- หน้าแรก
- รูมเมตของฉันเป็นดาบ
- บทที่ 2 - ถามหน่อย เธอคือพาหนะของฉันใช่มั้ย
บทที่ 2 - ถามหน่อย เธอคือพาหนะของฉันใช่มั้ย
บทที่ 2 - ถามหน่อย เธอคือพาหนะของฉันใช่มั้ย
หลี่ชิงหมิงกอดกระบี่เดินฝ่าฝูงชนในตลาดที่พลุกพล่าน ร่างเล็กๆ ของเธอแหวกว่ายไปมาราวกับปลาในน้ำ หัวทุยๆ ผลุบโผล่เหมือนแหนในมหาสมุทร คนมองดูลุ้นระทึก แต่เธอก็รอดมาได้แบบไร้อันตราย
ไม่นานนัก สาวน้อยก็ออกจากตลาด เข้าสู่ถนนสายเงียบสงบ ฝีเท้าของเธอช้าลงเล็กน้อย ยกกระบี่ในอ้อมกอดขึ้นมาพินิจพิจารณาด้วยความตื่นเต้น เหมือนเจ้าบ่าวเปิดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาว แต่ไม่นาน ดวงตาสุกใสเหมือนอัญมณีก็ฉายแววสงสัยและลังเล
กระบี่ยาวสามฟุตสี่นิ้ว กว้างสองนิ้ว หนักประมาณหกชั่ง ตัวกระบี่ขาวโพลน คมกระบี่ไม่ปรากฏ ปลายกระบี่ทื่อมน เป็นกระบี่หนักทื่อๆ ของแท้แน่นอน
ด้ามจับพอมองเห็นลายเมฆอันวิจิตร แต่ส่วนใหญ่ถูกกาลเวลาขัดเกลาจนเลือนหาย เหลือเพียงตัวอักษรโบราณสองตัวที่พอเดาได้ แฝงความเก่าแก่คร่ำครึ
วัสดุไม่ใช่โลหะและไม่ใช่หิน จับแล้วรู้สึกเบามือ แต่ไม่มีพลังวิญญาณแผ่ออกมาแม้แต่น้อย เป็นกระบี่ระดับขาวที่ไม่มีอภินิหารใดๆ
หลี่ชิงหมิงก็บอกไม่ถูกว่าทำไมถึงเลือกเล่มนี้ ตอนเลือกกระบี่ในตลาด เธอสะดุดตากระบี่ขาวหน้าตาบ้านๆ เล่มนี้ทันที แล้วก็ทุ่มหมดหน้าตักซื้อมันมา
แม้สมบัติของเด็กสาวจะมีแค่เก้าตำลึง แต่ปกติอาวุธระดับขาวขายกันไม่ถึงห้าตำลึงด้วยซ้ำ ยิ่งกระบี่เก่าๆ พังๆ แบบนี้ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ส่วนที่เถ้าแก่โม้ว่ากระบี่คงกระพัน เธอก็ไม่ใช่เด็กสามขวบนะ หลี่ชิงหมิงเพิ่งฉลองวันเกิดอายุสิบสี่ไปหมาดๆ เลิกใสซื่อไปนานแล้ว
"หวังว่าฉันคงไม่ได้ซื้อพลาดไปนะ..."
หลี่ชิงหมิงเอียงคอทำหน้ามุ่ยอย่างจนใจ
"เก้าตำลึงอาจจะไม่เยอะ... แต่เบี้ยหวัดฉันโดนหักแล้วหักอีก ตอนนี้แทบจะไม่พอค่าข้าวแล้ว ถ้าฝึกเพลงกระบี่วายุไล่ล่าไม่สำเร็จ ชีวิตจบเห่แน่ๆ"
"เพราะงั้น มาพยายามด้วยกันนะ!"
หลี่ชิงหมิงกระโดดเหยงๆ ให้กำลังใจตัวเอง กอดกระบี่แนบอกอีกครั้ง แล้วออกวิ่งเหยาะๆ ไปตามทางเดินเล็กๆ
สุดทางเดินเป็นลานบ้านเงียบสงบ ประตูสีแดงพุทราปิดสนิท ป้ายเก่าๆ เขียนว่า 'สวนสกุลเสิ่น' แขวนอยู่อย่างโดดเดี่ยว หลี่ชิงหมิงยิ้มบางๆ ไม่ผลักประตู แต่ยกมือนับนิ้วคำนวณเวลา แล้ววิ่งไปที่จุดห่างจากประตูประมาณสิบก้าว ปลายเท้าแตะพื้นเบาๆ กระโจนข้ามกำแพงสูงหนึ่งวาเหมือนนกน้อย
จู่ๆ ต้นสนยักษ์ก็โผล่มาขวางทางเหมือนยักษ์เฝ้าประตูที่น่ากลัว แต่หลี่ชิงหมิงทำเป็นมองไม่เห็น พุ่งชนเข้าไปดื้อๆ แล้วก็ทะลุออกมาโดยไม่มีอะไรกั้น ลงสู่พื้นอย่างนิ่มนวล
เด็กสาวหันกลับไปโค้งคำนับให้ต้นสนลวงตานั้น
"ปู่ต้นไม้ ขอบคุณที่ช่วยเฝ้าบ้านนะคะ"
จากนั้นก็วิ่งเข้าบ้าน ไปตักน้ำในโอ่งที่ครัวดื่มอึกๆ จนจุใจ เช็ดปากด้วยหลังมือ ถอนหายใจเฮือกใหญ่ แล้วหยิบกระบี่ไปยืนที่ลานฝึกยุทธ์หลังบ้าน
พอยืนบนลาน ความไร้เดียงสาบนใบหน้าหลี่ชิงหมิงก็หายวับไป เธอถือกระบี่ด้วยมือเดียว สูดหายใจลึก หน้าอกเล็กๆ กระเพื่อมขึ้น กลิ่นอายกดดันแผ่ออกมาโดยธรรมชาติ
วินาทีนี้ เธอไม่ใช่เด็กสาววัยสิบสี่ แต่เป็นมือกระบี่
หนึ่งกระบี่ในมือ พิชิตทั่วหล้า
ถึงแม้ว่ามือกระบี่คนนี้จะเด็กไปหน่อย และตบะก็ตื้นเขินสุดๆ แค่ขั้นปรับกายาสมบูรณ์ เพิ่งเข้าสู่ขั้นก่อวายุ เป็นระดับล่างสุดของโลกผู้ฝึกตน หรือจะเรียกว่ายังไม่เข้าวงการเลยก็ได้
การบำเพ็ญเพียรในโลกแบ่งเป็นเก้าระดับ
ก่อวายุ เมฆาโหม พลิกเมฆาพลิกพิรุณ ผลักภูผาพลิกสมุทร ผ่าปฐพีทลายฟ้า ไปจนถึงขั้นสมบูรณ์ทะลวงความว่างเปล่า เก้าระดับขั้นบันไดที่คัดกรองผู้คนเหมือนพีระมิดที่ประกอบกันเป็นโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร
แน่นอน หนทางหมื่นลี้เริ่มที่ก้าวแรก มือกระบี่ตัวจิ๋วรู้สถานะตัวเองดี เธอตั้งท่า สงบจิตใจ ครู่ต่อมามือขวาสะบัด ลานบ้านสว่างวาบด้วยแสงกระบี่ แสงนั้นบางเบาเหมือนเส้นไหม แต่ถักทอแน่นหนาเหมือนตาข่าย รวดเร็วปานวายุ
เพลงกระบี่วายุไล่ล่า
เพลงกระบี่หากินของศิษย์สายนอกตระกูลหลี่แห่งเมืองวายุ ฝึกจนสำเร็จกระบี่จะรวดเร็วเหมือนลม ยากจะป้องกัน หลี่ชิงหมิงได้รับคัมภีร์นี้เมื่อครึ่งปีก่อน ฝึกฝนเช้าค่ำไม่หยุดหย่อน จนถึงตอนนี้บรรลุขั้นเจ็ดวายุกระโชก ใช้ท่าชักกระบี่ออกโจมตี สามดาบแรกเร็วเหมือนลมพายุ คมกระบี่เหมือนสายฟ้า อีกนิดเดียวก็จะถึงขั้นสมบูรณ์วายุคลั่ง
แต่อีกนิดเดียวนี่แหละที่เธอติดแหง็กมาสองเดือนเต็ม จากวายุกระโชกสู่วายุคลั่ง ไม่ใช่แค่ต้องเร็วขึ้น แต่ต้องแรงขึ้น ไม่งั้นเพลงกระบี่เหมือนลมพัดหน้า จะไปฆ่าแกงใครได้? เคล็ดลับที่ทำให้เพลงกระบี่วายุไล่ล่าเป็นท่าไม้ตายของศิษย์สายนอกคือการผสานความเร็วเข้ากับพลังทำลายล้าง การจะบรรลุขั้นวายุคลั่ง ผู้ฝึกต้องเน้นที่พละกำลัง ฟันหนึ่งดาบต้องผ่าเหล็กผ่าหินได้ หลี่ชิงหมิงเป็นผู้หญิง ตัวเล็กบอบบาง มีความพลิ้วไหวแต่ขาดความหนักแน่น ขั้นวายุคลั่งจึงยากสำหรับเธอ โชคดีที่หัวไว ช่วงนี้เริ่มจับจุดได้บ้างแล้ว เพลงกระบี่เริ่มแน่น ลมกระบี่เริ่มคม พลังเริ่มมา
แต่ตอนนี้ดันเจอปัญหาที่ไม่เล็กไม่ใหญ่ กระบี่ซ้อมพังหมดแล้ว
การฝึกเพลงกระบี่วายุไล่ล่า ต้องฟันหุ่นไม้ร้อยต้นทุกวัน หุ่นไม้น่ะไม่กลัวหมด เพราะมีปู่ต้นไม้เสกให้เรื่อยๆ แต่เอาดาบไปฟันไม้ ฟันมากๆ เข้าก็บิ่นหรือหัก กระบี่เหล็กกล้าชั้นดีต่อให้ถนอมแค่ไหนก็อยู่ได้ไม่เกินสามวัน หลี่ชิงหมิงฝึกมาสามเดือนกว่า พังกระบี่ไปยี่สิบกว่าเล่ม เงินเก็บเกลี้ยงกระเป๋า
จนเมื่อวาน หลี่ชิงหมิงคำนวณดูแล้วว่า แทนที่จะเปลี่ยนกระบี่ทุกสามวัน สู้ยอมอดออมซื้อกระบี่ดีๆ สักเล่มดีกว่า ไม่ต้องคมกริบหรือมีธาตุวิเศษอะไร ขอแค่ทนมือทนเท้าก็พอ กระบี่แบบนี้ในระดับขาวมีเยอะแยะ ราคาก็ไม่แพง เธอเลยแคะกระปุก ขายของเล่นสมัยเด็ก รวบรวมเงินได้เก้าตำลึง ไปเชิญกระบี่โบราณระดับขาวเล่มนี้เข้าบ้าน
ตอนนี้ก็หวังแค่ว่ากระบี่เล่มนี้จะคุ้มราคา ไม่ต้องตัดเหล็กเหมือนหยวกกล้วย ขอแค่แข็งแรงทนทาน ช่วยให้เธอฝึกสำเร็จก็พอ
แต่ทว่า ฝึกไปได้แป๊บเดียว หลี่ชิงหมิงก็รู้สึกแขนอ่อนเปลี้ยเพลียแรง กระบี่โบราณหนักอึ้งเล่มนี้ตอนแรกจับดูก็เบามือดี แต่ยิ่งใช้ยิ่งฝืดเคืองและหนักอึ้ง เหมือนมีแรงต้านที่มองไม่เห็นมาฉุดแขนเธอไว้ แบบนี้อย่าว่าแต่กระบี่ไล่ลมเลย แค่จะร่ายรำให้ต่อเนื่องยังยาก เพลงกระบี่สามสิบหกท่า พอรำไปถึงท่าสุดท้าย หลี่ชิงหมิงก็จับกระบี่ไม่อยู่ นิ้วทั้งห้าชาด้าน จนกระบี่หลุดมือปลิวออกไปกระแทกพื้นหินดังเคร้งคร้าง ท่ามกลางความตะลึงงันของเจ้าตัว
"..."
หลี่ชิงหมิงก้มหน้า เหงื่อเม็ดโป้งไหลตามไรผมลงมา ผมเปียกแนบแก้มบังใบหน้าแดงก่ำ ถึงบ้านเก่าหลังนี้จะเปลี่ยว ไม่มีใครเห็นฉากเมื่อกี้ แต่คิดยังไงมันก็น่าขายหน้าชะมัด!
ฝึกดาบจนดาบหลุดมือ นี่มันเรื่องงามหน้าในรอบร้อยปีของตระกูลหลี่แห่งเมืองชิงอวิ๋นชัดๆ
สักพัก หลี่ชิงหมิงเงยหน้า สายตาไปปะทะกับต้นไม้ใหญ่ริมกำแพง ราวกับว่ากำลังถูกต้นไม้โบราณที่ท่านแม่ทิ้งไว้ให้เฝ้าบ้านมองดูด้วยความเอ็นดู หน้าเธอก็แดงขึ้นมาอีก
"มะ ไม่ใช่ ปู่ต้นไม้มองผิดแล้ว นั่นไม่ใช่ดาบหลุดมือ หนูแค่... แค่กำลังฝึกท่ากระบี่บินเหนือเมฆ ดูสิ พอจบท่าสามสิบหกแล้วจู่ๆ ก็ปล่อยกระบี่บินออกไป ศัตรูต้องคาดไม่ถึงแน่ๆ..."
พูดไปพูดมา หลี่ชิงหมิงยิ่งพูดยิ่งอาย แทบอยากระเบิดตัวเอง...
พอนึกย้อนไปถึงความฝืดตอนฝึก ยิ่งคิดยิ่งแปลก กระบี่ระดับขาวหนักแค่หกจินทำไมถึงเป็นงั้นไปได้? ด้วยพื้นฐานการฝึกร่างกายสมัยเด็ก ต่อให้แกว่งลูกตุ้มหินหนักหกสิบจินก็ไม่ถึงกับหมดแรงหลุดมือ มันต้องมีอะไรผิดปกติที่ตัวกระบี่แน่ๆ!
หลี่ชิงหมิงนึกถึงคำพูดพ่อค้า "อาวุธเทพราคาห้าสิบตำลึงเจ้ากล้าใช้เรอะ ไม่กลัวมีคำสาปติดมาหรือไง?"
ไอ้กระบี่นี่ถึงจะไม่ใช่อาวุธเทพ แต่มันจะมีคำสาปติดมาด้วยมั้ยนะ...
คิดได้แค่นั้น หลี่ชิงหมิงก็ขนลุกซู่ แสงแดดเดือนห้าที่เคยอบอุ่นดูเย็นยะเยือกขึ้นมาทันที สาวน้อยเตรียมจะวิ่งกลับเข้าบ้านไปเอายันต์กันผีที่แม่ทิ้งไว้มาสะกดสิ่งชั่วร้าย
แต่ก็คิดได้ว่าตัวเองตื่นตูมไปหน่อย บ้านเก่าหลังนี้แม่ทิ้งไว้ให้ ในลานบ้านมีค่ายกลที่ผู้ฝึกตนขั้นผลักภูผาวางไว้อย่างดี ต่อให้เก่าแค่ไหนพวกมารร้ายก็ไม่น่าจะเข้ามาได้ง่ายๆ...
เธอเดินไปเก็บกระบี่ขึ้นมา นึกถึงความเปิ่นของตัวเองแล้วก็อดยิ่งหน้าแดงไม่ได้ "กระบี่เฮงซวย เป็นความผิดแกแท้ๆ ทำเอาฉันฝึกไม่ได้เรื่องเลย"
ก็แค่บ่นไปตามประสา แต่พริบตาต่อมา หลี่ชิงหมิงก็ได้ยินเสียงใสกระจ่างดังขึ้นในหัว
"ยัยบ๊อง เธอนั่นแหละที่ฝึกผิดเอง"
"..." หลี่ชิงหมิงสตั๊นไปครึ่งนาที ก่อนจะกรีดร้องแล้วขว้างกระบี่ทิ้ง วิ่งจู๊ดกลับเข้าห้องไปหยิบยันต์กันผีมาปึกหนึ่ง ครึ่งหนึ่งถือไว้ อีกครึ่งปาใส่รอบๆ กระบี่ด้วยมือสั่นเทา
"กะ แก แกเป็นตัวอะไรกันแน่?!"
จิตวิญญาณกระบี่ได้ยินคำถามนี้ก็อึ้งไปเหมือนกัน
ก่อนจะหลับใหล เขาคือกระบี่เทพเหนือโลกที่ไม่มีใครในเก้าทวีปไม่รู้จัก คนเราอาจจะไม่รู้จักพ่อแม่ตัวเองได้ แต่ไม่มีทางไม่รู้จักกระบี่เทพผู้กอบกู้โลกแน่ๆ ดังนั้นเลยไม่เคยมีใครถามคำถามโง่ๆ แบบนี้ต่อหน้าเขามาก่อน
แต่เอาเถอะ ในเมื่อถามมา ก็จะตอบให้จริงจัง จิตวิญญาณกระบี่คิดนิดนึงแล้วแนะนำตัวว่า "ข้าคือจิตวิญญาณกระบี่เทพเหนือโลก ที่ถือกำเนิดจากการทำพิธีสังเวยเลือดร้อยวันโดยเก้าเซียนราชันย์ หลับใหลไปยาวนานหลังศึกตัดสินกับจักรพรรดิมาร และตื่นขึ้นเพราะเสียงเรียกของเจ้า"
"..."
"ดูจากการอธิบายที่กระชับและแม่นยำของข้า ข้าว่าเจ้าคงเข้าใจสถานะของข้าแล้ว งั้นมาเข้าคำถามต่อไป ข้าถามเจ้า เจ้าคือพาหนะของข้าใช่มั้ย?"
"ห๊ะ?"
จิตวิญญาณกระบี่เห็นเด็กสาวทำหน้าเอ๋อ ก็ไม่ได้ใส่ใจ ยังไงคำถามนี้ก็ไม่มีคำตอบที่สองอยู่แล้ว
การได้เป็นพาหนะของกระบี่เทพ เป็นวาสนาที่ผู้ฝึกตนหน้าไหนก็ปฏิเสธไม่ลง ตอนนั้นหลี่จิ่วหลงได้รับเลือกเป็นพาหนะเบอร์หนึ่งเพราะวิชาตีดาบที่เหนือชั้น ทำเอาอีกแปดเซียนอิจฉาตาร้อนกันไปนาน
และในเมื่ออีกฝ่ายไม่คัดค้าน ก็ดำเนินการขั้นที่สามได้เลย
ลงนามในพันธสัญญา
ตอนนี้จิตวิญญาณกระบี่อ่อนแอสุดขีด ขยับตัวเองยังไม่ได้ ระหว่างนี้ก็ต้องหาพาหนะไว้ขี่ไปไหนมาไหน และแม่หนูหลี่ชิงหมิง ก็คือตัวเลือกของเขา
ถึงพาหนะตัวนี้จะอ่อนแอกว่าเขาอีก แต่ก็ถือว่ามีบุญคุณที่ช่วยปลุก ตอนนี้เขาเลยไม่คิดจะเลือกมาก
ขั้นตอนการทำสัญญาง่ายมาก จิตวิญญาณกระบี่ดึงของเหลวที่มีพลังชีวิตของเด็กสาวมานิดหน่อย ซึ่งก็คือเหงื่อตอนซ้อมดาบ แล้วก็ดึงพลังปราณของเธอมาอีกนิด คือสมาธิที่เธอจดจ่อเมื่อครู่ จากนั้นก็หลอมรวมเข้ากับตัวเขา ความสัมพันธ์นายบ่าวก็เป็นอันสมบูรณ์
ทันทีที่สัญญาเสร็จสิ้น จิตวิญญาณกระบี่ก็ได้ยินเสียงในใจอันตื่นตระหนกของเด็กสาวผ่านช่องทางพันธสัญญา
"นะ นี่ นี่มันตัวบ้าอะไรเนี่ย?!"
"ข้าไม่ใช่ผี ข้าคือจิตวิญญาณกระบี่" จิตวิญญาณกระบี่ช่วยแก้ความเข้าใจผิดให้หลี่ชิงหมิงอย่างจริงจัง
เด็กสาวโพล่งออกมาโดยไม่รู้ตัว "ผีกับวิญญาณกระบี่ก็เหมือนกันนั่นแหละ! เดี๋ยว!? นะ นายได้ยินความคิดฉันเหรอ!?"
"แน่นอน นี่เป็นฟังก์ชันพื้นฐานของพันธสัญญานายบ่าว"
เด็กสาวตกใจสุดขีด "พันธสัญญาอะไรนะ? นาย นายยอมรับฉันเป็นเจ้านายแล้วเหรอ?"
จิตวิญญาณกระบี่ตอบ "เปล่าเจ้ายอมรับข้าเป็นเจ้านายต่างหาก ส่วนข้ายอมรับเจ้าเป็นพาหนะ"
"..." หลี่ชิงหมิงอ้าปากค้าง หายใจติดขัด "นายว่าไงนะ? พาหนะ?"
จิตวิญญาณกระบี่ยิ้ม "ใช่แล้ว ยินดีด้วยนะ ที่ได้รับเลือกเป็นพาหนะของกระบี่เทพเหนือโลก จากนี้ไปจงรับใช้ข้า ให้ข้าเรียกใช้ แบ่งปันพลังและปัญญาของข้า... เอ้า ไหนลองบอกความรู้สึกมาซิ"
ครู่ต่อมา เสียงตะโกนในใจของเด็กสาวก็ดังสนั่นหวั่นไหวจนหูแทบแตก
"ช่วยด้วย!!!"
[จบแล้ว]