- หน้าแรก
- เทพกล้ามเนื้อแห่งอุจิวะ
- บทที่ 25 ชาของดันโซ
บทที่ 25 ชาของดันโซ
บทที่ 25 ชาของดันโซ
บทที่ 25 ชาของดันโซ
ออกจากตรอกมา
พวกเขาไม่ได้ไปที่ฐานของราก แต่มาที่ร้านน้ำชาที่สร้างใต้ต้นหลิวริมแม่น้ำโคโนฮะ
“ท่านดันโซรอมานานแล้ว เชิญเข้าไปเถอะครับ”
ทัตสึมะหันไปทางด้านข้างพร้อมทำท่าเชื้อเชิญ
ห้องน้ำชาแห่งนี้ปูด้วยกระเบื้องไม้ ครอบคลุมพื้นที่น้อยกว่าสิบตารางเมตร โดยเฉพาะทางเข้าออกจะต่ำมาก
เป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดเพียง 60 ซม.
“นี่มันบ้านหมาเหรอ? ฉันจะเข้าไปได้ยังไงในเมื่อทางเข้าแคบขนาดนี้” คิ้วของอารุโตะขมวดมุ่น เพราะถึงอย่างไรเขาก็ตัวใหญ่เกินไป
อิทาจิเห็นดังนั้นก็กังวลว่าจะเกิดความเข้าใจผิด จึงเริ่มอธิบาย
“น้าครับ แขกต้องคุกเข่าก่อนเข้าห้องชงชา ไม่ใช่เพื่อให้ลำบาก แต่เพื่อสะท้อนถึงจิตวิญญาณแห่งความเท่าเทียมและความอ่อนน้อมถ่อมตนในพิธีชงชา
แขกคนใดก็ตามที่เข้ามาในลักษณะนี้หมายถึงการละทิ้งอัตลักษณ์และยศฐาบรรดาศักดิ์ของตน และเข้าสู่โลกที่ไม่ใช่ทางโลก
ผมคิดว่าท่านดันโซขอให้เราพบกันในห้องน้ำชาเพื่อแสดงให้เราเห็นถึงความเท่าเทียมและมิตรภาพ"
แม้ว่าคำพูดของเขาจะกุกกักไปบ้างเนื่องจากการสูญเสียฟัน แต่อิทาจิก็ยังพยายามอย่างเต็มที่ที่จะอธิบายมารยาทของพิธีชงชาให้ชัดเจน
เขาเกิดมาในครอบครัวที่มีฐานะร่ำรวย และเขาได้รับการอบรมเลี้ยงดูจากพ่อของเขาซึ่งเป็นหัวหน้าตระกูลตั้งแต่เขายังเป็นเด็ก ทำให้เขารู้ถึงขนบธรรมเนียมและมารยาทตามแบบแผน
“อิทาจิพูดถูกแล้ว”
ทัตสึมะแสดงความชื่นชมต่อคำพูดของอิทาจิ และเตือนอารุโตะเล็กน้อยว่า "คุณอารุโตะ ท่านดันโซไม่ใช่คนที่ชอบดูถูกใครตั้งแต่ต้น แต่ถ้าคุณยังมีท่าทีหยิ่งยโสและไร้มารยาท ก็อย่าเข้าไปเลยจะดีกว่า"
“น้าครับ เข้าไปกันเร็วๆ เถอะ”
อิทาจิไม่อยากทำให้อารุโตะอับอายมากเกินไป ดังนั้นเขาจึงเดินไปที่ปากหลังจากพูดจบ ถอดรองเท้าแล้วปีนขึ้นไป
อย่างไรก็ตาม
อารุโตะก็ยังตัดสินใจใช้วิธีของตัวเองมากกว่า
ทัตสึมะเห็นเขาเดินไปที่ช่องเปิด จับบานหน้าต่างที่เชื่อมเหนือช่องเปิดนั้น และยื่นมือออกไปดึงมัน
กึง!
ภายใต้สายตาที่ตกตะลึงของทัตสึมะหน้าต่างทั้งบานก็ถูกอารุโตะถูกดึงออกและโยนทิ้งไปอย่างไม่ใส่ใจ
“ตอนนี้ทางเข้าใหญ่พอแล้ว”
หลังจากพึมพำกับตัวเอง ร่างใหญ่โตของเขาก็เดินเข้าประตูไปและรีบเบียดตัวเข้าไปในห้องชาทันที
ทัตสึมะขมวดคิ้วและเดินตามเข้าไป ส่วนนินจารากทั้งสองก็ยืนเฝ้าอยู่ที่ประตู
ห้องน้ำชาเป็นแบบเรียบง่ายมาก
ถึงแม้ห้องจะเล็กแต่ก็มีเสื่อทาทามิ โต๊ะน้ำชา เตาชงชา และชุดชงชา มีการจัดดอกไม้ไว้ตามมุมห้อง
ดันโซ เจ้าของร้านน้ำชากำลังสวมกิโมโน คุกเข่า และนั่งอยู่ที่ปลายด้านหนึ่งของโต๊ะน้ำชา โดยหลับตา ยืดตัวตรง และวางมือบนต้นขา
ดูเป็นทางการมาก
อิทาจิเดินไปนั่งตรงข้ามกับดันโซอย่างเงียบๆ และคุกเข่าลงในท่ามาตรฐานเดียวกันโดยมีท่าทีจริงจังและสุภาพ
อารุโตะไม่ชอบการคุกเข่า
เขาจึงนั่งลงข้าง ๆ หลานชายของเขา และน้ำหนักที่มากเกือบสองร้อยกิโลกรัมก็ทำให้ร้านน้ำชาสั่นสะเทือนไปหมด
ทำให้ดันโซต้องลืมตาขึ้นมาอย่างอดไม่ได้
ตั้งแต่เข้ามาที่นี่ อารุโตะก็ทำทุกอย่างที่เขาต้องการโดยไม่สนใจอะไรเลย แหกทุกมารยาทและขนบธรรมเนียม
ดันโซดูเหมือนจะไม่สนใจแต่ก็พูดกับอารุโตะอย่างแผ่วเบาว่า:
“อุจิวะ อารุโตะในที่สุดตาแก่คนนี้ได้ก็เห็นเธอ เธอเป็นคนที่มีเอกลักษณ์อย่างที่ลือกันจริงๆน่ะ”
"ขอบคุณครับ ท่านดันโซ"
อารุโตะนั่งไขว่ห้างอย่างไม่ใส่ใจคำเหน็บแนมและถามตรงๆ ว่า "ให้เรามาหาตอนกลางคืนแบบนี้ ท่านคงไม่ได้เชิญเรามาแค่เพื่อดื่มชาหรอกใช่ไหม"
"ค่อยๆเป็นค่อยๆไปนะหนุ่มน้อย"
ดันโซพูดอย่างใจเย็น ถึงแม้จะขยับแขนซ้ายได้เพียงเท่านั้น เขาก็ยังคงชงชาได้อย่างชำนาญ และเขาก็คุ้นเคยกับพิธีชงชาตั้งแต่แรกเห็น
ในไม่ช้า
ดันโซก็ผลักถ้วยชาสีเขียวมรกตที่กำลังอุ่นร้อนพอดีไปหาอารุโตะด้วยมือข้างเดียว:
"เชิญ"
“ผมไม่ชอบดื่มชา” อารุโตะกล่าว
“ถ้าเธอไม่ดื่ม แล้วเธอจะรู้ได้ยังไงว่าเธอไม่ชอบ” ดันโซพูดเล่นคำอย่างสบายๆ
อารุโตะขมวดคิ้วแต่ยังคงหยิบถ้วยชาขึ้นมาและดื่มจนหมดในอึกเดียว
"พรวด!"
ทันทีที่ชาเข้าปาก เขารู้สึกขมผิดปกติ จึงอดไม่ได้ที่จะพ่นมันออกมาแล้วบังเอิญพุ่งตรงไปที่หน้าของดันโซที่อยู่ตรงข้าม
วินาทีถัดมา
"แก!"
เสียงต่างๆ ดังขึ้นพร้อมๆ กัน และนินจาจำนวนหนึ่งก็โผล่ออกมาจากที่ไหนก็ไม่รู้ แล้ววางอาวุธต่างๆ เช่น ดาบนินจาและคุไนไว้ที่คอของอารุโตะ
ร้านน้ำชาเล็กๆ สามารถซ่อนคนไว้ได้มากมาย
"ทุกคนถอยออกไป"
ดันโซไม่ได้โกรธและสั่งลูกน้องของเขาด้วยเสียงเบา จากนั้นเขาก็หยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาจากเสื้ออกเสื้อและเช็ดชาขมออกจากหน้าอย่างช้าๆ
นี้สิ่งทำให้เขาไม่อยากดื่มชาต่อแล้ว
ดันโซเชื่อว่าอารุโตะจงใจพ่นนํ้าชาใส่หน้าของเขา แต่นี้เป็นเพียงการกระทำยั่วยุแบบเด็กๆ และมีแต่เด็กเท่านั้นที่จะทำเช่นนั้น
ชายหนุ่มตรงหน้าเขามีจิตใจเรียบง่ายและมีร่างกายที่พัฒนาดี แต่อุปนิสัยของเขายังไม่มีวุฒิภาวะภาวะมากนัก
คนแบบนี้นี่แหละคือคนที่ควบคุมได้ง่ายที่สุด
“ขอโทษ” คำขอโทษนั้นจริงใจมาก เพราะเขาไม่ได้ตั้งใจจริงๆสุดท้ายแล้วชาที่เขาเคยดื่มมีแต่ชาเชียวปั่นเท่านั้นในชาติก่อน
"ไม่เป็นไร"
ดันโซให้อภัยพฤติกรรมที่น่ารังเกียจของอารุโตะ และเขาไม่ได้โกรธหรือโมโหเลย แสดงให้เห็นถึงวุฒิภาวะที่ไม่อาจหยั่งถึงและท่าทีของคนที่เป็นผู้ช่วยของโฮคาเงะ
เขาจะเก็บเรื่องนี้เอาไว้ก่อนเป็นการชั่วคราว
ตักชาขมอีกถ้วยหนึ่งมา แล้วส่งไปทางอิทาจิ แล้วพูดว่า
“อิทาจิ ชีวิตของเธอจะเต็มไปด้วยความโกลาหลเหมือนที่ฉันบอกไว้ ดื่มชาโคอิฉะ(ชารสเข้ม)ถ้วยนี้สิ มันจะช่วยบรรเทาความวิตกกังวลและความเจ็บปวดภายในตัวเธอได้”
"ขอบคุณครับ ท่านดันโซ"
หัวใจของอิทาจิสั่นสะท้าน เขาจึงปรับท่านั่งและโค้งคำนับดันโซ จากนั้นจึงหยิบชามชาด้วยมือทั้งสอง ข้างแล้วยกเข้าปากเพื่อดื่มลงไป
ดันโซใจดีกับเขามาก หากไม่ได้รับคำแนะนำจากอีกฝ่าย เขาคงไม่สามารถเข้าสู่หน่วยอันบุได้
เขายังสัญญากับดันโซว่าเขาจะเป็นตาและหูให้กับหมู่บ้าน และคอยตรวจสอบตระกูลอุจิวะ
"ดี…"
หลังจากดื่มชาเข้าไปแล้ว อิทาจิก็เบิกตากว้างและแก้มของเขาก็พอง รู้สึกคลื่นไส้อย่างรุนแรง
ถ้าเขาดื่มแต่ชาขมเท่านั้นก็พอทนได้
แต่สิ่งที่เลวร้ายคือ อิทาจิเพิ่งดื่มน้ำอกไก่ไปหนึ่งลิตรเต็ม และท้องของเขาก็รู้สึกไม่สบาย ในตอนนี้เอง เมื่อชาขมๆ หนึ่งถ้วยเข้าสู่ท้องของเขาด้วย มันก็เหมือนมีพิษถูกเทผสมลงไป
ท้องของเขาอิ่มเกินไปและสีหน้าของเขาเริ่มแย่ลงอย่างรวดเร็ว
หลังจากนั้นไม่กี่วินาที
"อ้วก~"
ในที่สุดอิทาจิก็ไม่สามารถยับยั้งตัวเองได้อีกต่อไป และก้มหัวลงพ่นของเหลวที่ไม่ทราบชนิดออกมาเป็นแอ่งขนาดใหญ่
สีเหลืองและสีเขียว มีกลิ่นมูลไก่ รสขม และกลิ่นเปรี้ยวของน้ำย่อยอาหาร... ผสมรวมกันสักพัก แพร่กระจายไปทั่วร้านน้ำชาเล็กๆ
“ฉันบอกนายไปแล้วไม่ใช่หรอ ทำไมนายถึงยังอ้วกออกมาอีก?”
เมื่อเห็นเช่นนี้ อารุโตะก็ขมวดคิ้วและตบหลังอิทาจิเบาๆ ขณะที่ตักเตือนหลานชายอย่างเข้มงวดว่า “ในกรณีนี้ โปรตีนที่ฉันให้นายกินไปวันนี้ทั้งหมดจะสูญเปล่า นายต้องกลับไปกินไข่ขาวต้มสิบฟองเพื่อชดเชยหลังจากกลับบ้านไปคืนนี้”
เมื่อเห็นภาพนี้ใบหน้าของดันโซก็มืดครึ้มลงในที่สุด
ชาที่เขาชงมันแย่ขนาดนั้นเลยเหรอ?
ไม่หรอก มันชัดเจนว่าน้ากับหลานสองคนนี้กำลังสมคบคิดกันเพื่อไม่ให้เกียรติเขา
สำหรับอารุโตะนั้นเขายังพอเข้าใจได้เพราะภาพลักษณ์ต่อคนภายนอกของเขาไม่ดีอยู่แล้วเป็นเรื่องปกติที่อีกฝ่ายจะไม่ชอบเขา แต่ดันโซประหลาดใจกับอิทาจิมากกว่า ซึ่งควรจะให้ความเคารพเขา แต่ตอนนี้กลับทำให้เขาอับอายต่อหน้าเขา
อิทาจิได้รับผลกระทบอะไรสักอย่างจากอารุโตะงั้นหรอ?
หายใจเข้าลึกๆ
ดันโซพยายามสงบสติอารมณ์ มองตรงไปที่อารุโตะ แล้วพูดขึ้นทันทีว่า:
“อารุโตะ เธอคงจะรู้ใช่ไหมว่าการที่อิทาจิเข้าสู่หน่วยอันบุได้นั้นเพราะได้รับการแนะนำจากตาแก่คนนี้ใช่ไหม”
อารุโตะได้ยินคำดังกล่าวก็พยักหน้า “ผมเพิ่งรู้”
ดันโซ: "..."
เขาระงับความโกรธไว้แล้วพูดด้วยเสียงทุ้มอีกครั้งว่า:
"พูดตรงๆ นะ โฮคาเงะรุ่นที่สองได้ก่อตั้งกองกำลังตำรวจขึ้นในตอนนั้น เพื่อผลักดันตระกูลอุจิวะออกจากศูนย์กลางอำนาจของโคโนฮะ"
"ดังนั้น ฮิรุเซ็นและโคฮารุจึงยืนยันที่จะคัดค้านการที่อุจิวะจะเข้าร่วมกับหน่วยอันบุอย่างหนักแน่น แต่ฉันกลับพยายามอย่างหนักและยืนกรานแนะนำอิทาจิเข้าไป"
"เธอรู้ไหมว่าทำไม?"
“ทำไม” อารุโตะทำเป็นไม่รู้และขอคำแนะนำอย่างถ่อมตัว