- หน้าแรก
- จักรพรรดิสวรรค์แห่งความโกลาหล
- ตอนที่ 18 อัจฉริยะ!
ตอนที่ 18 อัจฉริยะ!
ตอนที่ 18 อัจฉริยะ!
ภูเขาเก้าเซียน สำนักถามเซียน ยอดเขาหลักเซียนสัญจร
“เรียนเจ้าสำนัก ศิษย์สายยอดเขาไผ่น้อย หลิงเฟิง ถือป้ายหยกเจ้าสำนักของสำนักถามเซียนจริงขอรับ!”
ผู้อาวุโสผู้ดูแลหอสีหน้ายังคงขาวซีด บาดแผลที่ถูกฝ่ามือแทงทะลุ ปราณกระบี่วนเวียนไม่สลาย เห็นได้ว่าปราณกระบี่ของตวนมู่ชิงซานทรงพลังอำนาจเพียงใด
เบื้องหน้าตำหนัก บนบัลลังก์เจ้าสำนัก มีชายวัยกลางคนในอาภรณ์สีครามนั่งอยู่ ดวงตาคมปลาบเป็นประกาย
คนผู้นี้คือเจ้าสำนักคนปัจจุบันของสำนักถามเซียน หลินชางล่าง
ดวงตาทั้งสองหลินชางล่างหรี่ลงเล็กน้อย มองไปยังหลี่เหลียงผู้อาวุโสผู้รับผิดชอบการจัดสรรศิษย์ในสำนัก ถามเสียงขรึม “ผู้อาวุโสหลี่ มิใช่ว่าให้ท่านจัดสรรศิษย์ที่มีคุณสมบัติย่ำแย่ที่สุดไปที่ยอดเขาไผ่น้อยทุกปีหรอกหรือ เหตุใดจึงส่งหลิงเฟิงไป”
“เรื่องนี้…” หลี่เหลียงตัวสั่นสะท้าน เรื่องที่หลิงเฟิงเอาชนะสือไท่หลงซึ่งหน้าได้แพร่กระจายออกไปแล้ว ย่อมมิอาจปิดหูปิดตาเจ้าสำนักได้
สือไท่หลงมิใช่ศิษย์ธรรมดาที่เพิ่งเข้าสู่สำนักใน แต่มีระดับบำเพ็ญเพียรถึงขอบเขตรวบรวมปราณขั้นห้า เป็นขอบเขตรวบรวมปราณระยะกลาง
หากกล่าวว่าศิษย์ที่เพิ่งเข้าสู่สำนักในได้ไม่ถึงเดือนจะมีกำลังเอาชนะสือไท่หลงได้ เช่นนั้นศิษย์เช่นนี้ย่อมเรียกขานว่าเป็นอัจฉริยะได้อย่างแน่นอน!
และหลี่เหลียงถึงกับส่งอัจฉริยะเช่นนี้ไปอยู่ในมือของตวนมู่ชิงซาน!
“เจ้าสำนัก หลิงเฟิงผู้นั้นตอนเพิ่งเข้าสู่สำนักใน ข้าเคยตรวจสอบแล้ว คุณสมบัติ รากฐานของเขาล้านอยู่ในระดับต่ำ อีกทั้งอายุสิบแปดปีแล้ว เพิ่งจะรวบรวมปราณขั้นหนึ่ง…” หลี่เหลียงเอ่ยปากอธิบาย
หลี่เหลียงไหนเลยจะรู้ว่า คุณสมบัติของหลิงเฟิงเดิมทีไม่ดีนัก แต่พรสวรรค์ทั้งหมดของเขารวมอยู่ที่ ‘เนตรจักรพรรดิ’ เมื่อเปิดเนตรวิถีมนุษย์ก็จะทำให้ความเร็วในการบำเพ็ญเพียรของเขาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อเปิดเนตรวิถีสวรรค์ก็จะทำให้เขาเรียนรู้ได้ในครั้งเดียว มองครั้งเดียวก็เข้าใจทะลุปรุโปร่ง
และเมื่อเนตรจักรพรรดิรวบรวมลายเทพได้มากขึ้น ก็จะยิ่งน่ากลัวมากขึ้นไปอีก
“พอแล้ว” หลินชางล่างยกมือขึ้นเล็กน้อย ส่งสัญญาณให้หลี่เหลียงเงียบปาก “ผู้อาวุโสหลี่ ท่านมักมีไหวพริบยอดเยี่ยม คาดว่าคงมีแผนรับมือแล้วกระมัง”
“ขอรับ” หลี่เหลียงเห็นเจ้าสำนักมิได้คิดเอาความกับตนจึงค่อยถอนหายใจโล่งอก “ความจริงแล้วเจ้าสำนัก หลิงเฟิงผู้นั้นยอดเยี่ยมเพียงนี้ ได้รับความชื่นชมจากตวนมู่ชิงซาน อาจมิใช่เรื่องเลวร้ายเสมอไป”
มุมปากของหลินชางล่างปรากฏรอยโค้ง สามารถนั่งในตำแหน่งเจ้าสำนักได้ หลินชางล่างย่อมมีไหวพริบกว่าหยางเว่ยมากนัก ระหว่างคนฉลาดมิต้องพูดให้มากความ ชี้แนะเล็กน้อยก็เข้าใจแล้ว
“ใช่แล้ว อาจมิใช่เรื่องเลวร้ายเสมอไป” หลินชางล่างยิ้มบางเบา “ถือโอกาสที่หลิงเฟิงผู้นั้นเพิ่งเข้าสู่สำนักตวนมู่ชิงซานได้ไม่นาน ท่านส่งคนไปเรียกตัวหลิงเฟิง บอกว่าข้าเจ้าสำนักต้องการพบเขาสักครั้ง จำไว้ว่า เรื่องนี้ต้องทำอย่างลับๆ อย่าไปที่ยอดเขาไผ่น้อยจนทำให้ตื่นตูม”
“ศิษย์พี่เจ้าสำนักโปรดวางใจ ข้าเข้าใจว่าควรทำเช่นไร” หลี่เหลียงหัวเราะหึๆ ขึ้นมา “ผู้รู้จักกาลเทศะย่อมเป็นยอดคน คาดว่าเจ้าเด็กนั่นสมควรเข้าใจหลักการนี้ดี”
…...
เนินพระอาทิตย์อัสดง ที่นี่คือเส้นทางที่ต้องผ่านเพื่อไปยังยอดเขาไผ่น้อย
หลิงเฟิงเพิ่งปรากฏตัวก็มีคนมากมายเข้ามารุมล้อม ชี้ไม้ชี้มือ กระซิบกระซาบอะไรบางอย่าง
“เขาคือเจ้าคนนั้นที่ถูกผู้อาวุโสจัดสรรไปที่ยอดเขาไผ่น้อยใช่หรือไม่”
“เมื่อก่อนศิษย์สายนั้น ไม่ถึงไม่กี่วันก็ถูกตีจนหน้าเขียวหน้าบวม ทนไม่ไหวหนีไปที่สำนักนอก เจ้าคนนี้เป็นข้อยกเว้นจริงๆ!”
“ไหนเลยจะแค่เก่งกาจ เจ้าคงยังไม่รู้เรื่องที่เขาสั่งสอนศิษย์พี่เหรินแห่งสือไท่หลงหรอกกระมัง!”
ในฝูงชนเกิดเสียงอุทานขึ้นระลอกหนึ่ง สือไท่หลงคือผู้ใด
นั่นมิใช่หน้าใหม่ที่เพิ่งเข้าประตูสำนัก แต่เป็นคนเก่าที่อยู่ในสำนักในมาหลายปีแล้ว ต่อให้พรสวรรค์ไม่สูง แต่ก็เป็นคนที่ศิษย์ในสำนักทั่วไปมิกล้าล่วงเกิน
ส่วนหลิงเฟิงผู้นี้เพิ่งเข้าประตูสำนักได้ไม่กี่วัน กลับสามารถเอาชนะสือไท่หลงได้!
“สือไท่หลงก็ช่างเถิด ทำไมกระทั่งพี่เซียวชิงเฟิงเซียว ดูเหมือนก็จะมารอเจ้าคนนี้อยู่ที่นี่เช่นกัน”
ศิษย์หญิงไม่น้อยมองไปทางเซียวชิงเฟิงด้วยท่าทีหลงใหล ในดวงตามีประกายระยิบระยับ
เซียวชิงเฟิงเห็นหลิงเฟิงปรากฏตัวก็เดินมาเบื้องหน้าเขาอย่างไม่เกรงใจ กล่าวเสียงเย็นชา
“ตำราหมัด เอามา!”
“ตำราหมัดอันใด เจ้าเป็นผู้ใดกัน”
หลิงเฟิงกลอกตา คิดไว้นานแล้วว่าตนออกจากยอดเขาไผ่น้อยคราวนี้ย่อมไม่สงบสุขแน่ แต่คิดไม่ถึงว่าเรื่องวุ่นวายจะมาทีละเรื่องเช่นนี้
“เจ้าโง่ กระทั่งพี่เซียวชิงเฟิงเซียวก็ไม่รู้จัก!” เจ้าคนที่สนับสนุนเซียวชิงเฟิงพลันเอ่ยขึ้นมาอย่างอวดดี
“จะเซียวเจ็ดเฟิงเซียวแปดเฟิงอันใดของเจ้า ไม่รู้สำนวนที่ว่าหมาดีไม่ขวางทางหรือไร”
หลิงเฟิงส่งสายตาเย็นเยียบ จ้องมองชายหนุ่มอาภรณ์เขียวที่อยู่ตรงข้าม กล่าวอย่างไม่แยแส
“โอหัง!”
เพียงได้ยินเสียงร้องใสกระจ่าง ไอเย็นเยือกพลันกดดันเข้ามา แสงสีขาวราวหิมะสายหนึ่ง ดุจสุริยันตกดินราวกับดาวตกจากฟากฟ้า ทิ่มแทงมาทางหลิงเฟิงด้วยความเร็วอันน่าเหลือเชื่อ
กระบี่ยังมาไม่ถึง ไอคมกริบก็ทำให้ผิวหนังปวดแสบจางๆ แล้ว
หลิงเฟิงก้าวเท้าด้วยก้าวเมฆาไล่ล่า รีบชักกระบี่ออก ฟันขวางออกไป
เคร้ง เคร้ง เคร้ง!
สองกระบี่ปะทะกัน ปะทะต่อเนื่องสามครั้ง เสียงโลหะปะทะดังสนั่นกังวาน ประกายไฟกระเด็น
เงากระบี่ไขว้สลับ คนทั้งสองสลับตำแหน่งกัน ยืนหยัดอยู่บนพื้นอย่างมั่นคง ส่วนบนกระบี่เหล็กกล้าของหลิงเฟิงกลับปรากฏรอยบิ่นสามรอย!
หลิงเฟิงเบิกตาโพลงเล็กน้อย คนผู้นี้ไม่ธรรมดาเลย!