- หน้าแรก
- เส้นทางเซียนวิปลาส
- บทที่ 258 เหมันต์ผ่านพ้น วสันต์มาเยือน กระดูกเซียนกลายเป็นกายเซียน
บทที่ 258 เหมันต์ผ่านพ้น วสันต์มาเยือน กระดูกเซียนกลายเป็นกายเซียน
บทที่ 258 เหมันต์ผ่านพ้น วสันต์มาเยือน กระดูกเซียนกลายเป็นกายเซียน
บทที่ 258 เหมันต์ผ่านพ้น วสันต์มาเยือน กระดูกเซียนกลายเป็นกายเซียน
แม้แต่เหรินชิงเองก็คาดไม่ถึงว่า การที่ภูตไร้เงาเลื่อนขั้นเป็นหลอมรวมเทพหยิน จะส่งผลกระทบต่อเนื่องราวกับโดมิโนต่อวิชาต่างๆ
มันกลับช่วยแก้ไขปัญหาที่ยากลำบากไปได้อย่างไม่คาดคิด
เหรินชิงรู้สึกกลัดกลุ้มใจกับการพัฒาวิถีสวรรค์ให้สมบูรณ์ เพราะการเชื่อมโยงวิชานี้เข้ากับวิชาของผู้คุมเขตหวงห้ามนั้นยากเกินกว่าจินตนาการ
แต่หลังจากที่หนอนวิถีสวรรค์กลายเป็นเงา ผู้ฝึกตนที่อาศัยน้ำลายหนอนเพื่อเข้าสู่วิชาหนอนสวรรค์แห่งโลกอุดรก็เกิดการเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย
เหรินชิงเข้าใจถึงข้อดีข้อเสียของมันผ่านกระแสข้อมูลแล้ว
หานลี่ยังคงมีรูปลักษณ์ดังเดิม แต่ไขกระดูกกลับมีลักษณะคล้ายหมอกสีดำ ซึ่งบ่งบอกว่าเข้าใกล้กระดูกเซียนยมโลกไปอีกก้าวหนึ่ง
คุณสมบัติของพวกเขาไม่ด้อยไปกว่าเด็กรับใช้อารามที่กลายสภาพเลียนแบบแมลงอีกต่อไป การฝึกฝนวิชาหนอนสวรรค์แห่งโลกอุดรจะราบรื่นดั่งปลาได้น้ำ และก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว
แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องรอง สิ่งสำคัญที่สุดคือหนอนดำที่ประกอบขึ้นจากเงานั่นเอง
หนอนดำสามารถมองได้ว่าเป็นร่างแยกที่เกิดจากการขยายพันธุ์ของหนอนวิถีสวรรค์ของเหรินชิง มีพลังของวิชาภูตไร้เงาอยู่บ้าง และยังสามารถเติบโตไปพร้อมกับระดับพลังได้
ตามทฤษฎีแล้ว หนอนดำกับหนอนวิถีสวรรค์แทบไม่แตกต่างกัน ต่างก็ต้องผ่านการกลายเป็นไข่ในระดับสร้างแก่นพลัง และกลายเป็นตัวเต็มวัยในระดับทารกแรกเริ่ม…
เมื่อกลายเป็นตัวเต็มวัยก็จะถือกำเนิดสติปัญญาขึ้น เมื่อนั้นจะกลายเป็นสิ่งประหลาดโดยสมบูรณ์
ผู้ฝึกตนจำเป็นต้องปฏิบัติตามวิธีการของวิชาผู้คุมเขตหวงห้ามในระดับยมทูต คือพันธนาการเทพหยินเพื่อทำลายสติของหนอนดำ หลอมรวมเทพหยินเพื่อหลอมหนอนดำเข้ากับเงา และปลดปล่อยเทพหยินเพื่อควบคุมหนอนดำโดยสมบูรณ์
ส่วนการเลื่อนขึ้นสู่ระดับเทพหยางนั้นต้องค้นหาหนทางด้วยตนเอง
แน่นอนว่าข้อเสียของวิชาหนอนสวรรค์แห่งโลกอุดรยังคงอยู่ นั่นคือถูกจำกัดโดยแม่พันธุ์ แม้แต่ชีวิตก็ไม่สามารถควบคุมได้
วิชาโลกอุดรของเหรินชิงอยู่ในระดับสร้างแก่นพลัง ดังนั้นผู้ที่ฝึกวิชาหนอนสวรรค์แห่งโลกอุดรจึงไม่สามารถเลื่อนขึ้นสู่ระดับสร้างแก่นพลังได้ ทำได้เพียงรักษาระดับสร้างรากฐานไว้
แต่ไม่ว่าจะอย่างไร วิชาหนอนสวรรค์แห่งโลกอุดรก็สอดคล้องกับแนวคิดของเขา
ทว่าต้องระมัดระวังให้มากขึ้น วิธีการควบคุมหนอนดำต้องถูกเก็บเป็นความลับไว้ก่อน เพื่อไม่ให้เป็นที่สังเกตของหนอนวิถีสวรรค์ระดับเซียนดิน
เหรินชิงวูบไหวไม่กี่ครั้งก็มาถึงถ้ำที่เคยใช้ปิดด่าน
จากนั้นก็หลับตาสัมผัสถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากภูตเงาระดับยมทูต
ผิวหนังและร่างกายของเขากลายเป็นหมอกสีดำ นั่นคือการกลายสภาพเป็นเงาของกายเซียนแห่งโลกอุดร เพียงแต่ตอนนี้ได้รับการเสริมพลังจากตำราหนังมนุษย์
เหรินชิงเคลื่อนไหวไปมาในถ้ำแคบๆ การเคลื่อนไหวของเขาคล่องแคล่วขึ้นเรื่อยๆ
ส่วนภูตเงาก็ไม่ยอมน้อยหน้า มันกลายเป็นร่างมังกรอสรพิษในทันที สลับไปมาระหว่างความจริงกับภาพลวงตา ดุจปลาที่กระโดดขึ้นจากผิวน้ำ
มุมปากของเหรินชิงยกขึ้น ร่างกายพุ่งเข้าชนภูตเงาอย่างแรง
ทั้งสองหลอมรวมกันกลางอากาศ ในความมืดพลันมีดวงตาสีแดงเลือดสว่างวาบขึ้น เศียรมังกรส่งเสียงคำรามปรากฏออกมาอย่างชัดเจน
เหรินชิงไม่ได้รักษาสภาพนั้นไว้นานนักก็กลับสู่สภาพปกติ ภูตเงาอยู่อย่างเงียบๆ ใต้เท้าของเขา
เขาลูบกระดูกสันหลังของตนเอง น่าเสียดายที่ศาสตราวุธประจำกายอย่างกระดูกสันหลังมังกรอสรพิษกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนแปลง มิฉะนั้นคงได้เห็นอานุภาพของมันในตอนนี้
เหรินชิงเลือกที่จะปิดด่านต่อไป พลังของเขาเพิ่มขึ้นอย่างมากจริงๆ เพราะภูตเงาได้เลื่อนขึ้นสู่ระดับยมทูต
แต่ยังห่างไกลจากเป้าหมายของเขามากนัก
เหรินชิงตั้งใจจะทำให้วิชาแกนกลางอีกสามแขนงที่เหลือนอกเหนือจากวิชาปัดเป่าเภทภัยที่ยังไม่เชี่ยวชาญ ไปถึงระดับหลอมรวมเทพหยินให้ได้
ตอนนี้ยังคงเป็นหนทางที่ยาวไกล แต่การเปลี่ยนแปลงของกายเซียนแห่งโลกอุดรทำให้อายุขัยเพิ่มขึ้นแปดสิบปี การรวบรวมให้ครบสองร้อยปีในเวลาอันสั้นจึงไม่ใช่เรื่องยาก
เหมันต์ผ่านพ้น วสันต์มาเยือน
เหรินชิงรักษาสภาพการเข้าฌานฝึกวิชา นานๆ ครั้งก็จะให้ความสนใจกับอารามอู๋เหวยบ้าง
การก่อสร้างอันใหญ่โตของอู๋เลี่ยงจื่อไม่ได้ทำให้เกิดความวุ่นวายอะไร เพราะเป็นเพียงการสร้างห้องพักเพิ่มขึ้นไม่กี่ห้อง และขยายหอหลักเท่านั้น
เดิมทีในหอหลักมีรูปปั้นของเทียนเต๋าจื่อและป้ายวิญญาณของศิษย์วางอยู่ ตอนนี้มีรูปปั้นของเซียนดินเพิ่มขึ้นมาอีกหลายองค์
องค์ที่อยู่ตรงกลางคือเซียนอุดรหวงฉีที่ดำมืดไร้รูปร่าง ส่วนรูปปั้นสองข้างเป็นภาพลักษณ์ของซ่งจงอู๋และผู้มีพลังระดับยมทูตคนอื่นๆ
แม้ในสายตาของชิงซงจื่อ เซียนดินเหล่านี้จะแตกต่างจากที่บันทึกไว้ในตำราโดยสิ้นเชิง
แต่อย่างไรเสียอู๋เลี่ยงจื่อก็เป็นเจ้าอาวาส ย่อมต้องได้สัมผัสกับความลับมากกว่า อีกทั้งยังค้นพบศาสตราวุธวิถีสวรรค์อย่างตลาดเซียน เซียนดินอาจจะมีรูปลักษณ์ที่ประหลาดเช่นนี้จริงๆ ก็เป็นได้
อารามอู๋เหวยเริ่มเจริญรุ่งเรืองขึ้น พลังการบำเพ็ญเพียรของเด็กรับใช้อารามก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
หลังจากเด็กรับใช้อารามคนอื่นๆ เปลี่ยนมาฝึกวิชาหนอนสวรรค์แห่งโลกอุดร ในร่างกายของพวกเขาก็มีหนอนดำเกิดขึ้น ไม่นานก็เริ่มเลื่อนขึ้นสู่ระดับสร้างรากฐาน
ทุกสิ่งทุกอย่างบ่งบอกว่าอารามอู๋เหวยกำลังจะกลับมารุ่งเรืองเหมือนเมื่อหลายร้อยปีก่อน
มีเพียงเหรินชิงเท่านั้นที่มองเห็นคลื่นใต้น้ำที่ซ่อนอยู่ เวลาที่เหลืออยู่ของอารามอู๋เหวยมีไม่มากนัก ภัยพิบัติกำลังก่อตัวขึ้น
เด็กที่สามารถรับเข้ามาได้ในแต่ละเดือนมีจำนวนน้อยลงเรื่อยๆ นอกจากชาวนาในบริเวณใกล้เคียงแล้ว สถานที่อื่นๆ ในจิ้งโจวแทบจะไม่มีใครมาอีก
ผู้ฝึกตนสายอสูรประหลาดพยายามตัดเส้นชีวิตของอารามอู๋เหวยตั้งแต่ต้นตอ
แต่หากเป็นเพียงการรับเด็กเข้ามาไม่ได้ อันที่จริงก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ อย่างน้อยก็สามารถรักษากการดำเนินงานของสำนักไว้ได้อย่างฝืนๆ
แต่เหรินชิงสังเกตเห็นความผิดปกติบนป้ายวิญญาณมาตั้งแต่หลายเดือนก่อนแล้ว
โดยปกติแล้ว เมื่อฉายาทางเต๋าที่สลักไว้บนป้ายวิญญาณซีดจางลง หมายความว่าศิษย์คนนั้นได้เสียชีวิตแล้ว ดวงวิญญาณจึงสลายไป
แต่ในตอนนั้นมีป้ายวิญญาณหลายอันเกิดรอยร้าวละเอียด ทั้งยังสามารถเห็นคราบคล้ายเชื้อราขึ้นเต็มพื้นผิว ดูประหลาดอยู่บ้าง
อู๋เลี่ยงจื่อเห็นจนชินตาแล้ว เขาเพียงถอนหายใจแล้วหยิบป้ายวิญญาณลงมา
เหรินชิงรับรู้จากความทรงจำของเขาว่า มีเพียงศิษย์ในอารามที่สัมผัสกับวิชาอสูรประหลาดเท่านั้นที่จะทำให้กลิ่นอายของวิญญาณเปลี่ยนแปลง ป้ายวิญญาณจึงใช้การไม่ได้
สถานการณ์เช่นนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก ทุกปีมีศิษย์เข้าร่วมกับกลุ่มอำนาจของอสูรประหลาด
แต่เหรินชิงสัมผัสได้จากกลิ่นอายวิญญาณของป้ายวิญญาณเหล่านี้ว่า ตำแหน่งที่พวกเขาอยู่ล้วนกระจุกตัวอยู่ในบริเวณทางใต้ของเมือง
นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญอย่างแน่นอน เป็นไปได้มากว่าผู้ฝึกตนสายอสูรประหลาดได้เริ่มกำจัดศิษย์ในอารามแล้ว
เขาไม่เชื่อว่าจะมีศิษย์ในอารามจำนวนมากทรยศในเวลาเดียวกัน บางทีอสูรประหลาดอาจค้นพบวิธีการบังคับให้เปลี่ยนไปฝึกวิชาของพวกมันได้
และบริเวณนั้นน่าจะอยู่ภายใต้การควบคุมของอสูรประหลาด “ช้างศพ”
อารามอู๋เหวยดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับงานศพในบริเวณนี้ รวมถึงงานไล่ผีดิบบางส่วน โดยปกติจะแสดงตนเป็นนักพรตพเนจร
พวกเขากับผู้ฝึกตนช้างศพต่างก็ได้รับประโยชน์ร่วมกัน เดิมทีก็ไม่มีความขัดแย้งอะไรกัน ธุรกิจดำเนินไปได้ด้วยดีมาโดยตลอด
เหรินชิงหรี่ตาลง แม้จะแอบเตือนอู๋เลี่ยงจื่อไปแล้ว แต่เจ้าอาวาสหุ่นเชิดผู้นี้สามารถมีอิทธิพลต่อสิ่งต่างๆ ได้ไม่มากนัก
เขารู้สึกว่าตนเองจำเป็นต้องไปเมืองชิ่งเหยียนสักครั้ง
อย่างน้อยก็เพื่อให้เข้าใจสถานการณ์ในปัจจุบัน เพื่อไม่ให้อารามอู๋เหวยล่มสลายไปอย่างไม่รู้ตัว ซึ่งจะส่งผลต่อประสิทธิภาพในการยืดอายุขัยเพื่อชีวิตที่ยืนยาว
อีกทั้งยังเกี่ยวข้องกับโอกาสในการเลื่อนขึ้นสู่ระดับเทพหยาง
เหรินชิงไม่ได้รีบร้อนออกเดินทาง ด้านหนึ่งคืออายุขัยเพียงพอที่จะเลื่อนขั้นวิชาโลกอุดรแล้ว เพื่อให้แน่ใจว่าศิษย์ในอารามจะสามารถสร้างแก่นพลังได้อย่างราบรื่น เรื่องนี้จะชักช้าไม่ได้
อีกด้านหนึ่ง หอผู้คุมเขตหวงห้ามของเซียงเซียงได้เริ่มลงมือกับเขตหวงห้ามปัดเป่าเภทภัยแล้ว
ด้วยการคุ้มครองของมหาปราชญ์ต้าเมิ่ง แม้ในเขตหวงห้ามจะมีอมนุษย์ประหลาดอยู่หลายสิบชนิดก็ไม่เป็นไร เขตหวงห้ามปัดเป่าเภทภัยไม่สามารถสร้างความลำบากให้แก่หอผู้คุมเขตหวงห้ามได้
เมื่อถึงเวลานั้นเขาก็จะสามารถใช้วิธีสัมผัสกับอมนุษย์ประหลาดเพื่อเชี่ยวชาญวิชาปัดเป่าเภทภัยได้
เมื่อมีวิชาเก็บกลิ่นอายนี้อยู่ เหรินชิงจึงจะสามารถแทรกแซงกลุ่มอำนาจของอสูรประหลาดได้บ้าง มิฉะนั้นจะยากที่จะรับมือกับอสูรประหลาดระดับเทพหยางเทียม
เขามองไปยังอารามอู๋เหวย ในนั้นมีศิษย์อยู่กว่าหนึ่งร้อยยี่สิบคน เสียงท่องบทเร่งรัดศึกษาสามารถดังไปถึงเชิงเขาได้
เหรินชิงจึงถอยกลับไปยังชั้นจันทร์ดับ
เขาไม่กล้าเสียเวลา เริ่มการเลื่อนขั้นวิชาโลกอุดรโดยตรง
ก่อนหน้านี้เมื่อเลื่อนขึ้นสู่ระดับสร้างแก่นพลัง กระดูกทั่วร่างของเหรินชิงถูกบีบออกมาจากร่างกาย สุดท้ายกลายเป็นกระดูกเซียนยมโลก และระดับทารกแรกเริ่มก็เช่นเดียวกัน
โลหิตซึมออกมาจากรูขุมขน โลหิตสีดำข้นที่เกิดใหม่ไหลเวียนไปทั่วร่างกายจากกระดูกสันหลัง
เดิมทีอมนุษย์ประหลาดของวิชาฝันร้ายจะเกาะติดอยู่กับเลือด แต่เมื่อเผชิญหน้ากับกระแสข้อมูลก็ไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่าม ได้แต่หดตัวเข้าไปในหัวใจอย่างเรียบร้อย
กระดูกเซียนยมโลกบรรลุเป็นกายเซียน
ดูเหมือนจะไม่ได้พัฒนาขึ้นมากนัก แต่แท้จริงแล้วกลับเป็นทุกๆ ด้าน ทั้งตำราหนังมนุษย์ วิชาเกราะคลุมกาย และภูตเงาล้วนได้รับประโยชน์ไม่น้อย
แครก แครก แครก แครก…
เสียงประหลาดดังขึ้น
ตัวอ่อนของหนอนวิถีสวรรค์กำลังกัดกินเปลือกไข่ ร่างกายที่ยืดออกค่อยๆ กลายเป็นรูปร่างคล้ายมนุษย์ ศีรษะก็เริ่มคล้ายเหรินชิงมากขึ้นเรื่อยๆ
แต่ยังไม่ทันที่รูปลักษณ์จะคงที่ วิชาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องก็เริ่มส่งผลกระทบ
ตัวเต็มวัยสุดท้ายแทบจะมองไม่เห็นร่องรอยของหนอนวิถีสวรรค์เลย ศีรษะของมันกลายเป็นเศียรมังกรอสรพิษที่ประหลาดโดยสมบูรณ์
ส่วนร่างกายยังคงเป็นร่างหนอน ดูแปลกประหลาดอย่างยิ่ง
หนอนวิถีสวรรค์ในระดับทารกแรกเริ่มมีลักษณะเด่นคือสามารถออกจากร่างที่มันอาศัยอยู่ได้ชั่วคราว ทำให้วิธีการของภูตเงาของเขามีความหลากหลายมากขึ้น
เหรินชิงปลอบโยนหนอนวิถีสวรรค์ที่เพิ่งเลื่อนขั้น ตั้งใจจะให้มันออกมาสู่โลกภายนอก
ในขณะนั้น เทือกเขาก็สั่นสะเทือนเล็กน้อย ราวกับมังกรดินพลิกตัว ต้นไม้จำนวนมากล้มลง รอยแยกก็แผ่ขยายออกไปโดยไม่รู้ตัว
คิ้วของเหรินชิงขมวดแน่น เขารีบเก็บภูตเงาเข้าไปในคุกในอุทรอย่างเงียบๆ
แผ่นดินไหวหายไปในทันที
เมื่อเขาเห็นดังนั้น สีหน้าก็ซับซ้อนขึ้นมา หนอนวิถีสวรรค์ระดับเซียนดินคงจะอยู่ใต้ดินของจิ้งโจว แต่แปดในสิบส่วนคงจะหลับใหลไปแล้ว
เหรินชิงสามารถสัมผัสได้ถึงสติอันเลือนรางที่พยายามสื่อสารกับหนอนวิถีสวรรค์อย่างชัดเจน เป็นไปได้มากว่าเป็นการกระทำโดยไม่รู้ตัวของหนอนวิถีสวรรค์ระดับเซียนดิน
จิ้งโจวจะไม่เหลือหน่ออ่อนอยู่แค่สองต้นแล้วใช่ไหม…
เขายิ้มขมขื่นแล้วนำภูตเงาออกมา ขอเพียงหนอนวิถีสวรรค์ในชั้นจันทร์ดับไม่ออกมาสู่โลกภายนอก ก็จะไม่กระตุ้นปฏิกิริยาของหนอนวิถีสวรรค์ระดับเซียนดิน
กระแสข้อมูลไหลเวียน
[อายุขัย: แปดร้อยสามสิบเจ็ดปี]
วิชาโลกอุดรบรรลุระดับทารกแรกเริ่มทำให้อายุขัยเพิ่มขึ้นประมาณแปดร้อยปีก็ไม่เลว แต่หากจะเลื่อนขึ้นสู่ระดับแยกร่างทิพย์จะต้องใช้เวลาถึงหนึ่งพันห้าร้อยปี
เหรินชิงมีแนวโน้มที่จะใช้วิธีเก็บเกี่ยวผลประโยชน์เพื่อสะสมหยวนภูต อย่างไรก็ตาม ในฐานะวิชาแกนกลาง ภูตเงาก็จะไม่เลื่อนขึ้นสู่ระดับเทพหยางในเวลาอันสั้น
ส่วนอายุขัยกว่าแปดร้อยปีนี้ก็จะใช้ไปให้หมดสิ้น เพื่อเพิ่มพูนความแข็งแกร่ง
เหรินชิงมองไปยังคุกในอุทร เดิมทีวางแผนจะเลื่อนขั้นวิชาเทาเที่ย
แต่เมื่อคิดดูแล้ว คุกในอุทรไม่ได้ช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งมากนัก อย่างมากก็แค่ทำให้โลกใบเล็กในร่างกายสมจริงยิ่งขึ้น สิ่งมีชีวิตสามารถดำรงชีวิตและขยายพันธุ์ในนั้นได้
“รอไปก่อนเถอะ…”
เขตหวงห้ามปัดเป่าเภทภัยในสถานการณ์ที่หอผู้คุมเขตหวงห้ามระดมพลทั้งหมด คงจะต้านทานได้ไม่นาน
หากสามารถเชี่ยวชาญวิชาปัดเป่าเภทภัย และไปถึงระดับหลอมรวมเทพหยินได้ แล้วเชื่อมโยงเซียนในกระจกให้เป็นวิชารอง ถึงจะสามารถป้องกันตัวเองได้
เหรินชิงจึงเริ่มฝึกฝนวิชาแห่งฝันต่อ
หากต้องการเชี่ยวชาญวิชาปัดเป่าเภทภัย จะต้องใช้ความสามารถของวิชาฝันซ้อนเพื่อดึงตลาดผีเข้ามาในคุกในอุทร เพียงอาศัยสติอย่างเดียวไม่สามารถกระตุ้นกระแสข้อมูลได้
ในช่วงที่เขาปิดด่าน เด็กรับใช้อารามในอารามอู๋เหวยล้วนกลายเป็นศิษย์อย่างเป็นทางการ พวกเขาทยอยลงจากเขาไปยังสถานที่ต่างๆ ในจิ้งโจว
ชาวจิ้งโจวเดิมทีก็โตเร็วกว่าปกติอยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้นการฝึกฝนวิชาอาคมยังสามารถกระตุ้นการเจริญเติบโตของร่างกายได้อีกด้วย คนที่แต่งงานตั้งแต่อายุสิบสองสิบสามปีมีอยู่ทั่วไป
เหรินชิงก็ไม่เคยคิดที่จะให้เด็กรับใช้อารามอยู่ที่สำนักตลอดไป เรือนกระจกใช้ได้เพียงเลี้ยงดูดอกไม้ที่บอบบาง อีกทั้งยังไม่สะดวกต่อการเผยแพร่วิชาหนอนสวรรค์แห่งโลกอุดร
อีกอย่าง อารามอู๋เหวยก็เป็นเป้านิ่งอยู่แล้ว ยิ่งมีศิษย์มากก็ยิ่งอันตราย
ในอเวจีมหานรกก็คึกคักมากเช่นกัน
ผู้คุมเขตหวงห้ามย่อมมีการเสียสละ แต่ในที่สุดก็กำจัดเนื้อร้ายในใจกลางเซียงเซียงไปได้ แต่ผู้มีพลังระดับยมทูตทุกคนกลับไม่ได้พักผ่อนแม้แต่น้อย กลับยิ่งวุ่นวายมากขึ้น ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด
ในวันนี้ เหรินชิงได้นำอมนุษย์ประหลาดของวิชาปัดเป่าเภทภัยออกไปเป็นพิเศษ ครู่ต่อมาก็ส่งกลับคืน
โดยไม่เป็นที่สังเกตของผู้อื่น
(จบตอน)