกเพลงกระบี่วายุไล่ล่าสามสิบหกท่าไม่สำเร็จ ก็คงไม่ผ่านการประเมินรอบสุดท้าย โดนไล่ออกจากสายนอก ถึงตอนนั้นเบี้ยเลี้ยงคงไม่พอแม้แต่ค่าข้าว"

"อะไรนะ ไม่พอค่าข้าว?" หวังจิ่วเงียบไปพักใหญ่ ก่อนจะพูดขึ้นว่า "จริงสิ เถ้าแก่เฉียนมหาเศรษฐีเมืองชิงอวิ๋นที่เจ้าพูดถึงเมื่อกี้ คือใครเหรอ ช่วยแนะนำให้รู้จักหน่อยสิ?"

"...นายคงไม่ได้คิดจะทิ้งฉันไปหรอกนะ"

"ก็ในสายตาเจ้า ข้าเป็นแค่กระบี่ทื่อระดับขาวสายมาร อย่างดีก็แค่ดวงดีเอาไว้ใช้หาเงินเข้ากระเป๋า..."

"ขอโทษๆๆ ฉันผิดไปแล้วจริงๆ ฉันไม่ควรคิดแบบนั้นกับนาย ท่านรุ่นพี่จิตวิญญาณกระบี่โปรดให้อภัยข้าน้อยด้วย!"

...

หลี่ชิงหมิงต้องใช้ความพยายามอย่างมากกว่าหวังจิ่วจะยอมให้อภัยในความเสียมารยาท

"ท่านรุ่นพี่ เรื่องกายาราชันย์คงกระพันที่เคยพูดถึง..."

"อ๋อ อันนั้นน่ะเหรอ ง่ายมาก ทุกวันใช้มีดคมๆ กรีดเลือดออกมาหนึ่งลิตร แล้วเอาค้อนเหล็กทุบแขนขาและลำตัวให้กระดูกหักเส้นเอ็นขาด ใช้อาการบาดเจ็บสาหัสกระตุ้นสายเลือด ประมาณเดือนกว่าๆ ก็น่าจะเริ่มเข้าขั้นแล้ว"

หลี่ชิงหมิงฟังแล้วเหงื่อแตกพลั่ก "มะ มีวิธีที่นุ่มนวลกว่านี้ไหม? ปลายเดือนฉันต้องเข้าสอบ ถ้าตัวพรุนเป็นรังผึ้งเกรงว่าจะ..."

"อยากได้แบบนุ่มนวล? แต่สมัยก่อนบรรพบุรุษเจ้า เสิ่นไคซาน ก็ฝึกแบบนี้นะ บางทีคิดอะไรไม่ออกก็ให้ข้าช่วยฟันสักดาบสองดาบ ถ้าไม่ได้จ้าวเยว่หมิงช่วยไว้ ป่านนี้คงชิงตายไปนานแล้ว..." หวังจิ่วนึกถึงสภาพน่าอนาถของเสิ่นไคซานตอนฝึกวิชาจนเส้นเลือดปูดโปนแล้วก็เสริมว่า "จะว่าไป ก่อนศึกตัดสิน เขาได้คิดค้นท่าร่างพื้นฐานสำหรับลูกหลานรุ่นหลังไว้ชุดหนึ่ง เหมาะกับเด็กน้อยที่ทนลำบากไม่ไหวอย่างเจ้าพอดี"

หลี่ชิงหมิงกัดฟันข่มความโกรธกับคำว่า 'เด็กน้อยทนลำบากไม่ไหว' แล้วบอกว่า "ฉันอยากเรียนอันนั้นแหละ"

หวังจิ่วบอก "เปิดใจให้กว้าง ข้าจะแสดงให้ดู"

"ฮะ?"

ไม่ทันที่หลี่ชิงหมิงจะตั้งตัว หวังจิ่วก็ส่งภาพจำแลงของร่างจิตวิญญาณกระบี่ผ่านช่องทางพันธสัญญาเข้าไปในสมองของเธอ

ตามคาด ในสมองของหลี่ชิงหมิงมีแต่ตัวเธอเอง นอกนั้นว่างเปล่าขาวโพลน เหมาะจะใช้เป็นลานสาธิตกายาราชันย์คงกระพันพอดี...

พอคิดได้แบบนั้น หวังจิ่วก็สังเกตเห็นว่าหลี่ชิงหมิงตรงหน้ากำลังจ้องเขาตาค้าง แก้มแดงปลั่ง หายใจติดขัด หัวใจเต้นรัวเร็ว

"เจ้าเป็นบ้าอะไร?"

"..."

หลี่ชิงหมิงเหมือนไม่ได้ยิน หวังจิ่วเลยเดินเข้าไปใกล้ จนมองเห็นเงาตัวเองสะท้อนในดวงตาของเธอ: รูปร่างสูงโปร่งสง่างาม หน้าตาหล่อเหลาแต่แฝงความองอาจ ผิวพรรณดุจหยก คิ้วกระบี่เฉียงขึ้น ดวงตาดั่งดวงดาว แววตาสุกใสแต่ลึกล้ำ ชวนให้คนหลงใหล...

ปัญหาก็คือ มันมีอะไรน่าดูนักหนา?!

จนกระทั่งตอนนี้หลี่ชิงหมิงถึงได้สะดุ้งตื่น รีบถอยหลังไปสองก้าว ถามเสียงสั่น "นะ นี่คือท่านบรรพบุรุษของฉันเหรอ?"

"เปล่า นี่ข้าเอง"

"หา?!" หลี่ชิงหมิงตกใจแทบช็อก "นี่คือนาย?! เป็นไปไม่ได้ นาย นายจะหล่อขนาดนี้ได้ไง?!"

หวังจิ่วตาโตด้วยความประหลาดใจ "ก็ไม่ใช่เพิ่งเจอกันครั้งแรก ตื่นเต้นอะไรนักหนา? ร่างกระบี่ขาวบริสุทธิ์ไร้ที่ติของข้าเจ้าก็เห็นมาตั้งนานแล้ว แถมยังหลงใหลได้ปลื้มไม่ใช่เหรอ?"

"ไม่เคยหลงย่ะ! แล้วฉันหมายถึงนายในร่างนี้..."

หวังจิ่วโมโห "เจ้านี่มันปัญญาอ่อนจริงๆ สินะ? เทียบกับร่างกระบี่ที่สมบูรณ์แบบไร้ที่ติแล้ว ร่างมนุษย์นี่มันอัปลักษณ์บิดเบี้ยวเหมือนมีดทำครัวบุบๆ ชัดๆ! เจ้า เจ้านี่มันเหมือนพวกไม่ยอมกินหมูสามชั้นน้ำแดง แต่จะไปกินหัวไชเท้า!"

"เลิกพูดเรื่องหัวไชเท้าสักที! โอเค ฉันผิดเอง ช่วยแสดงท่ากายาราชันย์คงกระพันให้ดูหน่อยได้ไหม!?"

"...ก็ได้ ต่อไปเจ้าทำท่าตามนี้นะ ด้วยพื้นฐานของเจ้าประมาณสามถึงห้าวันก็น่าจะเริ่มจับจุดได้"

พูดจบ หวังจิ่วก็นึกถึงท่วงท่าของเสิ่นไคซาน หลังโก่งงอเหมือนคันธนู เกร็งจนตึงเปรี๊ยะ แขนขวายกขึ้น แขนซ้ายเหยียดลงไปแตะเท้า แล้วใช้เอวเป็นแกนหมุน บิดลำตัวเป็นมุมที่พิสดารพันลึก จากนั้นนิ้วเท้าซ้ายจิกพื้นแน่นเหมือนตะขอ ใช้ข้อเท้าเป็นจุดหมุน เหวี่ยงทั้งร่างไปข้างหน้าเหมือนกังหันลม แขนขวาที่ชูสูงฟาดลงมาอย่างแรง...

หลี่ชิงหมิงดูไปแค่สองสามท่าก็ขนลุกซู่ "นะ นี่มันท่าที่มนุษย์เขาทำกันเหรอ?"

"แน่นอน ง่ายจะตาย"

"ง่ะ ง่าย? ตอนฉันเรียนปรับกายาที่บ้านใหญ่ ต่อให้เป็นครูฝึกวิชาหมัดงูหรือวิชาตัวอ่อน มาทำท่าชุดนี้มีหวังกระดูกหักเอ็นฉีกแหงๆ!"

หวังจิ่วคิดนิดนึง "เพราะงั้นเขาถึงเป็นแค่ครูฝึก แต่เจ้าเป็นถึงพาหนะของกระบี่เทพเหนือโลกไง"

"เฮ้ย!"

หวังจิ่วเห็นเด็กสาวลังเลไม่กล้าทำ ก็พูดว่า "เอาเถอะ ถ้าเจ้ากลัวเจ็บ ไม่กล้าทำ ก็ช่างมัน"

หลี่ชิงหมิงยืดคอเถียงทันควัน "ใครกลัวเจ็บ? คอยดูนะ ฉันจะทำเดี๋ยวนี้แหละ!"

ว่าแล้ว สาวน้อยก็นึกถึงท่าแรกที่หวังจิ่วแสดงให้ดูเมื่อกี้ มือขวายกขึ้น มือซ้ายล้วงลงล่าง หลังโก่งเหมือนคันธนู แล้วใช้สะโพกเป็นแกนหมุนบิดตัวอย่างแรง

"โอ๊ยยยยย!"

หลี่ชิงหมิง บาดเจ็บสาหัส

...

ในเวลาเดียวกัน สามพี่น้องกุ้งเต้น หลี่ลี่ หลี่เผิง หลี่หยวน กำลังประคองกันและกันเดินโซซัดโซเซกลับมาถึงบ้านใหญ่ตระกูลหลี่ พร้อมอาการคลื่นไส้อาเจียน

ในฐานะบ่าวไพร่ระดับหัวกะทิของตระกูลหลี่ สภาพดูไม่ได้แบบนี้ถือเป็นเรื่องหาดูยาก พวกเขาอับอายจนไม่กล้าสู้หน้าผู้คน ต้องแอบปีนเข้าทางประตูหลังไปยังลานพักคนรับใช้ พอเข้าประตูก็เจอหลี่ผิงนอนแผ่หราอยู่บนพื้นหิน หอบแฮ่กเหมือนหมาใกล้ตาย

ต่อให้เป็นยอดฝีมือขั้นก่อวายุระดับต้น ที่ก้าวข้ามขีดจำกัดมนุษย์เข้าสู่ประตูวิถีเซียนแล้ว แต่ให้แบกน้ำหนักหลายร้อยชั่งวิ่งรอบเมืองชิงอวิ๋นสามรอบภายในสองชั่วโมง ก็ต้องเหนื่อยจนลิ้นห้อยเหมือนกัน

หลี่ผิงได้ยินเสียงฝีเท้าของลูกน้องทั้งสาม ก็ถามโดยไม่เงยหน้าขึ้นมอง

"พวกแกสามคนกลับมาแล้วเหรอ งาน... เรียบร้อยดีไหม?"

สามสหายมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ไม่รู้จะตอบยังไง

"คงไม่ได้ไปล่วงเกินคุณหนูหรอกนะ? แน่นอน ท่าทีก็ต้องไม่อ่อนข้อเกินไป ไม่งั้นฮูหยินจะด่าเอา คุณหนูนิสัยดื้อรั้น บางทีก็เลี่ยงไม่ได้ที่พวกเราคนรับใช้ต้องออกหน้าเป็นคนเลว แต่ต้องรู้จักวางตัวให้พอดี ทั้งคุณหนูชิงหมิง ทั้งนายน้อยอู๋ซวง เราต้องปรนนิบัติให้ดีทั้งคู่ ฉันล่ะไม่ไว้ใจพวกแกสามคนจริงๆ กลัวไปถึงแล้วจะไม่รู้จักดูตาม้าตาเรือ พูดจาไม่เข้าหู ทำอะไรเกินเลย น่าเจ็บใจที่ทางฉันติด... ติดภารกิจทางโลก ปลีกตัวไปไม่ได้"

หลี่ผิงบ่นพึมพำไปเรื่อย ขณะที่หน้าเริ่มแดงก่ำแล้วเปลี่ยนเป็นสีม่วงเพราะหายใจไม่ทัน ทำท่าจะขาดใจตาย หลี่ลี่กับหลี่หยวนต้องรีบเข้าไปทุบหลังช่วยให้หายใจคล่อง กว่าจะฟื้นตัวกลับมาได้ก็พักใหญ่

หลี่ผิงครางฮือ ลุกขึ้นนั่งหรี่ตามอง "ว่าแต่ น่าจะเชิญคุณหนูกลับมาแล้วใช่ไหม? ตอนนี้อยู่ที่เรือนรับรองสายนอกรึเปล่า? เดี๋ยว... รอฉันหายใจคล่องอีกนิด จะพาพวกแกสามคนไปขอขมาคุณหนู แน่นอน ท่าทีต้องไม่อ่อนเกินไป ไม่งั้นฮูหยิน..."

พูดยังไม่ทันจบ ก็ทำท่าจะขาดอากาศหายใจอีกรอบ หลี่เผิงทนไม่ไหว โพล่งออกมาซื่อๆ ว่า "พี่ผิง คุณหนูไม่ได้มา"

"พวกเราที่เป็นข้าทาส... อะไรนะ!? คุณหนูไม่ได้มา!?" หลี่ผิงตกใจจนกระโดดตัวลอย "เกิดอะไรขึ้น? บ้าเอ๊ย ดูสภาพพวกแกเหี่ยวเฉาแบบนี้ หรือว่าลงมือกับคุณหนู? แล้วยันต์นั่นล่ะ ไม่ได้ใช้เหรอ?"

หลี่ลี่ทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก "พี่ผิง ยันต์นั่นสงสัยจะมีปัญหานะพี่ คุณหนูโดนตรึงอยู่แป๊บเดียวก็หลุดออกมาได้เฉยเลย เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น!"

"ว่าไงนะ!?" เสียงหลี่ผิงสูงปรี๊ด "ยันต์นั่นฮูหยินเป็นคนประทานให้ข้า จะมีปัญหาได้ไง? แล้ว แล้วต่อให้ไม่มียันต์ พวกแกสามคน จะเชิญเด็กผู้หญิงที่แม้แต่เพลงกระบี่วายุไล่ล่าก็ยังฝึกไม่สำเร็จกลับมาไม่ได้เลยเรอะ?"

หลี่ลี่อับอายจนแทบอยากจะแทรกแผ่นดินหนี "พี่ผิง อย่าว่าแต่เชิญคุณหนูกลับมาเลย พวกข้าทนรับมือได้ไม่ถึงท่าเดียว ก็โดนเธอทำลายลมปราณคุ้มกายกระเจิง ลมปราณแตกซ่าน อวัยวะภายในบิดเกร็งไปหมด"

พูดไม่ทันขาดคำ หลี่หยวนที่อยู่ข้างๆ ก็ทนไม่ไหว กระโดดเข้าพุ่มไม้ไปอ้วกแตกอีกรอบ

หลี่ผิงมองตาค้าง "พวกแกสามคน ทนไม่ได้แม้แต่ท่าเดียว? ข้าว่าคนที่ต้องไปวิ่งรอบเมืองไม่ใช่แค่ข้าคนเดียวแล้วมั้ง! ช่วงนี้พวกแกมัวแต่ฝึกวิชาอะไรกันอยู่ห๊า?!"

"พี่ผิง เรื่องนี้โทษพวกข้าไม่ได้จริงๆ เพลงกระบี่ของคุณหนูมันประหลาดมาก ดูเป๋ๆ ปัดๆ ไม่เป็นกระบวนท่า แถมกระบี่ยังทื่อ ไม่ได้ลับคมด้วยซ้ำ แต่พอตีโดนตัวพวกข้า ลมปราณระฆังทองคุ้มกายกลับแตกกระเจิงทันที มันโคตรจะอาถรรพ์เลยพี่"

ตอนนี้หลี่หยวนเพิ่งอ้วกเสร็จ เช็ดปากแล้วพูดแทรกขึ้นมาว่า "พี่ผิง จากการคำนวณของข้า คุณหนูน่าจะสำเร็จสุดยอดวิชาในตำนาน 'เก้ากระบี่เดียวดาย' ในนั้นมีท่าทำลายลมปราณ..."

"ถ้าฝึกเก้ากระบี่เดียวดายสำเร็จ ป่านนี้คุณหนูเหาะเหินเดินอากาศไปแล้วโว้ย! ไม่ใช่สิ เรื่องนี้ต้องมีเงื่อนงำ รอข้าหายใจทั่วท้องอีกนิดค่อยมาวิเคราะห์กันละเอียดๆ"

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 6 - ทำท่าตามฉันนะ

คัดลอกลิงก์แล้ว