- หน้าแรก
- เส้นทางเซียนวิปลาส
- บทที่ 256 ตลาดเซียนเปิดกว้าง อายุขัยหลั่งไหล
บทที่ 256 ตลาดเซียนเปิดกว้าง อายุขัยหลั่งไหล
บทที่ 256 ตลาดเซียนเปิดกว้าง อายุขัยหลั่งไหล
บทที่ 256 ตลาดเซียนเปิดกว้าง อายุขัยหลั่งไหล
หลังจากความสามารถกลายสภาพพิสดารครั้งที่สองของวิชาฝันร้ายของเหรินชิงคือ “หวนนึก” การดึงคนเข้าสู่ตลาดเซียนก็ไม่จำเป็นต้องกังวลอะไรมากนัก
ขอเพียงระดับการบำเพ็ญเพียรของอีกฝ่ายอยู่ต่ำกว่าตน เขาก็จะสามารถสำรวจความคิดของสิ่งมีชีวิตในความฝันได้ เพื่อยืนยันว่ามีไส้ศึกอยู่ภายในหรือไม่
เมื่อพบผู้ฝึกตนที่มีความคิดซับซ้อนหรืออารมณ์แปรปรวน ก็สามารถใช้วิชาแห่งฝันฝังความคิดลงในความทรงจำได้โดยตรง
ความสามารถในการซ่อนเร้นของตลาดเซียนนั้นเหนือกว่าจินตนาการมาก
เหรินชิงมองไปยังอู๋เลี่ยงจื่อ หากไม่สามารถดึงอีกฝ่ายกลับมาจากขอบของการกลายสภาพที่ควบคุมไม่อยู่ได้ อันที่จริงเขาก็วางแผนที่จะเข้าฝันเพื่อเปลี่ยนแปลงความทรงจำโดยใช้กำลัง
แต่โชคดีที่อู๋เลี่ยงจื่อฟื้นคืนสติได้ในช่วงที่ใกล้จะล่มสลาย แม้แต่ระดับพลังของเขาก็มีแนวโน้มที่จะทะลวงผ่าน
เหรินชิงเห็นดังนั้นก็พยักหน้าเล็กน้อย
แม้อู๋เลี่ยงจื่อจะไม่มีอำนาจที่แท้จริง ดูเหมือนจะเป็นเจ้าสำนักที่พร้อมรับผิดได้ทุกเมื่อ แต่อย่างน้อยก็สามารถควบคุมการรับสมัครเด็กรับใช้อารามได้
ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญต่อการขยายตัวของอารามอู๋เหวยในอนาคต
เหรินชิงยิ่งมั่นใจมากขึ้นว่าต้องให้หอผู้คุมเขตหวงห้ามเข้ามามีส่วนร่วมในการต่อสู้ที่จิ้งโจวด้วย เพราะความเสี่ยงและโอกาสของที่นี่ไม่สมส่วนกันเลย
การต่อสู้ของผู้มีพลังระดับเซียนดินสองคน แม้จะเป็นเพียงทรัพยากรที่ไม่สะดุดตา ก็สามารถทำให้ผู้มีพลังระดับยมทูตไปจนถึงระดับเทพหยางต้องอิจฉาตาร้อนได้
แต่ตำแหน่งของอารามอู๋เหวยในฐานะกลุ่มอำนาจกลับดูน่าอึดอัดใจอยู่บ้าง
ในฐานะเจ้าสำนัก อู๋เลี่ยงจื่อมีพลังเพียงระดับสร้างแก่นพลัง ซึ่งเทียบเท่ากับระดับทูตผี อีกทั้งยังฝึกฝนวิชาหนอนสวรรค์ที่เปรียบเสมือนการดื่มยาพิษแก้กระหาย
สำหรับหอผู้คุมเขตหวงห้ามแล้ว อารามอู๋เหวยมีความจำเป็นต้องร่วมมือด้วยจริงหรือ…
เมื่อเทียบกันแล้ว ผู้ฝึกตนสายสิ่งประหลาดเหล่านั้นดูจะเข้ากับวิชาของผู้คุมเขตหวงห้ามได้ดีกว่า อีกทั้งกลุ่มอำนาจยังกระจัดกระจาย สามารถใช้แผนยืมดาบฆ่าคนได้อย่างสมบูรณ์
เหรินชิงหรี่ตาลง แม้เขาจะไม่ใช่ศิษย์ของอารามอู๋เหวย แต่บนเส้นทางการฝึกตนก็ได้รับประโยชน์จากวิถีสวรรค์มามากมาย
และวิชาโลกอุดรที่เขาฝึกฝน อาจเป็นวิถีสวรรค์แขนงสุดท้ายของโลกนี้แล้ว
เขายังคงหวังว่าอารามอู๋เหวยจะสามารถรักษาสายธารแห่งเต๋าไว้ได้พร้อมๆ กับการเข้าร่วมกับหอผู้คุมเขตหวงห้าม
เหมือนกับเมืองทรายเหลือง ที่ว่ากันว่าผู้คุมเขตหวงห้ามที่นั่นยังคงเรียกตนเองว่าเป็นนักพรตหลวง และหอผู้คุมเขตหวงห้ามก็ไม่ได้มีความเห็นอะไรกับเรื่องนี้
ชาวโกบีมีร่างกายพิเศษ เข้ากันได้ดีกับวิชาทรายเหลืองโดยกำเนิด ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะก่อตั้งกลุ่มเล็กๆ ที่คล้ายกับสำนักขึ้นมา
หอผู้คุมเขตหวงห้ามเองก็ไม่กังวลแม้แต่น้อย เพราะในโลกใบนี้ อำนาจการตัดสินใจย่อมอยู่ในมือของคนส่วนน้อยที่แข็งแกร่งที่สุดเสมอ
ยิ่งไปกว่านั้น ขอเพียงฝึกฝนวิชาของผู้คุมเขตหวงห้าม สังกัดก็จะถูกกำหนดตายตัว ในสายตาของพวกแพะภูเขาทมิฬและหนอนวิถีสวรรค์แล้ว พวกเขาก็คือศัตรูโดยกำเนิด
เหรินชิงกวาดสายตามองไปทั่วภูเขา กวาดตามองผ่านอารามเก่าแก่เหล่านั้น
เขาอดที่จะยิ้มขมขื่นไม่ได้ อารามอู๋เหวยตกอยู่ในสภาพเสื่อมโทรมเช่นนี้ หากตัดวิชาหนอนสวรรค์ที่มีข้อเสียร้ายแรงออกไป
ก็ไม่เหลืออะไรเลยจริงๆ
หอผู้คุมเขตหวงห้ามถึงกับไม่คิดจะชายตามองอารามอู๋เหวยด้วยซ้ำ
แต่เหรินชิงกลับรู้สึกว่าชาวจิ้งโจวที่กลายสภาพเลียนแบบแมลงมีศักยภาพที่ไม่ธรรมดา เป็นตัวแทนของผู้ที่มีร่างกายคล้ายกับหนอนวิถีสวรรค์ในระดับเซียนดิน
เขาลังเลอยู่นาน ในที่สุดก็ตัดสินใจสร้าง “วิถีสวรรค์” ที่แท้จริงซึ่งเหมาะสมกับอารามอู๋เหวยขึ้นมาบนพื้นฐานของวิชาหนอนสวรรค์แห่งโลกอุดร
อืม... ใช้ระดับสร้างแก่นพลังเป็นจุดแบ่งเขต ระดับต่ำให้เขาเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ ระดับสูงให้เปลี่ยนไปฝึกฝนวิถีสวรรค์ที่คล้ายกับวิชาของผู้คุมเขตหวงห้าม
สามารถอ้างอิงจาก “วิชาน้ำเจ๋อ” ก่อนที่จะสมบูรณ์ได้ หลังจากที่วิชานั้นไปถึงด่านบริโภคประหลาด ก็จะใช้วิธีกลืนกินสิ่งประหลาดเพื่อเติมเต็มวิชาให้สมบูรณ์
ช่วงแรกฝึกฝนในรูปแบบของวิถีสวรรค์ ช่วงหลังแม้จะคนละเส้นทางแต่ปลายทางเดียวกันคือการหลอมรวมกับสิ่งประหลาด
ด้วยวิธีนี้ เมื่อถึงระดับเทพหยาง วิชาทั้งสองจะมาบรรจบกัน
เหรินชิงเชื่อว่าแม้เทียนเต๋าจื่อจะกลับมาฝึกฝนใหม่ ก็ย่อมต้องเลือกวิชาของผู้คุมเขตหวงห้ามอย่างแน่นอน วิชาอื่นๆ ล้วนมีข้อบกพร่องต่างๆ นานา
เขาอดที่จะครุ่นคิดในใจไม่ได้ แต่การพัฒาวิถีสวรรค์ให้สมบูรณ์ต้องใช้เวลานานมาก ไม่ใช่เรื่องที่จะทำสำเร็จได้ในชั่วข้ามคืน
ตอนนี้ยังไม่จำเป็นต้องรีบร้อน สถานการณ์ในจิ้งโจวเกรงว่าจะสามารถคงอยู่ได้อีกนับร้อยปี
เหรินชิงมองท้องฟ้าที่ยังคงสว่างไสว เขาตัดสินใจหลับตาลงเพื่อเข้าฌานฝึกวิชา จนกระทั่งดึกสงัดจึงลุกขึ้น
ทั่วทั้งภูเขามีเพียงนักพรตไม่กี่คนที่ลาดตระเวนอยู่ ศิษย์คนอื่นๆ ล้วนหลับใหลไปแล้ว
เขาปรากฏตัวที่ประตูสำนักในไม่กี่พริบตา จากนั้นแสงจางๆ ก็ลอยขึ้นมาจากทุกทิศทุกทาง นั่นคือร่างฉายของผีเสื้อวิญญาณที่แทบมองไม่เห็น
นักพรตที่ลาดตระเวนภูเขาคิดว่าเป็นเพียงหิ่งห้อย อดไม่ได้ที่จะยื่นมือออกไปสัมผัส
ผลคือความง่วงงุนก็ถาโถมเข้าสู่ศีรษะ เขาพลันล้มหัวคะมำลงกับพื้นทันที ไม่นานเสียงกรนที่ดังสนั่นก็ดังขึ้นระงม
เหรินชิงนับจำนวนดู “ปัจจุบันมีนักพรตที่ประจำอยู่บวกกับเด็กรับใช้อารามรวมแปดสิบห้าคน พอแล้ว พอแล้ว”
รอบๆ อารามอู๋เหวยในตอนกลางวันมีคนอยู่หลายร้อยคนจริง แต่ส่วนใหญ่เป็นชาวนา แสดงให้เห็นว่าพวกเขาให้ความสำคัญกับการเกษตรและการค้า
เหรินชิงใช้วิชาแห่งฝันตรวจสอบศิษย์ทุกคนก่อน ในจำนวนนั้นเขาพบไส้ศึกแปดคนที่เคยติดต่อกับผู้ฝึกตนสายสิ่งประหลาด
เขาจะไม่ดึงคนเหล่านี้เข้าตลาดเซียนแน่นอน แต่เมื่อคำนึงถึงการตีหญ้าให้งูตื่นก็ไม่สามารถจัดการได้
ทำได้เพียงบอกให้อู๋เลี่ยงจื่อทราบ ให้อีกฝ่ายระวังตัวไว้บ้าง
เหรินชิงเห็นว่าถึงเวลาอันควรแล้ว จึงใช้วิชาไร้เนตรเป็นหลัก วิชาฝันผีเสื้อและวิชาฝันร้ายเป็นรอง นำพาสติทั้งเจ็ดสิบสามดวงไปยังตลาดเซียน
ถนนที่เคยเงียบเหงากลับคึกคักขึ้นมาในทันที เพียงแต่ทุกคนมีสีหน้าสับสนงุนงง
ตลาดเซียนตั้งอยู่ใจกลางเกาะ เมื่อทะเลสาบสุราระเหยขึ้น กลิ่นหอมจางๆ ก็ฟุ้งกระจายไปทั่ว ผิวน้ำก็ถูกปกคลุมไปด้วยหมอกบางๆ
คุนเผิงกระโจนออกมาจากกลางทะเลสาบ ขับเน้นให้ที่แห่งนี้ดูราวกับแดนสวรรค์
หลังจากอู๋เลี่ยงจื่อตะลึงไปชั่วครู่ เขาก็มีปฏิกิริยาตอบสนองในทันที
ในเมื่อเซียนดินจะกลับมายังจิ้งโจว ด้วยสถานะของอารามอู๋เหวยในปัจจุบันย่อมไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้ มีเพียงการใช้คาถาอาคมมอบวาสนาเซียนให้เท่านั้น
แต่ตอนนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยข่าวสารได้
เขาเดินไปอยู่หน้าฝูงชน กล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึมและน้ำเสียงทุ้มต่ำ “ที่นี่เกิดจากศาสตราวุธที่ท่านปรมาจารย์เทียนเต๋าจื่อทิ้งไว้ เป็นสถานที่ซ่อนเร้นของอารามอู๋เหวยในอดีต”
“ท่านพี่ ท่าน…”
ชิงซงจื่ออ้าปากค้าง อู๋เลี่ยงจื่อที่อยู่ตรงหน้าดูแปลกไปอย่างสิ้นเชิง มีเพียงช่วงไม่กี่ปีแรกที่เพิ่งรับตำแหน่งเจ้าสำนักเท่านั้นถึงจะมีท่วงท่าสง่างามเช่นนี้
เขาไม่รู้จะพูดอะไร แต่เมื่อสังเกตเห็นว่าอาคารต่างๆ ในตลาดเซียนล้วนมีรูปแบบของอารามอู๋เหวย ความสงสัยก็คลายลงไปกว่าครึ่ง
ในสมองของอู๋เลี่ยงจื่อมีความทรงจำเพิ่มขึ้นมาเล็กน้อย ส่วนใหญ่เป็นข้อมูลเกี่ยวกับตลาดเซียน
เขาชี้ไปที่บ่อน้ำในตลาดเซียน กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “สามารถเปลี่ยนปราณแท้จริงของตนเป็นผลึกวิญญาณ เพื่อใช้ซื้อขายแลกเปลี่ยนที่นี่ได้”
สิ่งที่เรียกว่าผลึกวิญญาณคือเงินตราของตลาดเซียนที่เหรินชิงกำหนดขึ้น การที่มันเกิดจากปราณแท้จริงก็เพื่อให้รวบรวมได้สะดวกยิ่งขึ้น
แม้ผู้ฝึกตนจะใช้ผลึกวิญญาณไม่หมด ก็สามารถเปลี่ยนกลับเป็นปราณแท้จริงในร่างกายได้
แน่นอนว่าเพื่อป้องกันไม่ให้เงินเฟ้อ และเพื่อหลีกเลี่ยงสถานการณ์สูบน้ำจากบ่อจนแห้งขอด จำนวนผลึกวิญญาณที่สามารถแลกเปลี่ยนได้ในแต่ละเดือนจึงมีจำกัดมาก
มีเพียงการยกระดับพลังของตนเองเท่านั้น จึงจะสามารถแลกเปลี่ยนผลึกวิญญาณได้มากขึ้น
อันที่จริงก็คล้ายกับเงินเดือนของหอผู้คุมเขตหวงห้ามอยู่บ้าง
เหรินชิงยังไม่ได้เปิดตลาดเสรี ปัจจุบันผลึกวิญญาณยังไม่สามารถโอนให้ผู้อื่นได้ เพื่อรักษาระเบียบของอารามอู๋เหวย
เหล่าศิษย์ลังเลอยู่เป็นเวลานานก่อนจะแยกย้ายกันไป ยังมีบางส่วนที่ร่างค่อยๆ เลือนหายไป เพราะตื่นจากฝันด้วยความตระหนก
ในความทรงจำของพวกเขาถูกฝังความคิดที่ว่าห้ามเปิดเผยการมีอยู่ของตลาดเซียนไว้แล้ว
เทียนฝูจื่อพิจารณาอาคารไม่กี่หลังในตลาดเซียนอย่างละเอียด นางสังเกตเห็นผู้เฒ่าโลงศพกำลังแกะสลักลวดลายอยู่ในร้านโลงศพ อดไม่ได้ที่จะเข้าไปถาม “ท่านอาวุโส ที่นี่คือ…”
ผู้เฒ่าโลงศพทราบดีว่าจะมีผู้ฝึกตนมาถึง ย่อมรู้ว่าอะไรควรพูดอะไรไม่ควรพูด จึงได้แต่ส่ายหน้าอย่างเงียบๆ
ศิษย์บางส่วนมารวมตัวกันอยู่หน้าร้านโลงศพต้าเมิ่ง
แม้ผู้เฒ่าโลงศพจะถูกจำกัดพลังไว้ที่ระดับสร้างรากฐานเนื่องจากวิชาหนอนสวรรค์แห่งโลกอุดร แต่กลิ่นอายที่แผ่ออกมากลับหนักหน่วงอย่างยิ่ง
พวกเขาถึงกับสงสัยว่าผู้เฒ่าโลงศพเป็นเพียงเงาที่เกิดจากศาสตราวุธ
ชิงซงจื่อเพิ่งแลกผลึกวิญญาณมาสิบเม็ด อดไม่ได้ที่จะถามด้วยความสงสัย “แล้วในร้านของท่านอาวุโสมีอะไรบ้าง?”
“โลงศพ”
ผู้เฒ่าโลงศพพูดสั้นๆ เขาเอียงศีรษะเป็นสัญญาณให้พวกเขามองไปที่มุมห้อง
เห็นเพียงโลงศพสีดำสนิทสิบกว่าใบวางอยู่ที่มุมห้อง สามารถสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของศาสตราวุธที่แผ่ออกมาอย่างชัดเจน ดูลึกลับพิสดารอย่างยิ่ง
ที่พิเศษที่สุดคือศาสตราวุธโลงศพที่ราวกับมีชีวิต มันกระดุกกระดิกอยู่ตลอดเวลา แม้กระทั่งสัมผัสได้ถึงการมีอยู่ของพลังบำเพ็ญอย่างเลือนราง
แต่เมื่อพวกเขาสัมผัสโลงศพ ภายใต้อิทธิพลของวิชาแห่งฝัน จำนวนผลึกวิญญาณที่ต้องใช้แลกเปลี่ยนศาสตราวุธก็ทำให้ผู้คนต้องถอยหนี
ชิงซงจื่อเห็นดังนั้นก็กล่าวด้วยสีหน้าเคารพ “ทักษะการหลอมอาวุธของท่านอาวุโสช่างน่าอัศจรรย์ ทำให้คนรุ่นหลังเช่นพวกเราต้องแหงนมอง”
ผู้เฒ่าโลงศพมีสีหน้าเบื่อหน่ายเล็กน้อย เขาโบกมือแล้วไม่สนใจอีก
เขารู้วิธีหลอมศาสตราวุธเลือดเนื้อแล้ว แต่กลับยังไม่สามารถทำได้แม้แต่ขั้นแรกเริ่ม ส่วนศาสตราวุธโลงศพในร้านล้วนเป็นสิ่งที่เหรินชิงทิ้งไว้
ชิงซงจื่อถูกปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย จึงเดินจากร้านโลงศพต้าเมิ่งไปอย่างเงียบๆ กลับพบว่าผู้คนบนถนนเบาบางลง
ศิษย์เกือบทั้งหมดเข้าไปในร้านที่ชื่อว่าหอต้าเมิ่ง
ชิงซงจื่อเดินเข้าไปในหอต้าเมิ่งอย่างลังเล หลังจากเหม่อลอยไปครู่หนึ่ง สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาก็คือเคาน์เตอร์ที่เต็มไปด้วยสินค้านานาชนิด
บนเคาน์เตอร์มีวัตถุดิบนับไม่ถ้วนวางอยู่ แม้กระทั่งกระดูกขาวของอสูรยักษ์ที่ไม่รู้จักชื่อและซากเลือดเนื้อที่ยังมีชีวิตอยู่
ตอนนี้เขาเชื่อไปกว่าครึ่งแล้ว บางทีอารามอู๋เหวยเมื่อหลายร้อยปีก่อน อาจจะรุ่งเรืองอย่างไม่น่าเชื่อเช่นนี้
ชิงซงจื่อพบว่าสมุนไพรหลายชนิดสามารถช่วยในการฝึกฝนได้เป็นอย่างดี ยังมีวัตถุดิบที่เรียกว่าเถ้าธุลีประหลาด ซึ่งสามารถยับยั้งการกลายสภาพได้
แต่เขามีผลึกวิญญาณเพียงสิบเม็ด ของที่สามารถซื้อได้มีไม่มากนัก
ชิงซงจื่อไม่เลือกที่จะใช้จ่ายฟุ่มเฟือย แต่เดินออกจากหอต้าเมิ่ง
เขามองไปยังอาคารที่เงียบสงบที่สุดในตลาดเซียน ป้ายชื่อสลักคำว่า “หอสมบัติลับต้าเมิ่ง” อย่างเด่นชัด อารามอู๋เหวยในอดีตก็มีหอตำราลับเช่นกัน
ชิงซงจื่อมาถึงหอสมบัติลับต้าเมิ่ง
ชั้นหนังสือแต่ละชั้นวางแยกกัน ศิษย์ข้างในมีจำนวนไม่มากนัก แต่ทุกคนต่างมีสีหน้าจริงจังขณะค้นหาหนังสือ
ชิงซงจื่อเห็นดังนั้นจึงหยิบหนังสือเล่มหนึ่งขึ้นมา หน้าปกเขียนคำว่า “คัมภีร์สายน้ำ” สามคำ
เขาหายใจหอบถี่พลิกเปิดดู เนื้อหาของหนังสือคือวิถีสวรรค์สายหลักของสำนักเซียนอย่างชัดเจน แต่ได้สูญหายไปในกระแสประวัติศาสตร์พร้อมกับการสูญพันธุ์ของไข่หนอนวิถีสวรรค์ไปนานแล้ว
นอกจากนี้ บนชั้นวางยังมีวิชาหลอมอาวุธวิถีสวรรค์ที่สูญหายไปเกือบหมด และตำราเต๋าอื่นๆ อีกมากมาย
ต้องใช้ผลึกวิญญาณจึงจะสามารถเข้าถึงเนื้อหาทั้งหมดของหนังสือได้
วิชาหนอนสวรรค์แห่งโลกอุดรก็อยู่ในนั้นด้วย เหรินชิงไม่จำเป็นต้องบังคับ วิชาอาคมนี้ย่อมจะแพร่หลายไปตามกาลเวลา
ไม่มีศิษย์คนใดสงสัยความเกี่ยวข้องระหว่างตลาดเซียนกับอารามอู๋เหวยอีกต่อไป
รอจนกระทั่งตะวันขึ้น
ศิษย์ของอารามอู๋เหวยลืมตาขึ้น เมื่อพวกเขามองไปยังอารามที่เก่าโทรมอีกครั้ง บนใบหน้ากลับมีความรู้สึกยอมรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย
ส่วนเหรินชิง?
เขากำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนภูเขา จ้องมองอายุขัยของตนเองด้วยจิตใจที่เบิกบาน
ไม่ว่าจะเป็นตลาดผีหรือตลาดเซียน อายุขัยที่ได้รับล้วนมากมายมหาศาล และยังห่างไกลจากจุดสูงสุดของประสิทธิภาพในการยืดอายุขัย
เขารวยเละแล้ว
(จบตอน)