- หน้าแรก
- เส้นทางเซียนวิปลาส
- บทที่ 179 สถานการณ์ดุจหมอกหนาทึบ
บทที่ 179 สถานการณ์ดุจหมอกหนาทึบ
บทที่ 179 สถานการณ์ดุจหมอกหนาทึบ
บทที่ 179 สถานการณ์ดุจหมอกหนาทึบ
หลังจากเงียบสงบไปชั่วครู่ ต้นไม้สมองก็พลันคลุ้มคลั่งยิ่งกว่าเดิม รากของมันฟาดลงบนพื้นไม่หยุดหย่อน พยายามค้นหาต้นตอของกลิ่นอายวิญญาณเทียม
ชั่วพริบตา สัตว์ประหลาดนับพันนับหมื่นก็กลายเป็นเศษเนื้อ กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่ว
หัวใจของเหรินชิงเต้นระรัวจนแทบจะทะลุออกมาถึงลำคอ หากต้องเผชิญหน้ากับรากไม้หลายสิบหลายร้อยเส้น ต่อให้ทั่วร่างเต็มไปด้วยเนตรซ้อนก็ไม่มีทางหลบพ้น
ที่สำคัญที่สุดคือต้นไม้เชื้อราดูเหมือนจะสัมผัสได้ถึงการมีอยู่ของวิญญาณภูตมืด จึงเริ่มขยับเข้าใกล้เพื่อหยั่งเชิง ทำให้สถานการณ์ซับซ้อนยิ่งขึ้น
ซ่งจงอู๋สูดหายใจลึก แสงสว่างบนนิ้วมือของเขาค่อยๆ หรี่ลง
เขายับยั้งความปรารถนาที่จะสังหาร แล้วคว้าจับวิญญาณภูตมืดขว้างไปยังต้นไม้สมอง พร้อมกับประกบฝ่ามือตบเข้าหากัน
คลื่นพลังพลันปะทุขึ้น
สัตว์ประหลาดหลายสิบตัวที่ปีนขึ้นกำแพงเมืองถูกกระแทกจนกระเด็น ทั้งยังปลุกทุกคนที่กำลังตกตะลึงให้ตื่นจากภวังค์
เหรินชิงรีบตะโกนเตือนเสียงดังลั่น “ทางซ้ายด้านหลัง รีบไป!!!”
สุ่นสยายปีกสร้างพายุหมุนพัดกระดาษยันต์ หลี่เย่าหยางตั้งสติควบคุมขาแมลงให้เคลื่อนที่ แต่ยังคงหนีไม่พ้นจากเงาที่ทาบทับอยู่เหนือศีรษะ
ความรู้สึกกดดันอันน่าสะพรึงกลัวทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
นั่นไม่ใช่พลังที่ระดับยมทูตจะครอบครองได้เลย มันทำให้ผู้คนรู้สึกเย็นเยียบไปถึงสันหลัง
เหรินชิงเห็นดังนั้นจึงยื่นกระดูกสันหลังมังกรอสรพิษออกไปสิบกว่าเส้น นำพาผู้คุมเขตหวงห้ามบางส่วนบนกำแพงไปยังที่ปลอดภัย
เปรี้ยง!!
ค่ายพักถูกรากไม้ฟาดจนแยกเป็นสองท่อน โชคดีที่มีผู้คุมเขตหวงห้ามเสียชีวิตคาที่เพียงคนเดียว
ผู้ฝึกตนระดับยมทูตเองก็ลงมือช่วยผู้คุมเขตหวงห้ามเช่นกัน แม้กระทั่งศีรษะในโถยังถูกแรงกระแทกจนเกิดรอยร้าว อดไม่ได้ที่จะพ่นเลือดออกมา
จะเห็นได้ว่าภายใต้อำนาจอันน่าสะพรึงกลัวของระดับเทพหยาง แม้แต่ระดับยมทูตก็ยังมิอาจป้องกันตัวเองได้ หากประมาทเพียงนิดเดียวจะต้องจบชีวิตลง
กำแพงปรากฏช่องโหว่ขนาดใหญ่ สัตว์ประหลาดหลั่งไหลเข้ามาจากช่องนั้น
หลี่เทียนกังใช้วิชาต้านทานไปพลาง ตะโกนด้วยดวงตาสีแดงก่ำว่า “หลี่เย่าหยาง รีบไป!!!”
ขาแมลงค้ำยันค่ายพักที่เหลืออยู่ครึ่งหนึ่ง พุ่งออกไปอย่างทุลักทุเลสู่วงนอกของม่านหมอกเชื้อรา
รากของต้นไม้สมองไม่ได้ไล่ตาม เพียงแต่พันรัดวิญญาณภูตมืดไว้
เพียงชั่วครู่ มันก็ย่อยสลายวิญญาณภูตมืดจนหมดสิ้น ใบหน้าคนปรากฏขึ้นบนลำต้น สายตาจับจ้องไปยังต้นไม้เชื้อราที่กำลังคลานเข้ามาหา
ทั้งสองฝ่ายเข้าต่อสู้พันตูกันในทันที
แต่ผลแพ้ชนะไม่มีอะไรน่าลุ้น ต้นไม้เชื้อรามิใช่คู่ต่อสู้ของต้นไม้สมองเลยแม้แต่น้อย
ต้นไม้สมองสามารถดูดซับสารอาหารจากสัตว์ประหลาดได้ ดังนั้นแม้จะเคลื่อนไหวไม่ได้ แต่ตราบใดที่ยังอยู่ในอเวจีมหานรกก็จะไม่มีวันตาย
เหล่าผู้คุมเขตหวงห้ามไม่มีเรี่ยวแรงพอจะไปสนใจ ภารกิจเร่งด่วนของพวกเขาคือซ่อมแซมค่ายพัก เพื่อป้องกันไม่ให้สัตว์ประหลาดฉวยโอกาสบุกเข้ามา
ผู้ฝึกตนระดับยมทูตหลายคนไม่เก็บงำพลังอีกต่อไป ช่วยกันประคองสถานการณ์ไว้ได้อย่างฉิวเฉียด
เมื่อเหรินชิงเห็นว่าภัยคุกคามจากรากต้นไม้สมองหมดไปแล้ว จึงอาสาเข้าไปดูแลเรื่องของแพะดำ เพื่อป้องกันไม่ให้มันตายกะทันหัน
หลังจากให้กำเนิดวิญญาณภูตมืด แพะดำก็ตกอยู่ในสภาพใกล้ตายเต็มที
แม้จะป้อนเลือดเนื้อของสัตว์ประหลาดให้ไม่หยุดหย่อน แต่ทำได้เพียงรักษาสัญญาณชีพไว้เท่านั้น ไม่สามารถฟื้นฟูให้กลับมาสมบูรณ์ได้เลย
สีหน้าของหลี่เทียนกังมืดครึ้ม
หากแพะดำตาย หอผู้คุมเขตหวงห้ามจะต้องเตรียมการใหม่ทั้งหมด การจะเรียกวิญญาณอีกครั้งต้องใช้เวลาอย่างน้อยราวสิบปี ซึ่งมีความไม่แน่นอนสูงมาก
ยิ่งไปกว่านั้น หากต้นไม้เชื้อราถูกต้นไม้สมองกลืนกิน ต่อให้สร้างภาชนะที่คล้ายกับถู่ตี้ขึ้นมาใหม่ ก็ยากที่จะสั่นคลอนต้นไม้สมองซึ่งมีหนึ่งวิญญาณเจ็ดพั่วได้
แพะดำอดไม่ได้ที่จะพ่นเลือดออกมา
หลังจากกินเลือดเนื้อของสัตว์ประหลาดเข้าไปจำนวนมาก แม้ร่างกายของมันจะหยุดแนวโน้มที่จะสลายไป แต่ดวงวิญญาณกลับยากที่จะคงอยู่ต่อไปได้
หลี่เทียนกังแปะกระดาษยันต์ลงบนหน้าผากของแพะดำไม่หยุด แต่กลับไม่มีผลแม้แต่น้อย
เหรินชิงลังเลอยู่ครู่หนึ่งแล้วเอ่ยขึ้น “ท่านอาวุโสหลี่เทียนกัง ข้าเคยได้รับวัตถุดิบบางอย่างมา บางทีอาจจะได้ผล”
สุ่นพูดแทรกขึ้น “ลองดูเถิด ถ้าไม่ได้ผล พวกเราจะออกจากดินแดนปีกโลกันตร์ทันที”
“คงทำได้เพียงเท่านี้”
หลี่เทียนกังดูเหนื่อยล้าเล็กน้อย
แผนการที่วางไว้หลายสิบปีจะต้องสูญเปล่าในที่สุดหรือ
เหรินชิงหยิบโครงกระดูกมารฟ้าออกมา ดึงดูดความสนใจของแพะดำได้ในทันที
มันลืมตาที่ดำมืดน่าขนลุก ราวกับนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ในปากส่งเสียงประหลาด แค่กๆๆๆ ไม่หยุด
หลี่เทียนกังเหลือบมองโครงกระดูกมารฟ้า ไม่ได้สังเกตเห็นความผิดปกติใดๆ แต่สัมผัสได้ว่าวัตถุดิบชิ้นนี้น่าจะใช้สำหรับฟื้นฟูดวงวิญญาณ
ไม่ว่าวัตถุดิบนี้จะมีที่มาอย่างไร การที่เหรินชิงสามารถนำมันออกมาได้ก็บ่งบอกอะไรได้หลายอย่างแล้ว การประเมินในใจของเขาจึงสูงขึ้นไม่น้อย
เหรินชิงเผลอตัวตะลึงไปชั่วอึดใจ
หลังจากมีเมล็ดพันธุ์ฝันมารฟ้าแล้ว เขาสามารถใช้กลิ่นอายมารฟ้าในเมล็ดพันธุ์เพื่อสร้างโครงกระดูกมารฟ้าจำนวนมากได้ จึงไม่รู้สึกเสียดายอะไร
แต่ยิ่งมองพฤติกรรมของแพะดำก็ยิ่งรู้สึกแปลกประหลาด เหมือนกับเทียนเต๋าจื่อในอารามแห่งวิถีอู๋เหวยที่บางครั้งก็กลับมามีสติสัมปชัญญะ...
แพะดำพึมพำอย่างไม่ชัดเจน “หวง...ฉี...”
พูดจบ สติปัญญาส่วนสุดท้ายของมันก็หายไปสิ้น มันแย่งโครงกระดูกมารฟ้ามายัดใส่ปาก ดวงวิญญาณดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
หลี่เทียนกังไม่เกิดความสงสัย เขาไม่มีเวลามาพิจารณาการกระทำอันแปลกประหลาดของทารกประหลาด
เหรินชิงรู้สึกสังเวชใจเล็กน้อย
เทียนเต๋าจื่อในฐานะระดับเทพหยางต้องตกต่ำถึงเพียงนี้ ไม่ใช่แค่คำว่าโชคไม่ดีจะอธิบายได้ เฮ้อ โลกที่น่ารังเกียจนี้
เหรินชิงหยิบโครงกระดูกมารฟ้าออกมาอีกสองสามชิ้น กลิ่นอายของแพะดำค่อยๆ แข็งแกร่งขึ้น แล้วเริ่มกินเลือดเนื้อของสัตว์ประหลาดตามสัญชาตญาณอีกครั้ง
วิญญาณหลักดวงใหม่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้น แต่ต้องใช้เวลานานกว่าวิญญาณภูตมืดมาก
ค่ายพักได้รับการซ่อมแซมอย่างรวดเร็ว แม้พื้นที่จะลดลงครึ่งหนึ่ง แต่เมื่อน้ำหนักเบาลง ความเร็วกลับเพิ่มขึ้น
ในที่สุดเหล่าผู้ฝึกตนระดับยมทูตก็ว่างพอจะมาหารือเกี่ยวกับเรื่องการเรียกวิญญาณได้
เพียงแค่วิญญาณภูตมืดดวงเดียวก็เกือบจะกวาดล้างผู้คุมเขตหวงห้ามทั้งหมดแล้ว ตามหลักเหตุผล วิญญาณอีกสองดวงที่เหลือย่อมต้องรับมือยากกว่า
และเพื่อรับประกันว่าต้นไม้เชื้อราจะสามารถเข้ามาแทนที่ต้นไม้สมองได้ วิญญาณทั้งสองดวงนั้นควรถูกดูดซับโดยต้นไม้เชื้อรา
หลี่เทียนกังกังวลใจมองไปยังที่ห่างไกล กิ่งก้านของต้นไม้เชื้อราหักสะบั้น มันต้องการจะหลบหนี แต่ถูกต้นไม้สมองพันรัดไว้อย่างแน่นหนา
ศีรษะในโถอดไม่ได้ที่จะถาม “หากเป็นเช่นนี้ต่อไป คงจะรอให้วิญญาณถือกำเนิดไม่ไหวแล้วกระมัง”
ซ่งจงอู๋ขมวดคิ้ว ลุกขึ้นยืนแล้วกล่าว “พวกเราไปลองสกัดกั้นสัตว์ประหลาด น่าจะช่วยชะลอความเร็วในการตายของถู่ตี้ได้”
“คงต้องทำเช่นนี้แล้ว...”
หลี่เทียนกังพยักหน้าอย่างจนใจ ด้วยความแข็งแกร่งของพวกเขา เป็นการยากที่จะควบคุมสถานการณ์การรบได้ ทำได้เพียงส่งผลกระทบทางอ้อมเท่านั้น
ทุกคนเตรียมตัวกันอย่างง่ายๆ ค่ายพักมุ่งหน้าไปยังเส้นทางที่สัตว์ประหลาดหนาแน่นที่สุด
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับสัตว์ประหลาดจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ แม้จะมีผู้ฝึกตนระดับยมทูตลงมือ แต่ภาระของผู้คุมเขตหวงห้ามแต่ละคนก็หนักหน่วงขึ้น
ทั้งในและนอกค่ายพัก ศพกองสูงเป็นภูเขา
โชคดีที่ดินแดนปีกโลกันตร์มีกฎพิเศษ ศพของสัตว์ประหลาดจะถูกดูดซับโดยทุ่งราบเลือดเนื้อหลังจากตายไปแล้ว
มิฉะนั้น สัตว์ประหลาดจะสามารถอาศัยศพนับพันนับหมื่นปีนขึ้นกำแพงได้อย่างง่ายดาย ความได้เปรียบจากการต่อสู้ในที่สูงของผู้คุมเขตหวงห้ามก็จะหมดไป
ในสถานการณ์เช่นนี้ ต้นไม้เชื้อราดูเหมือนจะเริ่มแสดงสัญญาณของความพ่ายแพ้
ส่วนยักษ์ไท่ซุ่ยที่กลายร่างเป็นเส้นใยเชื้อราพันรัดต้นไม้สมองไว้ ผลลัพธ์ที่ได้ค่อนข้างธรรมดา
สัตว์ประหลาดโจมตีเมืองอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
ทุกคนอาบไปด้วยเลือด ด้วยข้อจำกัดทางด้านพละกำลังของตนเอง การใช้วิชาของพวกเขาจึงกระชับขึ้นมาก
ความแข็งแกร่งดุจเครื่องจักรสังหารของเหรินชิงก็เผยให้เห็นด้านที่น่าสะพรึงกลัวออกมา
ดวงตาทั้งสองของเขาส่องประกายเล็กน้อย วิชาเซียนในกระจกถูกใช้ออกมา ร่างของหมาป่าปีศาจโผล่ออกมาจากภายใน ส่งกลิ่นอายที่ราวกับเป็นของจริง
ด้วยภูตเงาและหมาป่าปีศาจ เหรินชิงเพียงลำพังกลับสามารถต้านทานฝูงสัตว์ประหลาดที่กำแพงด้านทิศเหนือได้
หมาป่าปีศาจกระโจนลงจากกำแพงเมือง ทุกครั้งที่ตวัดกรงเล็บสามารถสังหารสัตว์ประหลาดได้หลายตัว แม้ทั่วร่างจะเต็มไปด้วยบาดแผลแต่ก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุด
อย่างไรเสียก็เป็นเพียงภาพลวงตาที่วิชาเซียนในกระจกเรียกออกมา ไม่รู้จักความเจ็บปวด ไม่มีความเหนื่อยล้า ข้อเสียเพียงอย่างเดียวคือไม่สามารถคงอยู่ได้นาน
เหรินชิงถือกระดูกสันหลังมังกรอสรพิษไว้ในมือทั้งสองข้าง
ด้วยความคมของกระดูกสันหลังมังกรอสรพิษ การฟาดใส่ร่างของสัตว์ประหลาดก็ราวกับมีดร้อนตัดเนย สามารถแยกชิ้นส่วนเป็นแขนขาและเศษเนื้อได้อย่างง่ายดาย
แต่เมื่อผ่านไปกว่าครึ่งชั่วยาม เหรินชิงก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกอ่อนแรง
ขนาดเขายังเป็นเช่นนี้ ไม่ต้องพูดถึงผู้คุมเขตหวงห้ามระดับทูตผีคนอื่นๆ เลย
ดินแดนปีกโลกันตร์ไม่มีกลางวันกลางคืน แต่อย่างน้อยก็ผ่านไปแล้วกว่าครึ่งค่อนวัน ในระหว่างนั้นผู้คุมเขตหวงห้ามแทบไม่มีโอกาสได้พักผ่อน
เหรินชิงหรี่ตาลง
เตาหลอมเลือดเนื้อลุกไหม้ถึงขีดสุด เปลวไฟแผ่ซ่านไปทั่วกระดูกและเลือดเนื้อ ใช้สิ่งนี้เพื่อพยุงการฟื้นฟูพละกำลัง
ซ่งจงอู๋กัดฟันพูดเสียงต่ำ “หลี่เทียนกัง!!!”
หลี่เทียนกังถอนหายใจ มองดูสภาพที่น่าสังเวชของผู้คุมเขตหวงห้าม ความหวังริบหรี่สุดท้ายในใจก็มลายหายไปสิ้น
หากเป็นเช่นนี้ต่อไป จะต้องมีการบาดเจ็บล้มตายจำนวนมากอย่างแน่นอน
ตอนนี้แพะดำยังไม่ได้ให้กำเนิดวิญญาณ ต้นไม้เชื้อราเองก็เกรงว่าจะทนไม่ไหว
เขากำลังจะเอ่ยปากออกจากดินแดนปีกโลกันตร์ ทันใดนั้นเหล่าผู้คุมเขตหวงห้ามก็หยุดมือลงพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย หันไปมองต้นไม้สมองที่อยู่ในม่านหมอกเชื้อรา
ศีรษะในโถพึมพำ “อะไรกันนี่”
ราวกับมีการจัดฉากไว้
สัตว์ประหลาดที่หนาแน่นเบียดเสียดกันกลับเปลี่ยนทิศทางอย่างน่าประหลาดใจ พวกมันจงใจถอยห่างจากต้นไม้สมอง ค่อยๆ กลับเข้าไปในทุ่งราบเลือดเนื้อ
สุ่นค่อนข้างคุ้นเคยกับดินแดนปีกโลกันตร์ ที่นี่เป็นสถานที่ที่เขานำมาตั้งชื่อด้วยซ้ำ แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ดูไม่เหมือนเป็นเพราะโชคช่วย
เขากล่าวด้วยน้ำเสียงแปลกๆ “ทำไมรู้สึก...เหมือนต้นไม้สมองจงใจถอยทัพเอง”
“ช่างเถอะ จะถอยหรือจะรุก ว่ามา”
เหรินชิงยืนหอบหายใจอยู่บนกำแพงเมือง
เหล่าผู้คุมเขตหวงห้ามต่างนั่งพักบนพื้น กินเสบียงแห้งและน้ำ แม้กระทั่งไม่สนใจว่ารอบข้างจะเต็มไปด้วยคราบเลือดเนื้อสกปรก
เหรินชิงมองไปยังต้นไม้สมอง สังเกตเห็นใบหน้าที่อยู่บนลำต้นเริ่มดูแปลกไป ดวงตาเหม่อลอย ความมีชีวิตชีวาค่อยๆ เลือนหายไป
อาจเป็นเพราะสติปัญญาที่ได้มาจากวิญญาณภูตมืดไม่สามารถคงอยู่ได้นานกระมัง
หลี่เทียนกังเองก็ไม่เข้าใจสถานการณ์ แต่เมื่อเห็นว่าต้นไม้เชื้อราและต้นไม้สมองกลับมาคุมเชิงกันอีกครั้ง จึงสั่งให้ทุกคนถอยห่างจากม่านหมอกเชื้อรา
ระหว่างนั้นเหล่าระดับยมทูตก็หารือกันว่าจะหลีกเลี่ยงผลกระทบจากวิญญาณหลักได้อย่างไร หากไม่สำเร็จก็จะถอยทัพทันที
วิญญาณแสงกำเนิดคือปราณหยางอันบริสุทธิ์แห่งไท่ชิง จัดเป็นวิญญาณสวรรค์ ควบคุมชีวิต และเกี่ยวพันกับอายุขัย
หากมนุษย์สูญเสียวิญญาณแสงกำเนิดไป จะไม่ต่างจากซากศพเดินได้ กายไม่ดับแต่วิญญาณตาย
วิญญาณกระจ่างแจ้งเป็นสะพานเชื่อมระหว่างฟ้าดิน เป็นตัวแทนของปฏิกิริยาตอบสนองที่ว่องไว ทั้งยังเป็นสัญลักษณ์ของสติปัญญา จัดเป็นวิญญาณมนุษย์
หากไร้วิญญาณกระจ่างแจ้งจะกลายเป็นคนปัญญาอ่อน
หลังจากทำความเข้าใจล่วงหน้าแล้ว ทุกคนรู้สึกว่ายังมีความเป็นไปได้อยู่บ้าง
ซ่งจงอู๋เอ่ยขึ้น “ข้าจะทำหน้าที่คุ้มกันเอง ก่อนหน้านี้วิญญาณภูตมืดยังต้านทานได้ วิญญาณอีกสองดวงที่เหลือคงจะ...”
ศีรษะในโถพูดขัด “การเรียกวิญญาณเป็นเรื่องใหญ่ ข้าถึงจะปลอดภัยที่สุด ต่อให้ดวงวิญญาณถูกทำลาย แต่ตราบใดที่คนแคระในขวดแก้วยังไม่ตาย ก็ยังสามารถหาโอกาสฟื้นคืนชีพได้”
หลี่เทียนกังกล่าว “หากข้าผนึกดวงวิญญาณของตัวเองไว้ล่วงหน้า แล้วใช้วิชาควบคุมร่างกาย ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นวิธีที่ใช้ได้”
เมื่อเห็นว่าเหล่าระดับยมทูตกำลังจะทะเลาะกันเพราะเรื่องนี้ เหรินชิงจึงพูดขึ้นเบาๆ “เอ่อ...”
ทุกคนหันมามองเขาพร้อมกัน บรรยากาศพลันเงียบสงัดลง
เป็นเพราะผลงานของเหรินชิงโดดเด่นเกินไป แม้แต่หลี่เทียนกังเองก็ยังคาดหวังในตัวเขา
“คือว่า... ภูตเงาที่เกิดจากวิชาของข้าไม่มีดวงวิญญาณ ไม่มีทางได้รับผลกระทบแน่นอน”
“แน่นอนว่า ที่สำคัญที่สุดคือไม่มีความเสี่ยงใดๆ”
ที่เหรินชิงอาสาเช่นนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะดูเหมือนว่าวิญญาณเทียมจะเป็นวาสนาอย่างหนึ่ง
(จบตอน)