- หน้าแรก
- รูมเมตของฉันเป็นดาบ
- บทที่ 4 - ชำระกาย
บทที่ 4 - ชำระกาย
บทที่ 4 - ชำระกาย
แคว้นเซียงโจว รัชศกชิ่งหยวน ปี 2017 เดือน 5 วันที่ 13 วันแรกในโลกใหม่ ยามเย็น แสงอาทิตย์อัสดงสาดส่องงดงาม
จิตวิญญาณกระบี่ หรือก็คือ หวังจิ่ว ผ่านการสนทนาสั้นๆ กับพาหนะไม่กี่ครั้ง ก็พบว่าโลกใบนี้เปลี่ยนแปลงไปมากจนเกินจินตนาการ
บางทีเขาอาจจะหลับไปนานเกินไปจริงๆ บนโลกนี้ไม่มีทวีปเก้าทวีป (จิ่วโจว) อีกแล้ว ตอนนี้ใต้หล้าถูกเรียกว่า แคว้นเซียงโจว ปฏิทินก็เลิกใช้ปฏิทินเก้าทวีป แต่เป็นปฏิทินชิ่งหยวนแห่งเซียงโจวแทน จิตวิญญาณกระบี่จำได้ว่าศึกตัดสินกับจักรพรรดิมารคือปีเก้าทวีปที่ 3113 สงครามยืดเยื้อไปนานแค่ไหนไม่อาจรู้ แต่พอลืมตาขึ้นมาก็กลายเป็นปีชิ่งหยวน 2017 เดือน 5 วันที่ 13 เสียแล้ว
แคว้นเซียงโจวมีแผ่นดินกว้างใหญ่ไพศาลไร้ที่สิ้นสุด ไม่แพ้ทวีปเก้าทวีปในอดีต แต่ที่นี่ไม่มีไฟสงครามลุกโชนทั่วแผ่นดิน ไม่มีคลื่นมารที่ยึดครองครึ่งค่อนโลก ที่นี่สงบสุขและรุ่งเรือง หากไม่ใช่เพราะกระแสลมปราณที่ยังคงแทรกซึมอยู่ทั่วฟ้าดิน และกลิ่นอายสายเลือดในตัวหลี่ชิงหมิงที่คุ้นเคย หวังจิ่วคงสงสัยว่าตัวเองทะลุมิติมาโลกใหม่ระหว่างการต่อสู้ไปแล้ว
แต่โลกใหม่แคว้นเซียงโจวที่สงบสุขและพัฒนานี้ ถูกจริตหวังจิ๋วยิ่งนัก ในอดีตเขาทำสงครามในสมรภูมิเทพมารมา 3 ปี ฆ่าตั้งแต่ขุนพลมารระดับราชาไปจนถึงลูกสมุนมารนับไม่ถ้วน ศึกสุดท้ายกับจักรพรรดิมารก็เป็นการงัดเอาศาสตร์แห่งการต่อสู้ทั้งหมดออกมาใช้ นับตั้งแต่กำเนิดทวีปเก้าทวีป คงไม่มีศึกไหนจะดุเดือดไปกว่านั้นอีกแล้ว
ดังนั้นจิตวิญญาณกระบี่จึงไม่ได้โหยหาการต่อสู้ และไม่ได้รีบร้อนที่จะฟื้นฟูพลังอำนาจให้กลับสู่จุดสูงสุด เขาคาดหวังสิ่งหนึ่งที่เพื่อนเก่าอย่างหลี่จิ่วหลงเคยพูดไว้มากกว่า นั่นคือ... การเสพสุขกับชีวิต
สี่คำนี้ สำหรับคนที่ครึ่งชีวิตแรกมุ่งมั่นบำเพ็ญเพียร ครึ่งชีวิตหลังมุ่งมั่นฆ่าฟันอย่างเขา นับเป็นเรื่องแปลกใหม่ที่ไม่คุ้นเคยเอามากๆ
แน่นอน การสร้างโลกแห่งกระบี่ขึ้นมาใหม่ยังเป็นสิ่งจำเป็น ไม่งั้นแม้แต่จะขยับตัวเองยังทำไม่ได้ จะไปเสพสุขได้ยังไง? ซึ่งงานบูรณะก็ถือว่าราบรื่นดี
ในความทรงจำเลือนรางของหวังจิ่ว ศึกตัดสินกับจักรพรรดิมารไม่เพียงทำลายทุกอย่างในโลกแห่งกระบี่ แต่ยังทิ้งไอมาจำนวนมหาศาลที่เปรียบเสมือนยาพิษร้ายแรงเอาไว้ ไอมาของจักรพรรดิมารนั้นเหมือนมีชีวิต มันยึดครองพื้นที่และแพร่พันธุ์สร้างความหายนะ หวังจิ่วนึกว่าตื่นมาจะต้องเสียเวลาจำกัดพวกมัน แต่พอตกดึกเขาเข้าไปสำรวจในโลกแห่งกระบี่ กลับพบเพียงโลกใหม่ที่ว่างเปล่าและบริสุทธิ์ บางทีการหลับใหลอันยาวนานอาจจะย่อยสลายพิษร้ายเหล่านั้นไปหมดแล้ว หรือไม่ก็จักรพรรดิมารที่เป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำไม่อยากเสียพลังไปเปล่าๆ เลยดึงพลังกลับไปก่อน... เอาเป็นว่า สถานการณ์ดีกว่าที่คิดไว้เยอะ
ไม่มีสิ่งชั่วร้ายมาขัดขวาง ขอแค่มีวัตถุดิบเพียงพอ หวังจิ่วก็สามารถค่อยๆ เนรมิตแดนสวรรค์เหนือโลกขึ้นมาใหม่ได้ แน่นอนว่ากระบวนการอาจยาวนาน แต่ตอนนี้โลกสงบสุข เผ่ามารสิ้นซาก ตัวเขาและร่างกระบี่ก็เป็นอมตะ ไม่มีอะไรต้องรีบ ค่อยเป็นค่อยไปก็ได้... แถมยังมีพาหนะคอยทำงานแทนให้อีกตัว
ความจริงแล้ว โดยที่หลี่ชิงหมิงไม่รู้ตัว เธอก็ได้ทำประโยชน์ไปไม่น้อยแล้ว
เมื่อวานตอนบ่ายที่คุยกันครั้งแรก หลี่ชิงหมิงด้วยความตกใจได้ปา "ยันต์กันผี" จำนวนมากใส่กระบี่เทพ ยันต์พวกนั้นแม้จะเก่าเก็บ แต่พลังวิญญาณที่สถิตอยู่ยังคงเปี่ยมด้วยชีวิตชีวา สำหรับโลกแห่งกระบี่ที่กำลังก่อร่างสร้างตัว มันคือของบำรุงชั้นดี หวังจิ่วจึงกลืนกินยันต์ทั้งหมด แล้วใช้พลังนั้นสร้างค่ายกลขนาดเล็กแห่งแรกขึ้นในโลกแห่งกระบี่
ค่ายกล "สายลมโชยชาย"
แม้จะเป็นแค่ค่ายกลพื้นฐานกระจอกๆ ที่ทำได้แค่การชำระล้างเบื้องต้น แต่นับจากนี้กระบี่เทพก็สามารถใช้สายลมในค่ายกลชำระล้างตัวเองให้สะอาดหมดจดไร้ฝุ่นผง สำหรับจิตวิญญาณกระบี่ผู้รักความสะอาด นี่คือเรื่องใหญ่ที่สุด
นอกจากนี้ พลังชำระล้างของสายลมโชยชายยังส่งผลถึงหลี่ชิงหมิงด้วย นอกจากช่วยขจัดคราบไคลแล้ว ยังช่วยล้างสถานะผิดปกติง่ายๆ ได้อีกต่างหาก ในฐานะจิตวิญญาณกระบี่ผู้หยิ่งทะนง เขามีมาตรฐานความสะอาดของพาหนะที่เข้มงวดมาก
ส่วนคุณภาพของตัวพาหนะอย่างหลี่ชิงหมิง ในสายตาหวังจิ่วถือว่าพอถูไถ แม้พลังฝีมือจะต่ำเตี้ยเรี่ยดิน แต่หวังจิ่วไม่ได้ซีเรียสเรื่องนี้ ด้านพรสวรรค์ ไม่ถือว่ายอดเยี่ยมแต่ก็สืบทอดสายเลือดระดับท็อปมา ภายใต้การชี้แนะอันชาญฉลาดของเขา อนาคตไกลแน่นอน ความเข้าใจและไหวพริบอาจจะมีปัญหาหนักหน่อย แต่ก็ไม่ถึงกับเยียวยาไม่ได้ กลับจะเป็นโอกาสให้เขาได้แสดงความเมตตาและความใส่ใจ ปัญหาเดียวคือ ในฐานะพาหนะ หลี่ชิงหมิงขาดความอ่อนหวานว่านอนสอนง่ายไปหน่อย นอกจากจะไม่เรียกเขาว่าเจ้านายแล้ว ยังตั้งฉายาว่า หวังจิ่ว ให้อีก...
แต่พอลองเคี้ยวเอื้องดู ชื่อนี้ก็มีรสชาติไม่เลว จิตวิญญาณกระบี่เลยยอมรับชื่อใหม่นี้ด้วยความยินดี
นอกเหนือจากปัญหาข้างต้น การมีพาหนะอย่างหลี่ชิงหมิงก็ช่วยอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวันได้ไม่น้อย เช่น... เธอทำอาหารเย็นเป็น
ในฐานะส่วนหนึ่งของการเสพสุขกับชีวิต หวังจิ่วคาดหวังกับอาหารรสเลิศของแคว้นเซียงโจวมาก แม้ตอนนี้จะเป็นแค่กระบี่ระดับขาว แต่ด้วยพันธสัญญานายบ่าว เขาสามารถแบ่งปันรสสัมผัสจากหลี่ชิงหมิงได้ ขอแค่เด็กสาวได้กินของดี เขาก็จะพลอยได้เสพสุขไปด้วย และเมื่อฟื้นพลังได้สักหน่อย เขาก็จะสามารถดูดซับแก่นแท้ของอาหารได้เองโดยไม่ต้องผ่านหลี่ชิงหมิง
...
ค่ำวันนั้น หลังจากจบเรื่องวุ่นวายกับหวังจิ่ว หลี่ชิงหมิงก็ง่วนอยู่ในครัวพักหนึ่ง ไม่นานกับข้าวเต็มโต๊ะก็เสร็จ
หวังจิ่วมองแวบเดียว ก็รู้สึกถึงลางร้าย
หมั่นโถวแป้งหยาบหนึ่งชาม แกงจืดหัวไชเท้าผักกาดหนึ่งชามใหญ่ ผักดองสีม่วงคล้ำหนึ่งจานเล็ก ชาหยาบหนึ่งถ้วย และผักสดๆ หนึ่งตะกร้าเล็ก... นี่คือทั้งหมดของมื้อเย็น
อึ้งไปครู่หนึ่ง หวังจิ่วปลอบใจตัวเองว่า: ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร จ้าวเยว่หมิงมักพูดเสมอว่าวิถีแห่งอาหาร ความเรียบง่ายคือบทพิสูจน์ฝีมือที่แท้จริง เจ้าพาหนะนี่กล้าทำมื้อเย็นออกมาหน้าตาเหมือนอาหารสัตว์แบบนี้ ข้างในต้องซ่อนเคล็ดลับความอร่อยระดับเทพไว้แน่ๆ!
หวังจิ่วปลอบใจตัวเองไปพลาง จ้องมองหลี่ชิงหมิงตาค้าง มือซ้ายหยิบหมั่นโถว มือขวาคีบหัวไชเท้าจากชามแกง กำลังจะส่งเข้าปาก...
หวังจิ่วทนดูไม่ได้อีกต่อไป
"หยุดเดี๋ยวนี้!"
หลี่ชิงหมิงตกใจจนเกือบทำหมั่นโถวหล่นพื้น "ทำบ้าอะไรเนี่ย!?"
"ข้าต่างหากต้องถามว่าเจ้าทำบ้าอะไร?"
หลี่ชิงหมิงงงเป็นไก่ตาแตก "ไม่เคยเห็นคนกินข้าวเย็นหรือไง?"
หวังจิ่วโกรธจัด "กินข้าวก็กินข้าวไปสิ แต่เจ้ากินหัวไชเท้าด้วยทำไม!?"
"เป็นอะไรของนาย? หัวไชเท้าไม่ดีตรงไหน สารอาหารครบถ้วน ทำอาหารได้หลากหลาย แถม... ราคาถูกมากด้วย" หลี่ชิงหมิงพูดไป หยิบหัวไชเท้าดิบขึ้นมาจะกัด
หวังจิ่วใช้พลังพันธสัญญาทันที ล็อกแขนเธอไว้แน่น "ไม่ได้ ข้าไม่ชอบกิน"
"นายไม่ชอบแล้วเกี่ยวยังไงกับฉัน?"
หวังจิ่วตอบ "ตอนนี้ข้าแชร์ประสาทสัมผัสกับเจ้า เจ้ากินอะไรก็เท่ากับข้ากินด้วย และข้าไม่กินหัวไชเท้า"
"จะบ้าเหรอ แค่จิตวิญญาณกระบี่ดันเลือกกินเนี่ยนะ!? แล้วใครอนุญาตให้นายมาแชร์ประสาทสัมผัสฉันไม่ทราบ!?"
"ในพันธสัญญานายบ่าวเขียนไว้ชัดเจน เจ้านายมีสิทธิ์ใช้ประสาทสัมผัสร่วมกับพาหนะ"
"ทำไมฉันไม่เคยเห็นสัญญาฉบับนี้เลย!"
"ก็ข้าไม่ได้ให้เจ้าดูนี่"
"แล้วนายยังมีหน้ามาพูดอีก!?"
"ก็ได้ๆ งั้นรายละเอียดอื่นๆ ในสัญญา ข้าจะไม่เสียเวลาอธิบายให้ฟังละกัน"
"ยังมีรายละเอียดอื่นอีกเรอะ!? บ้าเอ๊ย อย่ามาขวางฉันกินข้าวนะ นายไม่ให้กิน ฉันก็จะกิน! ผักที่สารอาหารครบถ้วน ราคาถูกแสนถูก แถมลดราคาบ่อยขนาดนี้ ไม่มีใครมีสิทธิ์ห้าม!" หลี่ชิงหมิงกัดฟันกรอด รวบรวมแรงพยายามแย่งชิงการควบคุมแขนคืนมา
หวังจิ่วเพิ่งตื่นจากการหลับใหล ส่วนหลี่ชิงหมิงเป็นผู้ฝึกตนขั้นปรับกายาสมบูรณ์ เทียบเท่าจอมยุทธ์ระดับซูเปอร์สตาร์ในยุทธภพ ไม่นานเธอก็เป็นฝ่ายได้เปรียบ
หวังจิ่วยื้ออยู่พักหนึ่งก็ตัดสินใจปล่อยวาง ไปงัดข้อกับพาหนะ คิดยังไงก็ดูโง่บัดซบ
พอหวังจิ่วปล่อยมือ หลี่ชิงหมิงก็ไร้แรงต้าน หัวไชเท้าพุ่งเข้ากระแทกสันจมูกอย่างแรงเหมือนอาวุธสังหาร...
แต่เด็กสาวกลับดีใจจนเนื้อเต้น กลั้นน้ำตาแล้วหัวเราะลั่น
"ฮ่าๆ! ฉันชนะ!"
หวังจิ่วไม่ยี่หระ จึงไม่พูดอะไรสักคำ ท่าทางแบบนี้ยิ่งทำให้เด็กสาวย่ามใจ เคี้ยวหัวไชเท้าอย่างเอร็ดอร่อยสะใจ ถ้าไม่มีเลือดกำเดาไหลออกมาด้วยจะสมบูรณ์แบบมาก
ดูเหมือนไอ้พันธสัญญานายบ่าวอะไรนั่น ก็งั้นๆ แหละ!
แต่พอตกดึก หลี่ชิงหมิงถึงได้ประจักษ์ถึงความน่ากลัวของจิตวิญญาณกระบี่ระดับขาวต้องสาปตนนี้
จริงอยู่ พลังของเขาอาจไม่มากพอจะห้ามหลี่ชิงหมิงกินหัวไชเท้า
แต่เขาสามารถห้ามกระเพาะลำไส้ของหลี่ชิงหมิงไม่ให้ย่อยหัวไชเท้าได้
คืนนั้น หลี่ชิงหมิงต้องวิ่งเข้าห้องน้ำเป็นสิบรอบ...
พอรุ่งเช้า หลี่ชิงหมิงพอจะมีแรงกลับมาบ้าง เตรียมจะคิดบัญชีกับหวังจิ่ว แต่กลับเห็นหวังจิ่วทำหน้าเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น พูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า
"เอาล่ะ เมื่อคืนใช้ค่ายกลสายลมโชยชายช่วย 'ชำระกาย' ให้เจ้าแล้ว..."
"ชำระกาย?!"
"ก็แค่กำจัดของเสียในร่างกายออกไปนิดหน่อย หลังจากนี้เราจะได้เริ่มฝึกวิชากายาราชันย์คงกระพันกันอย่างเป็นทางการ"
"เดี๋ยว เมื่อคืนนายจะเนียนๆ ข้ามไปแบบนี้เลยเหรอ!?"
หวังจิ่วตัดบท "ข้าคิดว่าเวลาฝึกวิชาไม่ควรคุยเรื่องไร้สาระ"
"แต่ว่า..."
"บรรพบุรุษเจ้า หลี่จิ่วหลง เคยกล่าวไว้ว่า การบำเพ็ญเพียรสิ่งสำคัญที่สุดคือสมาธิ"
"ฉันไม่เคยได้ยินว่าตระกูลหลี่มีบรรพบุรุษชื่อหลี่จิ่วหลง!"
"ข้าเล่าประวัติเขาให้ฟังอย่างละเอียดได้นะ น่าจะใช้เวลาสักสองวันก็เล่าจบ"
พอนึกสภาพต้องโดนกระบี่บ้านี่บ่นกรอกหูสองวันติด หลี่ชิงหมิงก็ขนลุกซู่ "ไม่เป็นไร คุยเรื่องฝึกวิชาเถอะ..."
เมื่อหัวข้อกลับมาเข้ารูปเข้ารอย หวังจิ่วก็สวมบทบาทอาจารย์อย่างจริงจัง
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เป็นอาจารย์คน ในใจลึกๆ ก็ตื่นเต้นอยู่เหมือนกัน เมื่อก่อนเขาเป็นเทพกระบี่อันดับหนึ่ง แล้วก็เป็นกระบี่เทพอันดับหนึ่ง แต่ไม่เคยรับลูกศิษย์สักคน
นี่ก็นับเป็นส่วนหนึ่งของการเสพสุขกับชีวิตเหมือนกันสินะ
แต่ก่อนที่หวังจิ่วจะเริ่มสอนกายาราชันย์คงกระพัน หลี่ชิงหมิงก็ยกมือถามก่อน "หวังจิ่ว กายาราชันย์คงกระพันที่นายพูดถึงเนี่ย มันเก่งแค่ไหนเหรอ?"
"ถ้าพูดกันตามตรง ก็เก่งระดับทั่วไปแหละ" หวังจิ่วคิดครู่หนึ่งแล้วสรุป "เพราะผู้คิดค้นอย่างเสิ่นไคซาน ก็แค่ระดับ 'แดนฟ้าถล่ม' (เทียนเปิง) ขั้นปลาย ไม่นับว่าเก่งมาก"
"แดนฟ้าถล่มขั้นปลายยังไม่นับว่าเก่ง เหอๆ โม้ต่อไปเถอะ"
หลี่ชิงหมิงฟังแล้วแอบแค่นหัวเราะในใจ
การบำเพ็ญเพียรในหล้าแบ่งเป็น 9 ขั้น ตั้งแต่ก่อวายุ เมฆาโหม ไปจนถึงผ่าปฐพีและฟ้าถล่ม แต่สามขั้นสูงสุดอย่างผ่าปฐพี ฟ้าถล่ม หรือทะลวงความว่างเปล่า (พั่วซวี) จากมุมมองปัจจุบัน เป็นแค่จินตนาการของผู้ฝึกตนเท่านั้น ไม่มีใครไปถึงได้จริง ต่อให้เป็นผู้นำนิกายศักดิ์สิทธิ์ที่เหนือโลก อย่างมากก็แค่ 'สงสัยว่า' จะถึงขั้นผ่าปฐพี ในบันทึกประวัติศาสตร์ที่มีหลักฐานชัดเจน ยอดฝีมือพวกนั้นแสดงพลังออกมาได้แค่ระดับ 'ทลายสมุทร' (เต้าไห่) ขั้นสูงสุดเท่านั้น
ส่วนระดับฟ้าถล่มขั้นปลาย นั่นมันระดับกวาดล้างแคว้นเซียงโจวไร้ผู้ต่อกรแล้วมั้ง? แบบนี้ยังไม่เก่ง สงสัยต้องเป็นกระบี่ทื่อๆ เลือกกินที่ไม่กินหัวไชเท้าอย่างนายสินะถึงจะเรียกว่าเก่ง!
"ความจริงแล้ว ก่อนที่ข้าจะเกิดใหม่เป็นกระบี่ ข้าก็อยู่เหนือกว่าระดับฟ้าถล่มไปแล้ว เพราะงั้น..."
"เลิกอ่านใจฉันสักที! แล้วก็อย่ามาพูดในหัวฉันตามใจชอบด้วย!"
จิตวิญญาณกระบี่แปลกใจ "สื่อสารแบบนี้ประสิทธิภาพสูงจะตาย ไม่งั้นด้วยความหัวทึบของเจ้าจะฝึกยังไงไหว สรุปเจ้ายังอยากเรียนดีๆ ไหมเนี่ย"
"ฉัน... ช่างเถอะ เข้าเรื่องซะที ในเมื่อกายาราชันย์คงกระพันเป็นวิชาของยอดฝีมือระดับฟ้าถล่ม ฉันจะฝึกได้จริงเหรอ?"
"จริงๆ แล้วกายาราชันย์คงกระพันไม่ใช่วิชา แต่เป็นพลังทางสายเลือด" หวังจิ่วอธิบาย "เสิ่นไคซานได้ถ่ายทอดผลึกแห่งการบำเพ็ญเพียรชั่วชีวิตออกมาในรูปแบบพลังสายเลือด คนรุ่นหลังเพียงแค่ต้องกระตุ้นสายเลือดนี้ให้เติบโตขึ้น ก็จะเข้าใกล้ความสมบูรณ์แบบไปเรื่อยๆ และความสมบูรณ์ของร่างกายจะฉุดดึงระดับลมปราณให้ก้าวหน้าตามไปเอง เมื่อฝึกกายาราชันย์คงกระพันจนสมบูรณ์ ระดับลมปราณอย่างน้อยก็น่าจะอยู่ที่ระดับฟ้าถล่มขั้นกลาง ส่วนวิธีกระตุ้น..."
หวังจิ่วคิดนิดหนึ่งแล้วถาม "เจ้าเคยบาดเจ็บไหม?"
"ผู้ฝึกตน ในขั้นปรับกายาใครจะไม่เคยบาดเจ็บบ้าง"
"ไม่ใช่พวกแผลมีดบาด หรือข้อเท้าแพลงนะ หมายถึงแขนขาดขาขาด กระอักเลือดสลบเหมือดน่ะ"
"...ไม่เคยย่ะ ฉันไม่ได้โง่นะ ฝึกวิชาบ้าอะไรให้ตัวเองพิการ"
"มิน่าล่ะเจ้าถึงไม่เคยค้นพบความมหัศจรรย์ของสายเลือดตัวเอง การฝึกร่างกายมนุษย์โดยเนื้อแท้ก็กฎเดียวกัน คือสร้างความเสียหายเล็กน้อยให้ร่างกาย เพื่อกระตุ้นให้เกิดการฟื้นฟูที่เหนือกว่าเดิม ทำให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น ส่วนกายาราชันย์คงกระพันคือการเอากฎข้อนี้มาใช้ให้ถึงขีดสุด อยากกระตุ้นสายเลือด ก็ต้องสร้างความเสียหายจำนวนมหาศาล"
ขณะที่หวังจิ่ากำลังอธิบายอย่างเพลิดเพลิน จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังมาจากนอกลานบ้าน ตามด้วยเสียงคนตะโกน
"คุณหนู สวนสกุลเสิ่นจะถูกรื้อถอนในเดือนหน้า ฮูหยินส่งพวกเรามาช่วยคุณหนูรีบเก็บสัมภาระขอรับ"
หวังจิ่วเกิดความสงสัยทันที กำลังจะเอ่ยถาม ก็เห็นหลี่ชิงหมิงสีหน้าเปลี่ยนไป "หวังจิ่ว รอแป๊บนะ ฉันขอจัดการเรื่องตรงหน้านี้ก่อน"
[จบแล้ว]