- หน้าแรก
- จักรพรรดิสวรรค์แห่งความโกลาหล
- ตอนที่ 17 ตัวแสบ
ตอนที่ 17 ตัวแสบ
ตอนที่ 17 ตัวแสบ
ยอดเขาไผ่น้อย ในเรือนไม้ไผ่
“คาดว่าหลังจากครั้งนี้ ไอ้เด็กเวรพวกนั้นหากอยากจะล่วงเกินหลิงเฟิงคงต้องชั่งน้ำหนักให้ดีเสียแล้วกระมัง”
ตวนมู่ชิงซานกอดอกยืนหยัดอย่างทะนงองอาจอยู่บนหอ บนนิ้วชี้ข้างขวาของเขายังคงมีปราณกระบี่สายหนึ่งหลงเหลืออยู่ป้วนเปี้ยนอยู่บริเวณปลายนิ้ว
ที่แท้ เมื่อครู่เป็นตวนมู่ชิงซานที่อาศัยค่ายกลในป้ายหยกเจ้าสำนัก ส่งปราณกระบี่ของตนไปอยู่ข้างกายหลิงเฟิง ช่วยเขาข่มขู่ผู้อาวุโสผู้ดูแลหอให้ถอยไป
ป้ายคำสั่งเจ้าสำนักนี้ถูกเรียกว่าเป็นป้ายคำสั่งเจ้าสำนักนั้นมิใช่เพียงแผ่นป้ายธรรมดาๆ ตัวมันเองคือสมบัติวิเศษชิ้นหนึ่ง โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในสำนักถามเซียน ยิ่งเป็นสมบัติล้ำค่า!
ยิ่งไปกว่านั้น ด้านในยังมีค่ายกลอันล้ำลึก สามารถส่งต่อพลังของผู้ที่หลอมรวมกับป้ายหยกเจ้าสำนักไปยังทุกมุมของสำนักถามเซียนได้
ความลับนี้ มีเพียงเจ้าสำนักในแต่ละยุคสมัยเท่านั้นที่รู้ ตวนมู่ชิงซานก็เพิ่งค้นพบความลึกลับในนั้นหลังจากหลอมรวมกับป้ายหยกเจ้าสำนัก
และขอเพียงหลิงเฟิงพกป้ายหยกเจ้าสำนักติดตัว ก็เท่ากับมีตวนมู่ชิงซานคอยคุ้มครองอยู่ข้างกาย เมื่อสัมผัสได้ถึงสัญญาณอันตราย เขาก็สามารถส่งปราณกระบี่ของตนผ่านค่ายกลในป้ายหยกได้
ทว่า ขอบเขตนี้จำกัดอยู่เพียงในสำนักถามเซียน หากออกจากสำนักถามเซียนไปก็จะไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง อย่างไรเสีย ป้ายหยกเจ้าสำนักนี้จำเป็นต้องผนวกเข้ากับค่ายกลพิทักษ์ขุนเขาของสำนักถามเซียนจึงจะสามารถใช้ประโยชน์จากการส่งต่อพลังงานได้
แน่นอนว่า เพื่อฝึกฝนหลิงเฟิง เขาจะลงมือก็ต่อเมื่อหลิงเฟิงพบเจอคู่ต่อสู้ที่มิอาจต้านทานได้เท่านั้น
…...
หน้าประตูหอคัมภีร์
หลิงเฟิงเก็บป้ายหยกเจ้าสำนักไว้อย่างดี สายตามองไปยังศิษย์ผู้ดูแลหอเหล่านั้น ถามเสียงเย็นชา “เป็นอย่างไรบ้าง ตอนนี้ข้าเข้าไปเลือกคัมภีร์ได้แล้วหรือไม่”
“ชะ… เชิญขอรับ” ศิษย์ผู้ดูแลหอเหล่านั้นแต่ละคนหวาดกลัวจนตัวสั่นงันงก กระทั่งผู้อาวุโสผู้ดูแลหอยังเลือกที่จะยอมอ่อนข้อ พวกเขาไหนเลยจะกล้าล่วงเกินดาวมรณะดวงนี้
หลิงเฟิงคิ้วกระบี่ขมวดขึ้น เดินก้าวใหญ่เข้าสู่หอคัมภีร์ ตอนนี้เขาได้รับอนุญาตจากผู้อาวุโสผู้ดูแลหอแล้ว สามารถเลือกคัมภีร์ในหอคัมภีร์ได้ตามใจชอบโดยไม่มีข้อจำกัดใดๆ
เมื่อเห็นหลิงเฟิงเดินเข้าสู่หอคัมภีร์ ศิษย์โดยรอบล้วนถอนหายใจโล่งอก
“แม่เจ้าโว้ย ที่แท้ท่านอาจารย์ปู่ตวนมู่ร้ายกาจเพียงนี้เชียว!”
“มีท่านอาจารย์ปู่ตวนมู่คอยหนุนหลัง หลิงเฟิงผู้นี้มิใช่ว่าจะเดินเหินในสำนักได้อย่างไม่เกรงกลัวผู้ใดหรือ”
“ชู่วๆ อย่าพูดจาเหลวไหลเด็ดขาด ข้าได้ยินมาว่าท่านอาจารย์ปู่ตวนมู่เคยทำเรื่องใหญ่หลวงมิอาจให้อภัยได้ จึงถูกกักบริเวณอยู่ที่ยอดเขาไผ่น้อย หลิงเฟิงผู้นั้นเป็นศิษย์ของท่านอาจารย์ปู่ตวนมู่ ไม่ช้าก็เร็วต้องจบสิ้น!”
“เรื่องใหญ่หลวงมิอาจให้อภัยหรือ เรื่องใหญ่หลวงอันใดกัน” ศิษย์คนก่อนหน้าเอ่ยถามอย่างใคร่รู้
“ข้าบอกเจ้า เจ้าห้ามนำไปพูดจาเหลวไหลนะ” ศิษย์อีกคนกดเสียงให้ต่ำลง กล่าวเสียงเบา “ข้าก็ได้ยินมาเช่นกัน ได้ยินว่าท่านอาจารย์ปู่ตวนมู่สังหารเจ้าสำนักคนก่อน!”
“เจ้าสำนักคนก่อนหรือ นั่นมิใช่อาจารย์ของเจ้าสำนักคนปัจจุบันหรือ เช่นนั้นแล้วเจ้าสำนักย่อมไม่มีทางปล่อยศิษย์ของท่านอาจารย์ปู่ตวนมู่ไปแน่นอน!”
“ดังนั้นข้าจึงกล่าวว่า หลิงเฟิงผู้นั้นไม่ช้าก็เร็วต้องจบสิ้น ทุกคนมีสายตาอยู่บ้าง พวกเราล่วงเกินเขาไม่ได้ ก็อย่าไปมีความเกี่ยวข้องใดๆ กับเขา มิเช่นนั้นหากถูกพาดพิงไปด้วย จึ๊ๆๆๆ…”
“ใช่ๆๆ ห้ามไปมีความเกี่ยวข้องใดๆ กับเขาเด็ดขาด!”
นอกหอคัมภีร์ ศิษย์ทั้งหลายต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์ ขณะนี้เองหลิงเฟิงก็ขึ้นไปยังชั้นสองของหอคัมภีร์แล้ว
โดยปกติ ชั้นแรกล้วนเป็นของดาษดื่น หลิงเฟิงจึงคร้านจะดู ส่วนชั้นสามเป็นเคล็ดวิชาและวิทยายุทธ์ขอบเขตรวมเส้นชีพจร ตนเองมีใจแต่แรงไม่ถึง มีเพียงคัมภีร์ชั้นสองที่เหมาะสมกับตนที่สุด
หอคัมภีร์แต่ละชั้นแบ่งออกเป็นสองส่วนซ้ายขวา ด้านซ้ายคือเคล็ดวิชา ด้านขวาคือวิทยายุทธ์
หลิงเฟิงเดินไปยังด้านขวาก่อน พบว่าบนกำแพงโดยรอบมีชั้นวางไม้สีน้ำตาลตั้งเรียงรายอยู่ ชั้นวางแบ่งออกเป็นหลายช่อง ด้านในวางตำรับตำรานานาชนิดไว้
ช่องมีมากมาย แต่ส่วนใหญ่ว่างเปล่า ผู้ที่มายืมคัมภีร์ทุกเดือนมีมาไม่ขาดสาย ย่อมเกิดสถานการณ์เช่นนี้ขึ้นเป็นธรรมดา
ดังนั้น หากต้องการได้คัมภีร์ดีๆ สักเล่ม ศิษย์ทั้งหลายมักจะจองล่วงหน้า หรือไม่ก็มารอที่หอคัมภีร์ตั้งแต่ต้นเดือน เมื่อมีคัมภีร์ถูกนำมาคืนก็ยืมไปทันที
หลิงเฟิงพลิกอ่านอยู่ท่ามกลางชั้นหนังสือครึ่งค่อนวัน จากนั้นจึงเดินไปดูบริเวณที่วางคัมภีร์วิทยายุทธ์ด้านซ้ายอยู่รอบหนึ่ง เมื่อเข้าใจคัมภีร์ในนั้นโดยประมาณแล้ว จึงค่อยเริ่มคัดเลือก
ไม่นาน หลิงเฟิงก็เลือกท่าร่างมาหนึ่งอย่าง หมัดหนึ่งอย่าง และเคล็ดวิชาหลอมกายาอีกหนึ่งอย่าง ก่อนจะออกจากหอคัมภีร์ไปอย่างพึงพอใจ
โดยปกติ มีเพียงศิษย์สายตรงเท่านั้นที่มีคุณสมบัติยืมคัมภีร์ได้ครั้งละสามเล่มขึ้นไป แต่กระทั่งผู้อาวุโสผู้ดูแลหอยังเอ่ยปากแล้ว ผู้ใดยังจะกล้าไม่พอใจหลิงเฟิงอีก ทำได้เพียงมองเขาอุ้มคัมภีร์จากไป กระทั่งข้อมูลการยืมยังเป็นพวกเขาที่กรอกแทนหลิงเฟิง
หลิงเฟิงเพิ่งเดินจากไปได้ไม่นาน ชายหนุ่มอายุสิบเจ็ดสิบแปดปีผู้หนึ่ง ด้านหลังสะพายกระบี่คมเขียวสามฉื่อ ร่างสูงหลังตรงก็เดินก้าวใหญ่เข้าสู่หอคัมภีร์
คนผู้นี้คิ้วกระบี่ตาดารา ท่ามกลางคิ้วตาแฝงไอเย็นชาทะนงองอาจไว้ เมื่อเข้าประตูมาก็เอ่ยถามศิษย์บริเวณโต๊ะลงทะเบียน “คัมภีร์ ‘หมัดเก้าชั้นสะท้านสมุทร’ ที่ข้าจองไว้เมื่อเดือนที่แล้วเล่า”
“พี่… พี่เซียว!” ศิษย์ผู้ดูแลหอเบิกตาโพลง ผู้ที่มาคือเซียวชิงเฟิง ศิษย์อัจฉริยะผู้มีชื่อเสียงโด่งดังในสำนักนั่นเอง!
เซียวชิงเฟิงผู้นี้เพิ่งอายุสิบแปดปี แต่กลับมีระดับบำเพ็ญเพียรขอบเขตรวบรวมปราณขั้นแปดแล้ว ต่อให้เป็นในสำนักถามเซียนก็ยังเป็นอัจฉริยะชั้นแนวหน้าที่หาได้ยากยิ่ง ทั้งยังเป็นศิษย์คนโปรดสายเจ้าสำนักอีกด้วย ขอเพียงเลื่อนขั้นเป็นขอบเขตรวมเส้นชีพจรก็สามารถกลายเป็นศิษย์สายตรงได้ทันที
บุคคลเช่นนี้ ศิษย์ผู้ดูแลหอตัวเล็กๆ อย่างพวกเขาล้วนล่วงเกินมิได้
“ทำไม ข้ารอมาเดือนหนึ่งแล้ว หรือยังจะให้ข้ากลับไปมือเปล่าอีก” เซียวชิงเฟิงคิ้วกระบี่ขมวดขึ้น จ้องศิษย์ผู้ดูแลหอ
“พี่… พี่เซียว มิใช่ว่าพวกเราไม่เก็บไว้ให้ท่าน แต่เกิดเรื่องเหนือคาดขึ้นจริงๆ ตำราหมัด ‘หมัดเก้าชั้นสะท้านสมุทร’ เล่มนั้น เพิ่งถูกคนยืมไปแล้วขอรับ!”
“กล้าดียิ่งนัก คัมภีร์ที่ข้าเซียวชิงเฟิงจองไว้ ยังมีคนกล้าแย่งชิงหรือ” ในดวงตาของเซียวชิงเฟิงมีประกายโทสะวาบผ่าน “หรือเจ้าไม่ได้เอ่ยชื่อข้า”
ศิษย์ผู้ดูแลหอหน้าขมขื่น “คนผู้นั้นวางท่าอวดดี กระทั่งผู้อาวุโสผู้ดูแลหอยังไม่ไว้หน้า ข้า… พวกเราไหนเลยจะกล้าขัดใจเขาขอรับ!”
“เช่นนั้นพวกเจ้าก็กล้าขัดใจข้าหรือ” เซียวชิงเฟิงตบโต๊ะอย่างรุนแรง ตวาดเสียงดัง “บอกมา! เป็นเจ้าคนไหนที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง กล้าแย่งชิงตำราหมัดไปจากเงื้อมมือข้าเซียวชิงเฟิง”
“คือ… คือศิษย์จากยอดเขาไผ่น้อย ชื่อว่าหลิงเฟิง” ศิษย์ผู้ดูแลหอมิกล้าปิดบัง ตอบตามความจริง
“ยอดเขาไผ่น้อยหรือ” เซียวชิงเฟิงแค่นเสียงเย็นชา “มิใช่ยอดเขาที่เอาแต่สร้างขยะ ทั้งยังมีศิษย์ไม่เกินสามวันก็หนีไปยังสำนักนอกหรอกหรือ ไฉนปีนี้ยังไม่หนีไปอีกหรือ”
“ปีนี้คนนี้เป็นตัวแสบคนหนึ่งขอรับ ไม่… ไม่ง่ายที่จะล่วงเกิน” ศิษย์ผู้ดูแลหอเอ่ยเสียงสั่น
“ไม่ง่ายที่จะล่วงเกินหรือ” เซียวชิงเฟิงดวงตาเย็นเยียบ “หึๆ ข้าอยากจะเห็นนัก ว่าตัวแสบผู้นี้จะแสบเพียงใด!”
กล่าวจบ เซียวชิงเฟิงโบกมือครั้งใหญ่ หมุนตัวเดินออกจากหอคัมภีร์