เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 19 ประลองชี้เป็นชี้ตาย

ตอนที่ 19 ประลองชี้เป็นชี้ตาย

ตอนที่ 19 ประลองชี้เป็นชี้ตาย


“ถึงกับสามารถต้านกระบี่สามเล่มของข้าได้ต่อเนื่อง น่าสนใจอยู่บ้าง!”

เซียวชิงเฟิงประหลาดใจเล็กน้อย ดวงตาทั้งสองจ้องเขม็งไปยังหลิงเฟิง ย่นปากกล่าว “ทว่า ก็เพียงเท่านี้ ข้าขอเตือนเจ้าว่าส่งตำราหมัด ‘หมัดเก้าชั้นสะท้านสมุทร’ ออกมาเสียดีๆ มิเช่นนั้นด้วยกำลังเพียงเท่านี้ของเจ้า คงได้กินความขมขื่นอยู่บ้าง หรือกระทั่งต้องเสียชีวิตน้อยๆ ของเจ้าไป!”

เมื่อกล่าวถึงคำว่า “ชีวิตน้อยๆ” สายตาของเซียวชิงเฟิงก็เย็นชาลงอย่างเห็นได้ชัด กระทั่งศิษย์โดยรอบยังรู้สึกถึงไอเย็นที่แผ่ซ่านออกมา อดตัวสั่นไม่ได้

“โอ้” หลิงเฟิงหัวเราะเสียงดัง “บังเอิญเหลือเกิน ข้าหลิงเฟิงยอมอ่อนไม่ยอมแข็งมาตลอด อยากได้ตำราหมัดก็ได้ ใช้กำลังมาเอาสิ!”

“เฮือก!”

เมื่อคำพูดนี้ออกมา ศิษย์โดยรอบล้วนสูดหายใจเย็นเยือก

เจ้าคนนี้ หรือว่าสมองถูกลาเตะมา

กำลังของเซียวชิงเฟิง นั่นคือรวบรวมปราณขั้นแปดเชียวนะ!

หรือเขาคิดว่าเมื่อครู่ต้านทานการโจมตีของเซียวชิงเฟิงได้หลายครั้ง ก็สามารถเทียบเคียงกับอัจฉริยะเช่นนี้ได้แล้ว

โง่เขลาสิ้นดี!

เซียวชิงเฟิงแทบจะโกรธจนหัวเราะออกมา “เจ้าหนู เมื่อครู่ข้าใช้กำลังเพียงสามส่วนเท่านั้น! ดี ดีมาก!”

เซียวชิงเฟิงจ้องหลิงเฟิงอย่างเย็นชา “ในเมื่อเจ้าคิดรนหาที่ตาย ก็อย่าโทษว่าข้าใจร้ายมือหนัก!”

“เข้ามาเลย!” หลิงเฟิงไม่เปลี่ยนสีหน้า แม้เซียวชิงเฟิงจะได้เปรียบด้านปราณ แต่ตนเองก็มีเนตรวิถีสวรรค์ที่สามารถมองทะลุจุดอ่อนได้ ต่อให้ไม่ใช่คู่ต่อสู้ก็ไม่ถึงขั้นไม่มีโอกาสหนีรอด

ขณะนั้นเอง พลันมีศิษย์ผู้หนึ่งรีบร้อนวิ่งเข้ามา กระซิบข้างหูเซียวชิงเฟิงหลายประโยค เซียวชิงเฟิงแค่นเสียงเย็นชา จ้องหลิงเฟิงแล้วกล่าว “เจ้าหนู นับว่าเจ้าโชคดี หนีรอดไปได้! ทว่า อีกสิบวันให้หลัง เจ้ากล้าขึ้นประลองชี้เป็นชี้ตายกับข้าหรือไม่!”

เมื่อขึ้นลานประลองชีวิตและความตาย ชีวิตและความตายไม่เกี่ยวข้องกัน เป็นไปตามชะตาฟ้าลิขิต!

หลิงเฟิงย่อมเข้าใจความหมายของลานประลองชีวิตและความตายดี แต่กลับไม่เกรงกลัวแม้แต่น้อย กล่าวเสียงเย็นชา “หากเจ้าไม่กลัวตาย ข้ายินดีอยู่เป็นเพื่อน!”

“ดี! ดีมาก!”

เซียวชิงเฟิงจ้องหลิงเฟิงแวบหนึ่ง “เช่นนั้นจะให้เจ้ามีชีวิตอยู่ต่อไปอีกสิบวัน! สิบวันให้หลัง เจ้าจะเข้าใจว่า เจ้าล่วงเกินคู่ต่อสู้ที่น่ากลัวเพียงใด!”

กล่าวจบ เซียวชิงเฟิงก็เดินจากไปพร้อมศิษย์ผู้นั้น ผู้นำยอดเขาเรียกพบ มิอาจไม่ไป

เมื่อเห็นเซียวชิงเฟิงจากไปแล้ว หลิงเฟิงกลับทำราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ยักไหล่แล้วจากไป

สำหรับเขาแล้ว เซียวชิงเฟิงในตอนนี้อาจนับเป็นคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่ง ทว่าสิบวันให้หลัง อาจไม่แน่เสมอไป

…....

ไม่นาน เรื่องการประลองของเซียวชิงเฟิงและหลิงเฟิงก็แพร่กระจายไปทั่วทั้งสำนักถามเซียน

ชื่อเสียงของหลิงเฟิง นับว่าโด่งดังไปชั่วขณะ

แรกเริ่มคือในสถานที่เช่นยอดเขาไผ่น้อย กลับสามารถอยู่รอดมาได้ จากนั้นก็สั่งสอนสือไท่หลงอย่างอุกอาจ ทำให้ตาเขาบอดไปข้างหนึ่ง

จากนั้นยังนำป้ายคำสั่งเจ้าสำนักออกมา กระทั่งผู้อาวุโสผู้ดูแลหอยังต้องยอมอ่อนข้อ

ตอนนี้ ข่าวหลายเรื่องก่อนหน้านี้ยังไม่ทันร้อนดี ก็มีข่าวว่าเขาและอัจฉริยะอย่างเซียวชิงเฟิงกำหนดการประลองชี้เป็นชี้ตายในอีกสิบวัน!

หากมิใช่เพราะหลิงเฟิงเข้าสู่ยอดเขาไผ่น้อย เกรงว่าเขาคงกลายเป็นบุคคลในตำนานที่ศิษย์ในสำนักชื่นชม

น่าเสียดาย เขากลับเป็นศิษย์ของตวนมู่ชิงซาน ผู้สังหารเจ้าสำนักคนก่อน

หลิงเฟิงมิทราบว่าตน “โด่งดัง” เพียงใด และไม่สนใจเรื่องเหล่านี้

ขณะนี้ เขาได้กลับไปยังเรือนไม้ไผ่ของยอดเขาไผ่น้อยแล้ว เมื่อเห็นตวนมู่ชิงซานกำลังดื่มสุราอยู่ในสวน ก็รีบเข้าไปคารวะทันที

“ขอบคุณอาจารย์มากขอรับ!”

ยามอยู่ที่หอคัมภีร์ หากมิใช่ว่าตวนมู่ชิงซานส่งปราณกระบี่ผ่านป้ายหยกเจ้าสำนักมา เกรงว่าเขาคงถูกผู้อาวุโสผู้ดูแลหอผู้นั้นทำร้ายไปแล้ว

“ข้าเคยกล่าวว่าข้าคุ้มครองเจ้าได้ ตอนนี้ไม่มีข้อสงสัยแล้วกระมัง” ตวนมู่ชิงซานเงยหน้าขึ้นดื่มสุรา “กึกๆ” ไปหลายอึก จากนั้นจึงยิ้มกว้าง

“ฮ่าๆ ศิษย์หามีข้อสงสัยใดไม่” หลิงเฟิงลูบสันจมูก ยามกล่าววาจานี้ในใจรู้สึกไม่มั่นคงอยู่บ้าง

“เจ้าเด็กนี่ ฮ่าๆๆๆ…” ตวนมู่ชิงซานหัวเราะเสียงดังขึ้นมา จากนั้นพลันเอ่ย “แม้ข้าจะสามารถส่งปราณกระบี่ไปคุ้มครองเจ้าผ่านป้ายคำสั่งได้ แต่เจ้าก็พยายามอยู่ข้างกายข้าให้มากที่สุด มิเช่นนั้นไม่รู้ว่าพวกเขาจะใช้วิธีชั่วร้ายอันใดมาจัดการเจ้า”

“ข้าเข้าใจแล้ว” หลิงเฟิงผงกศีรษะ จากนั้นจึงกล่าว “จริงสิอาจารย์ ข้าเลือกสมุนไพรมาไม่น้อยจากหอโอสถ ทั้งยังคิดตำรับยาใหม่ออกแล้ว น่าจะสามารถเร่งการขจัดปราณกระบี่ในกายท่านได้”

“เด็กดี ทำให้เจ้าต้องลำบากอีกแล้ว” ตวนมู่ชิงซานลูบศีรษะหลิงเฟิง ยิ้มบางเบา ทว่าคล้ายคิดถึงเรื่องเศร้าอันใดขึ้นมาได้ ทอดถอนใจอย่างเศร้าสร้อย

หลิงเฟิงรู้ว่าตวนมู่ชิงซานต้องคิดถึงภรรยาและบุตรีของตนเป็นแน่ ไม่รู้ว่าจะปลอบใจอย่างไร ทำได้เพียงอยู่ดื่มสุราเป็นเพื่อนเขาในสวน

…...

รุ่งเช้า หลังยอดเขาไผ่น้อย หน้าผาขาดแห่งหนึ่ง

ทะเลเมฆไร้สิ้นสุดลอยฟ่อง สายลมเย็นพัดมา หลิงเฟิงถือกระบี่เผชิญหน้าสายลม

ขณะนี้ กระบี่ในมือเขาเปลี่ยนไปเล่มหนึ่งแล้ว คราวที่แล้วตอนปะทะกับเซียวชิงเฟิง กระบี่เหล็กกล้าของเขาถูกฟันจนบิ่นไปสามแห่ง นี่มิใช่เพราะวิชากระบี่ของเขาด้อยกว่าอีกฝ่าย แต่เพราะคุณภาพของกระบี่เหล็กกล้าด้อยกว่าอาวุธลี้ลับในมือของเซียวชิงเฟิงมากนัก

สำหรับศิษย์คนโปรดเช่นนี้ ตวนมู่ชิงซานย่อมไม่ตระหนี่ถี่เหนียว เมื่อเห็นกระบี่ของหลิงเฟิงเสียหายก็โยนอาวุธลี้ลับชั้นต่ำให้เขาเล่มหนึ่งทันที ชื่อว่า “กระบี่จันทราประหาร”

หลังร่ายรำเพลงกระบี่พินาศดาวอยู่หลายรอบ หลิงเฟิงก็ควักคัมภีร์สามเล่มในอกออกมา

เขาได้คัมภีร์ท่าร่างมาเล่มหนึ่งที่หอคัมภีร์ชื่อ ‘ก้าวแสงฉับพลัน’ ก่อนหน้านี้แม้จะใช้เนตรวิถีสวรรค์คัดลอก ‘ก้าวเมฆาไล่ล่า’ มา แต่เคล็ดวิชานี้เป็นของดาษดื่นที่ศิษย์คนใดก็ได้ กระทั่งศิษย์นอกสำนักก็สามารถฝึกฝนได้ ก้าวแสงฉับพลันสูงส่งกว่ามาก

เคล็ดวิชาหลอมกายา ‘กายาหินผา’ หนึ่งเล่ม ตวนมู่ชิงซานเคยกล่าวว่า ‘เคล็ดวิชาหลอมปราณถามเซียน’ ของตนเพียงพอแล้ว ดังนั้นเขาจึงไม่ได้เลือกเคล็ดวิชาหลอมปราณที่หลากหลาย แต่เลือกเคล็ดวิชาหลอมกายาเล่มหนึ่ง

เมื่อคืนหลังเปิดเนตรวิถีมนุษย์ใช้เวลาสามสิบอึดใจเสร็จสิ้น เขาก็เริ่มบำเพ็ญเพียรเคล็ดวิชาใน ‘กายาหินผา’ แล้ว การหลอมกายาและวิทยายุทธ์ทั่วไปแตกต่างกัน ไม่มีทางลัดให้เดิน หนึ่งคือการฝึกฝนของตนเอง สองคือการชำระไขกระดูกด้วยการอาบโอสถ

‘กายาหินผา’ มิได้นับเป็นเคล็ดวิชาชั้นสูงอันใด ดังนั้นสมุนไพรที่ต้องการก็หาได้ไม่ยาก ในสวนยาของตวนมู่ชิงซานล้วนมีครบ ต่อไปก็คือการใช้เวลา กายาหินผาย่อมฝึกฝนจนสำเร็จได้

ยังมีอีกหนึ่งเล่มคือ ‘หมัดเก้าชั้นสะท้านสมุทร’ ทว่าได้แลกเปลี่ยนกับเซียวชิงเฟิงเป็นตำราส่วนหลังที่ขาดไปแล้ว

หลิงเฟิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ไม่รีบร้อนฝึกฝน ‘หมัดเก้าชั้นสะท้านสมุทร’ แต่พลิกเปิดคัมภีร์ ‘ก้าวแสงฉับพลัน’ ขึ้นมา

บางทีอาจเพราะเคยเป็นแพทย์มาก่อน หลิงเฟิงจึงไม่ชอบการปะทะซึ่งหน้ากับผู้อื่น หากสามารถใช้ท่าร่างหลบหลีกการโจมตีของอีกฝ่าย มีเพียงตนที่สามารถโจมตีผู้อื่นได้ ส่วนคู่ต่อสู้กลับตีตนไม่ได้เลย นั่นมิใช่เรื่องน่าสนุกหรือ

“ลายเทพวิถีสวรรค์ลำดับแรก ประทับ!”

ดวงตาข้างขวาร้อนผ่าวขึ้นเล็กน้อยจากลายเทพประทับ หลิงเฟิงคล้ายเห็นรูปภาพในคัมภีร์เคลื่อนไหวด้วยตัวเอง

“การเคลื่อนไหว” เช่นนี้ แม้จะด้อยกว่าการแสดงให้ดูต่อหน้าจริงๆ แต่ยามเปิดเนตรวิถีสวรรค์ หลิงเฟิงรู้สึกว่าตนเองหูตาสว่างไสว ความคิดว่องไวราวสายฟ้า ทุกข้อมูลในสมองล้วนชัดเจนอย่างยิ่ง

เมื่อรูปภาพเหล่านั้นเข้าสู่สมอง เขาก็เริ่มจำลองกระบวนท่าการแสดงของตนในห้วงความคิด

ทำเช่นนี้ซ้ำๆ อยู่หลายครั้ง ในที่สุดหลิงเฟิงก็เริ่มฝึกฝนท่าร่างก้าวเมฆาไล่ล่า

เพียงครั้งแรกก็สำเร็จโดยง่ายดาย แม้จะยังขาดความชำนาญอยู่บ้าง แต่เมื่อฝึกฝนต่อไปก็มิได้ยากที่จะเชี่ยวชาญ

นี่คือความน่ากลัวของเนตรวิถีสวรรค์ ศิษย์ทั่วไปฝึกฝนก้าวเมฆาไล่ล่า หนึ่งเดือนเข้าสู่ขั้นพื้นฐานนับว่าหาได้ยากแล้ว ส่วนหลิงเฟิงเพียงดูคัมภีร์ไม่กี่ครั้งก็เข้าสู่ขั้นพื้นฐานแล้ว

จบบทที่ ตอนที่ 19 ประลองชี้เป็นชี้ตาย

คัดลอกลิงก์แล้ว