เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 21 ทิศทางการกลายสภาพของวิชาเทวะบาทา

บทที่ 21 ทิศทางการกลายสภาพของวิชาเทวะบาทา

บทที่ 21 ทิศทางการกลายสภาพของวิชาเทวะบาทา


บทที่ 21 ทิศทางการกลายสภาพของวิชาเทวะบาทา

เหรินชิงปล่อยหมัดสองสามครั้ง ศิษย์สำนักยุทธ์สองสามคนที่ยังดื้อดึงไม่ยอมตายพลันถูกซัดกระเด็นปลิวไป ดูจากสภาพแล้ว อย่างน้อยที่สุดเส้นเอ็นคงขาดวิ่น กระดูกคงแหลกละเอียด

เมื่อเห็นฉากนี้แล้ว ไหนเลยจะมีผู้ใดหาญกล้าขึ้นมาลอบจู่โจมอีก

ดวงตาทั้งคู่ของเฉินหลีฮวาแดงก่ำดุจโลหิต นางพึมพำกับตนเองราวเสียสติ ทว่าทำได้เพียงยืนมองอยู่ห่างๆ ชั่วคราว

เหรินชิงมิได้ใส่ใจเหล่าศิษย์สำนักยุทธ์ที่แตกหนีไปแม้แต่น้อย สองมือประสานไว้ที่อก คล้ายกำลังรอคอยบางสิ่ง

ไม่กี่ลมหายใจผ่านไป ศพของเฉินหย่งซิงพลันบังเกิดความเปลี่ยนแปลงอันประหลาด

ร่างศพสั่นสะท้านอย่างรุนแรง! มิใช่ว่าฟื้นคืนชีพ แต่เป็นเพราะวัตถุประหลาดที่ซุกซ่อนอยู่ภายในกำลังค่อยๆ แยกตัวออกจากมวลเลือดเนื้อ

เมื่อกระดูกขาขวาปริแตกออกเป็นรอยแยก ของเหลวเหนียวหนืดข้นคลั่กกลุ่มหนึ่งพลันชอนไชทะลักออกมาจากภายใน

เหรินชิงขนลุกซู่ไปทั่วร่าง แม้นี่มิใช่ครั้งแรกที่เขาประสบพบเห็นวัตถุประหลาด แต่กลับเป็นครั้งแรกที่ได้ประจักษ์แก่สายตาของเขา

ประหนึ่งถั่งเช่าที่ดูดกลืนสารอาหารจากร่างแมลง ยามครุ่นคิดถึง อดมิได้ที่จะรู้สึกสยดสยองจนขนหัวลุก

กลิ่นอันพิสดารชนิดหนึ่งกำจายฟุ้ง ฝีเท้าของเหล่าศิษย์สำนักยุทธ์ทุกคนพลันหยุดชะงักงัน เสียงหอบหายใจหนักหน่วงดังระงมสลับกันไปมา

เหรินชิงคาดการณ์มิผิด หลังจากพวกเขากลืนกินเลือดเนื้อที่ปนเปื้อนกลิ่นอายของวัตถุประหลาดเข้าไป สัญชาตญาณแห่งร่างกายก็ยากจะต้านทานแรงปรารถนาในการกลายสภาพได้อีกต่อไป

อาจกล่าวได้ว่า ตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อนที่ศิษย์สำนักยุทธ์ได้ลิ้มลองเลือดเนื้อของเฉินหย่งซิงเข้าไป ชะตากรรมอันน่าเศร้าสลดก็ถูกลิขิตไว้แล้ว

เหรินชิงใช้มือเปล่าคว้าจับวัตถุประหลาดนั้น ของเหลวเหนียวหนืดพลันมุ่งหมายที่จะแทรกซึมเข้าไปในส่วนลึกของเลือดเนื้อ ทว่ากลับถูกผิวหนังอันเหนียวแน่นทนทานขวางกั้นไว้ภายนอก

ปัง!!!

ประตูไม้ของห้องโถงถูกกระแทกจนแตกกระจายเป็นเศษเล็กเศษน้อย!

เหล่าศิษย์สำนักยุทธ์คล้ายดั่งซากศพกระหายเลือด พุ่งทะยานเข้าใส่เหรินชิง ทว่ากลับถูกเขาหลบหลีกไปได้อย่างง่ายดายสบายๆ

เขารู้ดีว่าการสัมผัสวัตถุประหลาดหรือตำราลับวิชาอาคมเป็นระยะเวลานาน จึงจะสามารถรับกระแสข้อมูลได้ ตำราหนังมนุษย์ก็คือบทเรียนที่ประจักษ์มาก่อนหน้านี้

กระแสข้อมูลเริ่มรวมตัวกัน

[วิชาเทวะบาทา]

[คิดค้นขึ้นโดยนักพรตเทียนฉาน ผู้ฝึกฝนวิชานี้จำต้องตัดขาทั้งสองข้างทิ้งตั้งแต่วัยเยาว์ ขณะที่กระดูกยังอยู่ในช่วงเจริญงอกงาม จากนั้นนำท่อนขาที่ถูกตัดไปกักขังไว้ในไหหมักดองผัก ป้อนกระสายยาอันเป็นสูตรเฉพาะให้ดื่มกิน หากผ่านไปสามปีแล้วยังคงมีชีวิตรอด ก็จะสามารถงอก “เทวะบาทา” ออกมาใหม่ได้]

[การกลืนกินเลือดของสัตว์ร้ายจำพวกหมาป่า ช้าง หรือเสือดาวทุกเมื่อเชื่อวัน จะสามารถเร่งรัดการฝึกฝนได้ ทว่าร่างกายจะค่อยๆ ถูกกัดกร่อนทีละน้อย จนกระทั่งกลายร่างเป็นสัตว์โดยสมบูรณ์]

เหรินชิงให้ความสนใจกับกระแสข้อมูลที่หลั่งไหลเข้ามา พลางใช้เนตรซ้อนจนถึงขีดสุดไปพร้อมกัน

ศิษย์สำนักยุทธ์ทุกคนเข้าร่วมวงล้อมโจมตีเหรินชิง พวกเขาสูญสิ้นความเป็นมนุษย์ไปโดยสิ้นเชิง ดุจดังอสูรกายตัวแล้วตัวเล่า

นี่คือข้อด้อยอันร้ายกาจของวิชาเทวะบาทา โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายใต้การกระทำอันวิปริตของเฉินหย่งซิง ต่อให้เหล่าศิษย์สำนักยุทธ์กลืนกินวัตถุประหลาดเข้าไป ความเป็นไปได้สูงสุดก็คือการกลายร่างเป็นอสูรกายเดรัจฉาน

แม้แต่ศพของเฉินหย่งซิงก็มิได้รับการละเว้น ศิษย์สำนักยุทธ์สองสามคนกำลังฉีกทึ้งร่างนั้นอย่างบ้าคลั่ง ในชั่วพริบตาก็แปรเปลี่ยนเป็นสภาพอันสุดจะทนดู

ในจำนวนนั้น รวมไปถึงเฉินหลีฮวาผู้เป็นบุตรีด้วย

เหรินชิงหลบหลีกการโจมตีอย่างต่อเนื่อง พลางก้าวเดินออกจากห้องโถง มาถึงยังทางเดินอันมืดสลัว

เขาพยายามหลีกเลี่ยงการตอบโต้ หากมิอาจทนทานไหวจริงๆ จึงจะใช้แขนปัดป้องออกไป เพื่อลดร่องรอยที่อาจหลงเหลือในที่เกิดเหตุให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้

กระแสข้อมูลยังคงได้รับต่อไปอย่างไม่ขาดสาย

[ผู้มีบาทาเสือดาว: คล่องแคล่วว่องไวไร้สุ้มเสียง]

[ผู้มีบาทาช้าง: เปี่ยมด้วยพละกำลังมหาศาล]

[ผู้มีบาทาหมาป่า: เดินทางได้ยาวนานนับพันลี้]

เหรินชิงเห็นทิศทางการกลายสภาพทั้งสามของวิชาเทวะบาทา คาดเดาว่าเฉินหย่งซิงน่าจะกลายสภาพไปในทิศทางของผู้มีบาทาช้าง

ยามปกติ เฉินหย่งซิงเกรงว่าคงจะดื่มกินเลือดช้างอยู่เป็นอาจิณ เพียงแต่เพราะข้อจำกัดของวัตถุประหลาด ทำให้มิอาจทะลวงผ่านระดับกึ่งศพไปได้

[สามารถใช้อายุขัยสามสิบวัน แลกกับการเรียนรู้วิชาโดยไม่ต้องชดใช้ค่าตอบแทนใดๆ]

เหรินชิงนึกว่าอายุขัยที่ต้องใช้จะมากมายกว่านี้ มิคาดคิดว่าจะเท่าเดิม

ดูท่าว่าการเชี่ยวชาญวิชาอาคมผ่านวัตถุประหลาดระดับกึ่งศพขึ้นไป อายุขัยที่ต้องใช้นั้นจึงจะเพิ่มพูนขึ้นอย่างมหาศาล นับว่าได้ไม่คุ้มเสียโดยแท้

เขามิได้รีบร้อนใช้อายุขัยในทันที อาศัยจังหวะเคลื่อนไหวหลบหลีกการโจมตี เดินมาจนถึงหน้าประตูหอฝึกยุทธ์อย่างยากลำบาก

เมื่อเหรินชิงยืนยันว่าตนเชี่ยวชาญวิชาอาคมแล้ว เขาก็ฉวยโอกาสโยนวัตถุประหลาดนั้นไปติดบนผนัง เหล่าศิษย์สำนักยุทธ์พลันต่อสู้แย่งชิงกันเองในทันที

[เหรินชิง]

[อายุ: สิบเจ็ดปี]

[อายุขัย: เจ็ดปี สองร้อยยี่สิบเจ็ดวัน]

[วิชา: วิชาไร้เนตร (เนตรซ้อน), ตำราหนังมนุษย์, วิชาเทวะบาทา]

เขารู้สึกเพียงว่าเส้นเลือดที่ขาทั้งสองข้างพลุ่งพล่านปั่นป่วน ในใจบังเกิดความรู้สึกอยากจะฉีกกระชากทุกสิ่งทุกอย่างให้แหลกลาญขึ้นมาอย่างรุนแรง

แต่เหรินชิงอาศัยพลังการฝึกตนถึงระดับกึ่งศพ ข่มกลั้นการกลายสภาพของขาทั้งสองข้างเอาไว้ โซซัดโซเซพังประตูเข้าไป

เจียงเจี๋ยและคนอื่นๆ ตัวสั่นสะท้านงันงก ได้ยินเพียงเหรินชิงตะโกนเสียงก้อง “พวกเขาบ้าไปแล้ว! รีบหนีเร็วเข้า มิเช่นนั้นจะไม่ทันการณ์!!!”

พลันใดนั้น เหรินชิงก็หันหลังวิ่งหนีไปอย่างไม่คิดชีวิต ครู่ต่อมา ชายผิวคล้ำก็กัดฟันวิ่งตามไปติดๆ คนอื่นๆ รีบเร่งตามไปเบื้องหลัง

พวกเขาอดมิได้ที่จะเหลียวมองไปยังทางเดินด้วยความฉงนสงสัย ทว่ากลับเห็นเหล่าศิษย์สำนักยุทธ์กำลังฉีกทึ้งร่างของกันและกันอย่างสยดสยอง ทุกหนแห่งเต็มไปด้วยเศษแขนเศษขาที่ขาดวิ่น กระทั่งยังมีแขนข้างหนึ่งถูกเหวี่ยงปลิวมาตกอยู่ไม่ไกล

“รีบไปเร็ว! อยากจะมีชีวิตอยู่หรืออยากจะตายกันแน่!”

เหรินชิงเร่งเร้าอีกสองสามประโยค และเป็นฝ่ายเข้าไปประคองเจียงเจี๋ยที่ขาสั่นจนยืนแทบไม่อยู่ ทุกคนต่างหนีตายกันอย่างไม่คิดชีวิต

พวกเขาวิ่งต่อไปอีกหลายร้อยเมตร จึงได้หยุดฝีเท้าลงเพราะสิ้นเรี่ยวแรง

ยามโฉ่ว (ตี 1-3) ผ่านพ้นไปแล้ว ท้องฟ้าเพิ่งจะเริ่มสาง ทว่าบนถนนยังคงไร้ผู้คนสัญจร ชาวบ้านส่วนใหญ่ยังคงหลับใหลอยู่ในห้วงนิทรา

ชายผิวคล้ำพิงกำแพงหอบหายใจอย่างหนักหน่วง กล่าวว่า “ตายกันำปเยอะขนาดนี้ ข้าจะรีบไปแจ้งความต่อทางการ…”

เจียงเจี๋ยกล่าวอย่างขื่นขม “อย่าลืมสิว่าเบื้องหลังของเฉินหย่งซิงคือกลุ่มสุนัขโลหิต พวกเราคนตัวเล็กๆ เหล่านี้มิอาจล่วงเกินได้ เผลอๆ อาจเป็นการชักนำเภทภัยเผาตัว”

เหรินชิงพยักหน้าเห็นด้วย “ข้าว่าเก็บเรื่องนี้ไว้ในใจเถิด เชื่อว่าทางจวนคงจะเข้ามาจัดการในไม่ช้า”

“ใช่ๆๆ…”

ทุกคนถูกทารุณจนสภาพจิตใจอ่อนล้าไปบ้างแล้ว ยามนี้เพียงแค่อยากจะกลับบ้าน จึงได้แยกย้ายกันไปคนละทิศละทาง

มีเพียงเจียงเจี๋ยที่ปรารถนาจะผูกมิตรกับเหรินชิง ทว่าฝ่ายหลังเพียงไม่กี่ก้าวก็เลี้ยวลับเข้าตรอกซอยไป หายตัวไปเมื่อใดก็มิอาจทราบได้

ภายนอกเหรินชิงดูเหมือนรีบร้อนกลับไปยังจวน ทว่าความจริงแล้วเขาแอบปีนป่ายเข้าไปในโรงน้ำชาที่อยู่ห่างออกไป หาตำแหน่งที่สามารถมองเห็นทัศนียภาพได้อย่างชัดเจนบนชั้นสอง ลอบจับตาดูความเคลื่อนไหวของสำนักยุทธ์เป็นพิเศษ

ภายในสำนักยุทธ์มีเสียงคำรามของอสูรร้ายดังเล็ดลอดออกมา บ้านเรือนใกล้เคียงหลายหลังเกิดความโกลาหลอลหม่าน

ด้วยความเคลื่อนไหวใหญ่หลวงถึงเพียงนี้ ปฏิกิริยาของกลุ่มสุนัขโลหิตก็รวดเร็วอย่างยิ่งยวด

ชายร่างกำยำผู้หนึ่งรีบรุดมายังสำนักยุทธ์ เหรินชิงคาดคะเนว่าส่วนสูงของเขาน่าจะถึงสองเมตร อีกทั้งขาทั้งสองข้างก็ใหญ่โตกว่าคนปกติอย่างเห็นได้ชัด ทิศทางการกลายสภาพน่าจะเป็นผู้มีบาทาช้าง

ชายผู้นั้นมิได้เข้าไปในทันที รออยู่ครู่หนึ่งก็มีสตรีสาวนางหนึ่งตามมา

บนร่างของสตรีสาวนางนั้นไม่มีร่องรอยการกลายสภาพที่ชัดเจนนัก ทว่านางสวมผ้าคลุมหน้า ขาทั้งสองข้างเรียวยาวเล็กน้อย แต่ก็ยังคงอยู่ในขอบเขตของคนปกติ

หรือว่า…ยังมิได้บรรลุถึงระดับกึ่งศพของวิชาเทวะบาทา?

โฮก!!!

ร่างกายของสตรีสาวพลันขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว! ทุกอณูขุมขนมีขนสีน้ำตาลอมเหลืองงอกยาวออกมา กลายร่างเป็นครึ่งคนครึ่งเสือดาวไปในชั่วพริบตา!

เหรินชิงรีบเปลี่ยนความคิดเดิมในทันใด

ในขณะนั้นเอง สัตว์ป่ารูปร่างพิกลพิการตัวหนึ่งก็พุ่งทะยานออกมาจากประตูใหญ่ของสำนักยุทธ์ ขนทั่วร่างของเขาชุ่มโชกไปด้วยโลหิต ใบหน้าพอจะมองเห็นเค้าโครงที่บิดเบี้ยววิปลาสได้ลางๆ

สัตว์ป่ากับนางเสือดาวครึ่งคนเข้าปะทะกันอย่างดุเดือด แต่เพียงชั่วพริบตาก็ตัดสินผลแพ้ชนะกันแล้ว!

นางเสือดาวกัดเข้าที่ลำคอของอีกฝ่ายอย่างโหดเหี้ยม แขนอันทรงพลังแทงทะลุเข้าไปในร่างแล้วควักอวัยวะภายในออกมาอย่างแรง จากนั้นก็โยนซากศพทิ้งลงบนพื้นอย่างไม่แยแส

หลังจากที่พวกเขาได้วัตถุประหลาดแล้ว ก็รีบร้อนออกจากสำนักยุทธ์ไปโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย

ก่อนที่สตรีสาวจะจากไป นางเช็ดคราบโลหิตที่มุมปาก เหลือบมองไปยังโรงน้ำชาที่เหรินชิงซ่อนตัวอยู่โดยไม่รู้ตัว ทว่ากลับไม่เห็นเงาผู้ใดแล้ว

ชายผู้นั้นเอ่ยปากถาม “เหมย เป็นอันใดไป?”

โจวเหมยกลับคืนสู่ร่างมนุษย์ ทว่าใบหน้ากลับมีร่องรอยการกลายสภาพของสัตว์ตระกูลแมวหลงเหลืออยู่ จึงจำต้องสวมผ้าคลุมหน้าเพื่อปกปิด

นางกล่าวอย่างเย็นชา “คล้ายมีผู้ใดบางคนแอบลอบสังเกตการณ์พวกเราอยู่”

“เจ้าคงจะคิดมากไปแล้วกระมัง อย่างไรเสียที่นี่ก็เป็นเขตที่พักอาศัย”

“อืม… ยกให้ทางจวนมาตามเช็ดตามล้างอีกทีแล้วกัน”

(จบตอน)

จบบทที่ บทที่ 21 ทิศทางการกลายสภาพของวิชาเทวะบาทา

คัดลอกลิงก์แล้ว