เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 208 ปริศนาเร้นลับแห่งวิชามหาเทพเมรัย

บทที่ 208 ปริศนาเร้นลับแห่งวิชามหาเทพเมรัย

บทที่ 208 ปริศนาเร้นลับแห่งวิชามหาเทพเมรัย


บทที่ 208 ปริศนาเร้นลับแห่งวิชามหาเทพเมรัย

เซียนหวงเฮ่อหายวับไปในพริบตา เมืองทรายเหลืองกลับสู่ความสงบอีกครั้ง

เหรินชิงนวดสันจมูกอย่างปวดหัว เขาสงสัยกับการปรากฏตัวของหลี่เย่าหยาง ชาวเจ๋อควรจะแตกต่างจากหนอนพิษโดยสิ้นเชิงไม่ใช่หรือ

มองไม่เห็นโอกาสที่จะทะลวงคอขวดเลย เหตุใดจึงต้องเสี่ยงอันตรายเช่นนี้

ตอนนี้หลี่เย่าหยางตกอยู่ในเงื้อมมือของเซียนหวงเฮ่อ โดยพื้นฐานแล้วย่อมไม่มีทางหนีรอด

เหรินชิงถึงกับสงสัยว่าหลี่เย่าหยางอาจไม่สามารถรักษาสติปัญญาของตนเองไว้ได้ นับประสาอะไรกับการเลื่อนสู่ระดับยมทูต เกรงว่าแม้แต่การเอาชีวิตรอดก็ยังยาก

ความยินดีที่เซียนหวงเฮ่อแสดงออกมาก็ดูแปลกประหลาดเช่นกัน ราวกับว่ามารนอกพิภพที่เขาพูดถึงนั้นเป็นโอกาสวาสนาอย่างหนึ่ง

ในเวลานั้นอารามเต๋าอื่นๆ ก็มีความเคลื่อนไหวผิดปกติ แสดงว่าไม่ใช่แค่เซียนหวงเฮ่อที่รู้เรื่องนี้

เหรินชิงขมวดคิ้ว สถานการณ์เริ่มดำเนินไปในทิศทางที่ผิดปกติมากขึ้นเรื่อยๆ

เขาเคลื่อนผ่านถนนอย่างเงียบเชียบ ไม่นานก็มาถึงข้างอารามหวงเฮ่อ เงาภูตบางส่วนแยกออกจากร่างไปซ่อนตัวอยู่ที่มุมกำแพง

เหรินชิงตัดสินใจเตรียมการล่วงหน้า เพื่อจะได้ไม่ตื่นตระหนกเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน

ส่วนการช่วยเหลือหลี่เย่าหยางนั้น สุดที่จะทำได้จริงๆ การลงมืออย่างผลีผลามมีแต่จะนำภัยมาสู่ตัว ถึงตอนนั้นตนเองก็จะพลอยเดือดร้อนไปด้วย

ยิ่งไปกว่านั้น เหรินชิงยังรู้สึกได้ลางๆ ว่าหลี่เย่าหยางดูเหมือนจะจงใจทำเช่นนี้

แต่จะมีความมั่นใจมากน้อยเพียงใดนั้นยากที่จะคาดเดา

จากนั้นเขาก็กลับไปที่ลานบ้าน เพ่งพิจารณาวิชาอาคมอยู่เป็นเวลานานจนจิตใจสงบลง จากนั้นจึงส่งจิตสำนึกไปยังคุกในอุทร

เหรินชิงเพิ่งจะเข้าไปในคุกในอุทร ก็ได้ยินเสียงกรีดร้องโหยหวน

ซาซานจื่อนอนหงายอยู่บนพื้น สองมือกุมท้องของตนไว้แน่น ที่ทวารทั้งเจ็ดของเขามีร่องรอยของกรวดทราย บนหน้าผากมีเหงื่อเย็นไหลไม่หยุด

การสำเร็จวิชาผู้คุมเขตหวงห้ามนั้นเป็นกระบวนการที่ทรมานทั้งร่างกายและวิญญาณ ไม่ใช่ทุกคนที่จะทนรับไหว ดังนั้นการตายจึงเป็นเรื่องที่พบเห็นได้บ่อยครั้ง

เหรินชิงนึกอะไรขึ้นมาได้อย่างกะทันหัน จึงถือโอกาสบันทึกวิชาลมปราณวายุทรายลงในหนังสือ แล้วโยนให้ซาซานจื่อ

ซาซานจื่อรีบหยิบหนังสือขึ้นมา ตรวจดูเนื้อหาข้างบน

เขาพบว่าวิชาลมปราณวายุทรายดูเหมือนจะมีความคล้ายคลึงกับวิชาวายุทรายอยู่บ้าง ไม่แน่ว่าอาจช่วยลดความเจ็บปวดระหว่างการฝึกฝนเคล็ดวิชาชั่วร้ายได้

กรวดทรายที่กินไปหลายวันถือว่าเปล่าประโยชน์

แต่ข้อเสียของวิชาที่สร้างขึ้นเองก็ชัดเจนมาก เพียงแค่เนื้อมีรสชาติอร่อยเลิศล้ำก็เป็นปัญหาใหญ่แล้ว อาจดึงดูดความสนใจของสิ่งประหลาดได้

หากหอผู้คุมเขตหวงห้ามต้องการจะย่างเท้าเข้าสู่จิ้งโจว ก็ไม่อาจฝึกฝนวิชาที่สร้างขึ้นเองได้ มิฉะนั้นจะถูกมองออกถึงแก่นแท้ของการเป็น "อาหาร" ได้อย่างง่ายดาย

เหรินชิงไม่สนใจซาซานจื่ออีกต่อไป เขาหันไปมองผนังที่บันทึกวิชามหาเทพเมรัยไว้

หลังจากที่วิชาอาคมแสดงเป็นตัวอักษรแล้ว ก็สามารถดูเนื้อหาเพิ่มเติมได้ผ่านกระแสข้อมูล

[วิชามหาเทพเมรัย]

[สร้างขึ้นโดยนักพรตจิ่วโร่ว ต้องใช้บุรุษ สตรี คนชรา และเด็กเป็นวัตถุดิบในการปรุงเหล้าสามสิบหกชนิด ดื่มควบคู่กันจึงจะสำเร็จวิชาได้]

[เหล้าแต่ละชนิดที่ใช่มนุษย์เป็นวัตถุดิบ สามารถช่วยในการฝึกฝนวิชามหาเทพเมรัยได้ แต่จะได้ผลก็ต่อเมื่อดื่มครั้งแรกเท่านั้น]

[การดื่มเหล้าในปริมาณมากจะทำให้เกิดการกลายสภาพ โลหิตทั่วร่างจะกลายเป็นเหล้า]

[ผู้ดื่มสุรา: ดื่มพันจอกไม่ล้ม]

[ผู้ดื่มตามลำพัง: ถุงเหล้ากระสอบข้าว]

[ผู้ดื่มตะกละ: สระเหล้าป่าเนื้อ]

เหรินชิงสังเกตเห็นว่าข้อมูลที่แสดงในเส้นทางการกลายสภาพมีน้อยเกินไป แต่แค่ดูจากลักษณะของวิชาอาคมก็ชวนให้ขนหัวลุกแล้ว

ผู้อยู่เบื้องหลังที่เผยแพร่วิชามหาเทพเมรัย ไม่ก็เพื่อรวบรวมเหล้า ใช้ในการฝึกฝนวิชาอาคม

นอกจากนี้ ยังมีความเป็นไปได้อีกอย่างหนึ่ง

หากผู้ฝึกตนดื่มเหล้าจนร่างกายเกิดการกลายสภาพที่ควบคุมไม่ได้ ร่างกายก็ไม่น่าจะสามารถสร้างโลหิตที่กลายเป็นเหล้าได้

เช่นนั้นแล้ว จะต้องดื่มเหล้าเพื่อทดแทนโลหิต...

ในสมองของเหรินชิงมีความคิดมากมาย เบาะแสต่างๆ เชื่อมโยงเข้าด้วยกัน

ในเมื่อสามารถใช้ปอดเหล้าเพื่อดึงดูดหนอนแมลงวันได้ เป็นไปได้สูงว่านักพรตเฒ่าฝีหนองจะสำเร็จวิชามหาเทพเมรัยตั้งแต่ยังมีชีวิตอยู่ เพียงแต่ร่างกายเน่าเปื่อยไปแล้ว

เขาต้องการเหล้าเพื่อประทังชีวิต

แต่ก็พูดได้ไม่เต็มปากนัก ข้อมูลที่ทราบในปัจจุบันมีน้อยเกินไป คำตอบที่ได้อาจคลาดเคลื่อนไปไกล

เหรินชิงรู้สึกปวดหัวเล็กน้อย สถานการณ์ในเขตแดนเจ๋อสับสนซับซ้อน ยังมีหอผู้คุมเขตหวงห้ามที่เป็นผู้ก่อกวนพร้อมจะเข้ามาได้ทุกเมื่อ

ต่อไปหากวิชาลมปราณวายุทรายแพร่หลายในหมู่ชาวบ้านทั่วไป เมืองทรายเหลืองอาจตกอยู่ในอันตรายถึงขั้นล่มสลาย ถึงตอนนั้นก็สามารถหนีไปได้แล้ว

เหรินชิงบันทึกวิชามหาเทพเมรัยไว้ จากนั้นก็ลบตัวอักษรบนผนังทิ้ง

จากนั้นเขาจึงสอบถามเรื่องของหลี่เย่าหยางผ่านเงาภูตของค่ายผู้คุมเขตหวงห้าม จนทราบว่าการกระทำของอีกฝ่ายเป็นคำสั่งของมหาปราชญ์ต้าเมิ่ง

ถึงเหรินชิงต้องการจะยื่นมือเข้าช่วยเหลือ ก็ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของตนเองเป็นหลัก ท้ายที่สุดแล้วเมืองทรายเหลืองนี้ลึกล้ำเกินไป แค่เซียนหวงเฮ่อคนเดียวก็ทำให้ผู้คนหวาดเกรงแล้ว

เขายึดกิจวัตรประจำวันของซาซานจื่อเป็นหลัก และแอบสังเกตการณ์สถานการณ์อย่างลับๆ

ไม่กี่วันต่อมา ในเมืองก็เริ่มมีกระแสใต้น้ำเคลื่อนไหว

อารามหวงเฮ่อประกาศต่อสาธารณชนว่าจะจัดงานชุมนุมเลื่อนเซียน เพื่อส่งเซียนหวงเฮ่อทะยานสู่สวรรค์ และใช้เหตุผลนี้รับเด็กชายและเด็กหญิงเข้ามาสามสิบกว่าคน

ดูเหมือนว่าเซียนหวงเฮ่อกำลังจ้องเขม็งไปยังด่านที่สามของวิชาน้ำเจ๋อ มิฉะนั้นจะเคลื่อนพลใหญ่โตไปทำไม เรื่องนี้คงเกี่ยวข้องกับหลี่เย่าหยางอยู่บ้าง

เขาใช้เงาภูตที่ซ่อนตัวอยู่สังเกตการณ์ผู้มาสักการะที่เข้าออกอารามเต๋า เห็นได้ชัดว่ามีกองกำลังจากอารามเต๋าอื่นอยู่ด้วย แปดในสิบส่วนคงเป็นการหยั่งเชิง

เหรินชิงสืบหาเรื่องราวเกี่ยวกับงานชุมนุมเลื่อนเซียน ไม่นานก็ได้เรื่อง

ตามที่ชาวบ้านแถวนั้นเล่า เมื่อหกเจ็ดสิบปีก่อนก็เคยมีเหตุการณ์คล้ายๆ กันนี้เกิดขึ้น

ในตอนนั้นมีเด็กรับใช้อารามและเซียนเจ๋อทะยานสู่สวรรค์รวมกันนับร้อยคน

“ช่างเป็นเซียนที่ไร้ความเมตตาเสียจริง...”

เหรินชิงค่อนข้างมั่นใจแล้วว่างานชุมนุมเลื่อนเซียนคือการเตรียมการเพื่อเลื่อนสู่ด่านที่สาม

เขาเคยได้ยินซ่งจงอู๋พูดถึงอย่างคลับคล้ายคลับคลาว่า หอผู้คุมเขตหวงห้ามเคยส่งผู้คุมเขตหวงห้ามไปยังเขตแดนเจ๋อ เป็นไปได้สูงว่าตอนนั้นคงตกอยู่ในมือของชาวเจ๋อไปแล้ว

เหรินชิงไม่คิดที่จะนั่งรอความตาย เขาออกจากบ้านแสร้งทำเป็นเดินเล่นในเมือง

เขามองเหล่านักพรตที่ได้รับการแต่งตั้งจากทางการบนถนน สีหน้าอดไม่ได้ที่จะปรากฏรอยยิ้มขบขัน

สมาคมเต๋าแห่งทรายเหลืองดูเหมือนจะฉวยโอกาสที่ความสนใจทั้งหมดมุ่งไปที่อารามหวงเฮ่อ เริ่มขยายอิทธิพลอย่างไม่เกรงกลัว

จำนวนผู้ฝึกฝนวิชาลมปราณวายุทราย เพิ่มขึ้นจากสิบกว่าคนเป็นสามสิบสี่สิบคนแล้ว

และความเร็วในการเพิ่มขึ้นก็เร็วขึ้นเรื่อยๆ ไม่นานเกินรอ อย่างมากก็สองสามวัน ก็จะครอบคลุมนักพรตที่ได้รับการแต่งตั้งจากทางการทั้งหมด

เหรินชิงตัดสินใจว่าจะไม่ปล่อยโอกาสดีๆ เช่นนี้ให้หลุดลอยไป เขาจะฉวยโอกาสนี้ให้หลิวชวนเลื่อนสู่ด่านกินผู้อื่น เพื่อจะได้รับวิชาน้ำเจ๋อฉบับสมบูรณ์

อารามเต๋าในเมืองต่างกำลังชิงไหวชิงพริบกับอารามหวงเฮ่อ ใครเล่าจะมาสนใจอารามไป๋อวิ๋น

แต่ด่านกินผู้อื่นต้องการห้าปราณหวนคืนสู่หยวน แต่เมื่อเหรินชิงลองคิดดูแล้ว ปัญหาเรื่องวิญญาณเทียมทั้งห้ากลับเป็นเรื่องที่แก้ไขได้ง่ายที่สุด

เมื่อก่อนเหรินชิงเคยใช้ทรายเจ๋อโยนเข้าไปในเตาหลอมเลือดเนื้อเพื่อเผาหลอม จนได้รับวัตถุดิบที่ชื่อว่า “วิญญาณวารี” มาไม่น้อย พอดีที่จะนำมาใช้ประโยชน์ได้ในยามนี้

[วิญญาณวารี]

[หลอมรวมขึ้นจากวิชากลืนกินเซียน มีวิญญาณตกค้างทั้งหมดหนึ่งร้อยสามสิบห้าดวง การกินวิญญาณวารีจะค่อยๆ กลายสภาพเป็นชาวเจ๋อ]

เขาใช้นิ้วคีบวิญญาณวารีขึ้นมา พินิจดูวัตถุดิบที่ดูคล้ายแก้วผลึกนี้อย่างละเอียด กำลังคิดว่าจะหาเป้าหมายมาทดลองดู

ถ้าไม่ต้องเลือกเด็ก ขอบเขตก็จะกว้างขึ้นมาก

เหรินชิงตั้งใจจะเริ่มจากห้องขังของทางการ แต่ยังไม่ทันถึงเวลากลางคืน ประตูหินนอกบ้านก็ถูกเคาะอย่างแรงหลายครั้ง

“ซาซานจื่อ รีบออกมา”

เหรินชิงมองดูเวลาข้างนอกหน้าต่าง เห็นได้ชัดว่ายังเหลืออีกหลายชั่วยามกว่าจะถึงเวลากลางคืน เหตุใดจึงมีงานทำพิธีให้ศพมาถึงหน้าประตูได้

“ท่านนักพรตฉางสือ เกิดอะไรขึ้น?”

เขาจำเสียงผู้มาเยือนได้ทันที

นักพรตฉางสือเป็นนักพรตต้อนรับของอารามหวงเฮ่อ นิสัยก็ไม่เลวนัก ปกติแล้วการจัดการเรื่องส่งมอบศพล้วนเป็นเขาที่มา

เหรินชิงเปิดประตูบ้าน ชายวัยกลางคนคนหนึ่งยืนอยู่ข้างนอก

“ซาซานจื่อ เจ้า...”

นักพรตฉางสือรีบอธิบาย ทว่ากลับพูดจาติดๆ ขัดๆ ฟังดูไม่ชัดเจน

“สหายเต๋าฉางสือ หรือว่าที่อารามหวงเฮ่อมีศพอีกแล้ว?”

นักพรตฉางสือยิ้มขื่นๆ พยักหน้า จากนั้นจึงเอ่ยขึ้นว่า “เจ้าฟังแล้วอย่าโกรธไปเลย วาสนาเซียนฟ้ากำหนด อาจั๋ว...”

เหรินชิงเข้าใจความหมายของอีกฝ่ายทันที ก่อนหน้านี้อาจั๋วก็ไปเป็นเด็กรับใช้อารามที่อารามหวงเฮ่อเช่นกัน

อาจั๋วกลายเป็นชาวเจ๋อหรือไม่นั้นไม่ทราบแน่ชัด แต่ร่างเดิมของเขาต้องตายอย่างไม่ทราบสาเหตุแน่นอน สุดท้ายก็กลายเป็นซากศพแห้ง

นักพรตฉางสือเห็นเหรินชิงเงียบไป คิดว่าเขาเสียใจมากเกินไป อดไม่ได้ที่จะปลอบใจว่า “เจ้าก็รู้ดีอยู่แล้ว ทุกๆ สองสามวันก็มีเด็กรับใช้อารามที่ตายเพื่อเป็นเซียน”

“ช่วงนี้ดูเหมือนจะเยอะไปหน่อยนะ”

เมื่อได้ยินเหรินชิงพูดเช่นนั้น นักพรตฉางสือก็ยิ้มแหยๆ ส่ายหน้า

เขาเป็นเพียงนักพรตต้อนรับธรรมดาๆ คนหนึ่ง ทุกวันทำแต่งานจิปาถะ จะมีสิทธิ์อะไรไปวิจารณ์อารามเต๋า

“ไปเถอะ อาจั๋วข้าก็เห็นมาตั้งแต่เล็ก ฝังให้เร็วหน่อยก็ดี”

นักพรตฉางสือถอนหายใจแล้วพูดต่อ “ซาซานจื่อเอ๋ย ชะตาฟ้าลิขิต”

“สหายเต๋าไปเถอะ”

เหรินชิงรู้ว่านักพรตฉางสือจงใจไว้หน้าตนเอง จึงไม่ได้รอจนถึงกลางคืนก็ตั้งใจจะพาเขาไปที่อารามหวงเฮ่อ

เขานึกถึงซากศพแห้งของเด็กรับใช้อารามที่เคยสัมผัสขึ้นมาทันที ถึงแม้ในวังหนีหวานจะยังคงมีวิญญาณหลงเหลืออยู่ แต่ในความเป็นจริงแล้วได้ตายไปนานแล้ว

ไม่แน่ว่าอาจจะใช้เลี้ยงวิญญาณวารีได้ อย่างไรเสียชาวเจ๋อเทียมก็ไม่ต้องการวิญญาณที่สมบูรณ์

คนทั้งสองเดินไปยังอารามหวงเฮ่อ ระหว่างทางพูดคุยเรื่องราวในอารามเต๋าอย่างไม่ตั้งใจ นักพรตฉางสืออดไม่ได้ที่จะบ่นออกมา

จำนวนผู้มาสักการะในแต่ละวันเพิ่มขึ้นหลายเท่า ในจำนวนนั้นยังมีคนดีคนชั่วปะปนกันอยู่ ทำให้เหล่านักพรตต้อนรับอย่างพวกเขาเดือดร้อนอย่างยิ่ง

เมื่ออารามหวงเฮ่อปรากฏอยู่ไม่ไกล นักพรตฉางสือจึงหุบปาก

เหรินชิงเงยหน้าขึ้นมอง

อารามเต๋าทั้งหลังสร้างด้วยอิฐหิน กำแพงลานบ้านสูงถึงสามสี่เมตร

เจ๋อไม่มีพืชพรรณเลย เซียนหวงเฮ่อจึงจงใจใช้หินแกะสลักเป็นต้นสนและต้นไซเปรส กระทั่งยังมีสระทรายที่ไหลเวียนไม่หยุด

แม้จะอยู่ในเมืองทรายเหลือง แต่อารามหวงเฮ่อก็ยังถือว่าโดดเด่นเป็นสง่า

เหรินชิงเห็นคนสิบกว่าคนคุกเข่าอยู่หน้าประตูอารามเต๋า ทุกคนล้วนเป็นชาวเมืองทรายเหลืองอายุสามสี่สิบปี บางคนขาดน้ำอย่างรุนแรงแล้ว

นักพรตฉางสืออธิบายเสียงเบา “ล้วนเป็นผู้ที่มาขอวาสนาเซียน เพียงคุกเข่าสามวันสามคืน ก็จะสามารถนำลูกหลานในบ้านมาได้”

เขาหันหน้าไปทางอื่นอย่างทนไม่ไหว หัวเราะอย่างขมขื่นเสียงเบา “ซาซานจื่อเอ๋ย เจ้าว่าเหตุใดต้องทำถึงขนาดนี้...”

เหรินชิงไม่ตอบ

เขาคิดว่าสถานการณ์ของเมืองทรายเหลืองที่สามารถรักษความสงบภายนอกไว้ได้ ก็นับว่าน่าเหลือเชื่อแล้ว

ชาวเจ๋อจะอดทนไม่สูบเลือดสูบเนื้อจนหมดสิ้นได้อย่างไร?

คนทั้งสองเดินเข้าลานบ้านจากประตูหลังของอารามเต๋า ทันใดนั้นก็มีนักพรตเข้ามาจ้องมองพวกเขา กลัวว่าจะเกิดเหตุร้ายขึ้น

ซากศพแห้งสิบศพวางอยู่บนที่โล่ง ส่งกลิ่นคาวเลือดจางๆ

เหรินชิงพบว่าซากศพแห้งยังไม่ตายสนิท แม้แต่ดวงตาของอาจั๋วก็ยังไม่ขุ่นมัว แต่ก็ไม่สามารถยื้อชีวิตไว้ได้แล้ว

“ตายแล้วสมปรารถนาสู่ตำหนักพญายม ชาติหน้าขออย่าได้เกิดเป็นคนอีกเลย รีบขึ้นสู่สรวงสวรรค์สำเร็จเป็นเซียนเถิด...”

เขาพึมพำกับตัวเองเบาๆ พร้อมกับนักพรตฉางสือถอดชุดนักพรตของศพออก จากนั้นใช้ผ้ากระสอบที่ทำจากหนังหนอนแมลงวันห่อไว้

ในสายตาของชาวโกบี หนอนแมลงวันเป็นของจากสรวงสวรรค์ ใช้สิ่งนี้ในการฝังศพชาติหน้าจะได้สำเร็จเป็นเซียน ส่วนการเปลือยกายจะทำให้ไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดตลอดไป

เหรินชิงวางซากศพแห้งบนรถเข็นที่ทำจากกระดูก จากนั้นก็ปฏิเสธความหวังดีของนักพรตฉางสือ เข็นไปยังประตูเมือง

เมื่อเขามาถึงป่าช้า หลังจากแน่ใจว่าไม่มีใครสังเกตเห็น จึงเลือกซากศพแห้งเจ็ดศพเก็บเข้าไปในคุกในอุทร ที่เหลือวางไว้ในป่าช้า

เหรินชิงสวดมนต์อุทิศส่วนกุศลหนึ่งรอบ จากนั้นจึงกลับไปที่ลานบ้าน

(จบตอน)

จบบทที่ บทที่ 208 ปริศนาเร้นลับแห่งวิชามหาเทพเมรัย

คัดลอกลิงก์แล้ว