- หน้าแรก
- เส้นทางเซียนวิปลาส
- บทที่ 21 ทิศทางการกลายสภาพของวิชาเทวะบาทา
บทที่ 21 ทิศทางการกลายสภาพของวิชาเทวะบาทา
บทที่ 21 ทิศทางการกลายสภาพของวิชาเทวะบาทา
บทที่ 21 ทิศทางการกลายสภาพของวิชาเทวะบาทา
เหรินชิงปล่อยหมัดสองสามครั้ง ศิษย์สำนักยุทธ์สองสามคนที่ยังดื้อดึงไม่ยอมตายพลันถูกซัดกระเด็นปลิวไป ดูจากสภาพแล้ว อย่างน้อยที่สุดเส้นเอ็นคงขาดวิ่น กระดูกคงแหลกละเอียด
เมื่อเห็นฉากนี้แล้ว ไหนเลยจะมีผู้ใดหาญกล้าขึ้นมาลอบจู่โจมอีก
ดวงตาทั้งคู่ของเฉินหลีฮวาแดงก่ำดุจโลหิต นางพึมพำกับตนเองราวเสียสติ ทว่าทำได้เพียงยืนมองอยู่ห่างๆ ชั่วคราว
เหรินชิงมิได้ใส่ใจเหล่าศิษย์สำนักยุทธ์ที่แตกหนีไปแม้แต่น้อย สองมือประสานไว้ที่อก คล้ายกำลังรอคอยบางสิ่ง
ไม่กี่ลมหายใจผ่านไป ศพของเฉินหย่งซิงพลันบังเกิดความเปลี่ยนแปลงอันประหลาด
ร่างศพสั่นสะท้านอย่างรุนแรง! มิใช่ว่าฟื้นคืนชีพ แต่เป็นเพราะวัตถุประหลาดที่ซุกซ่อนอยู่ภายในกำลังค่อยๆ แยกตัวออกจากมวลเลือดเนื้อ
เมื่อกระดูกขาขวาปริแตกออกเป็นรอยแยก ของเหลวเหนียวหนืดข้นคลั่กกลุ่มหนึ่งพลันชอนไชทะลักออกมาจากภายใน
เหรินชิงขนลุกซู่ไปทั่วร่าง แม้นี่มิใช่ครั้งแรกที่เขาประสบพบเห็นวัตถุประหลาด แต่กลับเป็นครั้งแรกที่ได้ประจักษ์แก่สายตาของเขา
ประหนึ่งถั่งเช่าที่ดูดกลืนสารอาหารจากร่างแมลง ยามครุ่นคิดถึง อดมิได้ที่จะรู้สึกสยดสยองจนขนหัวลุก
กลิ่นอันพิสดารชนิดหนึ่งกำจายฟุ้ง ฝีเท้าของเหล่าศิษย์สำนักยุทธ์ทุกคนพลันหยุดชะงักงัน เสียงหอบหายใจหนักหน่วงดังระงมสลับกันไปมา
เหรินชิงคาดการณ์มิผิด หลังจากพวกเขากลืนกินเลือดเนื้อที่ปนเปื้อนกลิ่นอายของวัตถุประหลาดเข้าไป สัญชาตญาณแห่งร่างกายก็ยากจะต้านทานแรงปรารถนาในการกลายสภาพได้อีกต่อไป
อาจกล่าวได้ว่า ตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อนที่ศิษย์สำนักยุทธ์ได้ลิ้มลองเลือดเนื้อของเฉินหย่งซิงเข้าไป ชะตากรรมอันน่าเศร้าสลดก็ถูกลิขิตไว้แล้ว
เหรินชิงใช้มือเปล่าคว้าจับวัตถุประหลาดนั้น ของเหลวเหนียวหนืดพลันมุ่งหมายที่จะแทรกซึมเข้าไปในส่วนลึกของเลือดเนื้อ ทว่ากลับถูกผิวหนังอันเหนียวแน่นทนทานขวางกั้นไว้ภายนอก
ปัง!!!
ประตูไม้ของห้องโถงถูกกระแทกจนแตกกระจายเป็นเศษเล็กเศษน้อย!
เหล่าศิษย์สำนักยุทธ์คล้ายดั่งซากศพกระหายเลือด พุ่งทะยานเข้าใส่เหรินชิง ทว่ากลับถูกเขาหลบหลีกไปได้อย่างง่ายดายสบายๆ
เขารู้ดีว่าการสัมผัสวัตถุประหลาดหรือตำราลับวิชาอาคมเป็นระยะเวลานาน จึงจะสามารถรับกระแสข้อมูลได้ ตำราหนังมนุษย์ก็คือบทเรียนที่ประจักษ์มาก่อนหน้านี้
กระแสข้อมูลเริ่มรวมตัวกัน
[วิชาเทวะบาทา]
[คิดค้นขึ้นโดยนักพรตเทียนฉาน ผู้ฝึกฝนวิชานี้จำต้องตัดขาทั้งสองข้างทิ้งตั้งแต่วัยเยาว์ ขณะที่กระดูกยังอยู่ในช่วงเจริญงอกงาม จากนั้นนำท่อนขาที่ถูกตัดไปกักขังไว้ในไหหมักดองผัก ป้อนกระสายยาอันเป็นสูตรเฉพาะให้ดื่มกิน หากผ่านไปสามปีแล้วยังคงมีชีวิตรอด ก็จะสามารถงอก “เทวะบาทา” ออกมาใหม่ได้]
[การกลืนกินเลือดของสัตว์ร้ายจำพวกหมาป่า ช้าง หรือเสือดาวทุกเมื่อเชื่อวัน จะสามารถเร่งรัดการฝึกฝนได้ ทว่าร่างกายจะค่อยๆ ถูกกัดกร่อนทีละน้อย จนกระทั่งกลายร่างเป็นสัตว์โดยสมบูรณ์]
เหรินชิงให้ความสนใจกับกระแสข้อมูลที่หลั่งไหลเข้ามา พลางใช้เนตรซ้อนจนถึงขีดสุดไปพร้อมกัน
ศิษย์สำนักยุทธ์ทุกคนเข้าร่วมวงล้อมโจมตีเหรินชิง พวกเขาสูญสิ้นความเป็นมนุษย์ไปโดยสิ้นเชิง ดุจดังอสูรกายตัวแล้วตัวเล่า
นี่คือข้อด้อยอันร้ายกาจของวิชาเทวะบาทา โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายใต้การกระทำอันวิปริตของเฉินหย่งซิง ต่อให้เหล่าศิษย์สำนักยุทธ์กลืนกินวัตถุประหลาดเข้าไป ความเป็นไปได้สูงสุดก็คือการกลายร่างเป็นอสูรกายเดรัจฉาน
แม้แต่ศพของเฉินหย่งซิงก็มิได้รับการละเว้น ศิษย์สำนักยุทธ์สองสามคนกำลังฉีกทึ้งร่างนั้นอย่างบ้าคลั่ง ในชั่วพริบตาก็แปรเปลี่ยนเป็นสภาพอันสุดจะทนดู
ในจำนวนนั้น รวมไปถึงเฉินหลีฮวาผู้เป็นบุตรีด้วย
เหรินชิงหลบหลีกการโจมตีอย่างต่อเนื่อง พลางก้าวเดินออกจากห้องโถง มาถึงยังทางเดินอันมืดสลัว
เขาพยายามหลีกเลี่ยงการตอบโต้ หากมิอาจทนทานไหวจริงๆ จึงจะใช้แขนปัดป้องออกไป เพื่อลดร่องรอยที่อาจหลงเหลือในที่เกิดเหตุให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้
กระแสข้อมูลยังคงได้รับต่อไปอย่างไม่ขาดสาย
[ผู้มีบาทาเสือดาว: คล่องแคล่วว่องไวไร้สุ้มเสียง]
[ผู้มีบาทาช้าง: เปี่ยมด้วยพละกำลังมหาศาล]
[ผู้มีบาทาหมาป่า: เดินทางได้ยาวนานนับพันลี้]
เหรินชิงเห็นทิศทางการกลายสภาพทั้งสามของวิชาเทวะบาทา คาดเดาว่าเฉินหย่งซิงน่าจะกลายสภาพไปในทิศทางของผู้มีบาทาช้าง
ยามปกติ เฉินหย่งซิงเกรงว่าคงจะดื่มกินเลือดช้างอยู่เป็นอาจิณ เพียงแต่เพราะข้อจำกัดของวัตถุประหลาด ทำให้มิอาจทะลวงผ่านระดับกึ่งศพไปได้
[สามารถใช้อายุขัยสามสิบวัน แลกกับการเรียนรู้วิชาโดยไม่ต้องชดใช้ค่าตอบแทนใดๆ]
เหรินชิงนึกว่าอายุขัยที่ต้องใช้จะมากมายกว่านี้ มิคาดคิดว่าจะเท่าเดิม
ดูท่าว่าการเชี่ยวชาญวิชาอาคมผ่านวัตถุประหลาดระดับกึ่งศพขึ้นไป อายุขัยที่ต้องใช้นั้นจึงจะเพิ่มพูนขึ้นอย่างมหาศาล นับว่าได้ไม่คุ้มเสียโดยแท้
เขามิได้รีบร้อนใช้อายุขัยในทันที อาศัยจังหวะเคลื่อนไหวหลบหลีกการโจมตี เดินมาจนถึงหน้าประตูหอฝึกยุทธ์อย่างยากลำบาก
เมื่อเหรินชิงยืนยันว่าตนเชี่ยวชาญวิชาอาคมแล้ว เขาก็ฉวยโอกาสโยนวัตถุประหลาดนั้นไปติดบนผนัง เหล่าศิษย์สำนักยุทธ์พลันต่อสู้แย่งชิงกันเองในทันที
[เหรินชิง]
[อายุ: สิบเจ็ดปี]
[อายุขัย: เจ็ดปี สองร้อยยี่สิบเจ็ดวัน]
[วิชา: วิชาไร้เนตร (เนตรซ้อน), ตำราหนังมนุษย์, วิชาเทวะบาทา]
เขารู้สึกเพียงว่าเส้นเลือดที่ขาทั้งสองข้างพลุ่งพล่านปั่นป่วน ในใจบังเกิดความรู้สึกอยากจะฉีกกระชากทุกสิ่งทุกอย่างให้แหลกลาญขึ้นมาอย่างรุนแรง
แต่เหรินชิงอาศัยพลังการฝึกตนถึงระดับกึ่งศพ ข่มกลั้นการกลายสภาพของขาทั้งสองข้างเอาไว้ โซซัดโซเซพังประตูเข้าไป
เจียงเจี๋ยและคนอื่นๆ ตัวสั่นสะท้านงันงก ได้ยินเพียงเหรินชิงตะโกนเสียงก้อง “พวกเขาบ้าไปแล้ว! รีบหนีเร็วเข้า มิเช่นนั้นจะไม่ทันการณ์!!!”
พลันใดนั้น เหรินชิงก็หันหลังวิ่งหนีไปอย่างไม่คิดชีวิต ครู่ต่อมา ชายผิวคล้ำก็กัดฟันวิ่งตามไปติดๆ คนอื่นๆ รีบเร่งตามไปเบื้องหลัง
พวกเขาอดมิได้ที่จะเหลียวมองไปยังทางเดินด้วยความฉงนสงสัย ทว่ากลับเห็นเหล่าศิษย์สำนักยุทธ์กำลังฉีกทึ้งร่างของกันและกันอย่างสยดสยอง ทุกหนแห่งเต็มไปด้วยเศษแขนเศษขาที่ขาดวิ่น กระทั่งยังมีแขนข้างหนึ่งถูกเหวี่ยงปลิวมาตกอยู่ไม่ไกล
“รีบไปเร็ว! อยากจะมีชีวิตอยู่หรืออยากจะตายกันแน่!”
เหรินชิงเร่งเร้าอีกสองสามประโยค และเป็นฝ่ายเข้าไปประคองเจียงเจี๋ยที่ขาสั่นจนยืนแทบไม่อยู่ ทุกคนต่างหนีตายกันอย่างไม่คิดชีวิต
พวกเขาวิ่งต่อไปอีกหลายร้อยเมตร จึงได้หยุดฝีเท้าลงเพราะสิ้นเรี่ยวแรง
ยามโฉ่ว (ตี 1-3) ผ่านพ้นไปแล้ว ท้องฟ้าเพิ่งจะเริ่มสาง ทว่าบนถนนยังคงไร้ผู้คนสัญจร ชาวบ้านส่วนใหญ่ยังคงหลับใหลอยู่ในห้วงนิทรา
ชายผิวคล้ำพิงกำแพงหอบหายใจอย่างหนักหน่วง กล่าวว่า “ตายกันำปเยอะขนาดนี้ ข้าจะรีบไปแจ้งความต่อทางการ…”
เจียงเจี๋ยกล่าวอย่างขื่นขม “อย่าลืมสิว่าเบื้องหลังของเฉินหย่งซิงคือกลุ่มสุนัขโลหิต พวกเราคนตัวเล็กๆ เหล่านี้มิอาจล่วงเกินได้ เผลอๆ อาจเป็นการชักนำเภทภัยเผาตัว”
เหรินชิงพยักหน้าเห็นด้วย “ข้าว่าเก็บเรื่องนี้ไว้ในใจเถิด เชื่อว่าทางจวนคงจะเข้ามาจัดการในไม่ช้า”
“ใช่ๆๆ…”
ทุกคนถูกทารุณจนสภาพจิตใจอ่อนล้าไปบ้างแล้ว ยามนี้เพียงแค่อยากจะกลับบ้าน จึงได้แยกย้ายกันไปคนละทิศละทาง
มีเพียงเจียงเจี๋ยที่ปรารถนาจะผูกมิตรกับเหรินชิง ทว่าฝ่ายหลังเพียงไม่กี่ก้าวก็เลี้ยวลับเข้าตรอกซอยไป หายตัวไปเมื่อใดก็มิอาจทราบได้
ภายนอกเหรินชิงดูเหมือนรีบร้อนกลับไปยังจวน ทว่าความจริงแล้วเขาแอบปีนป่ายเข้าไปในโรงน้ำชาที่อยู่ห่างออกไป หาตำแหน่งที่สามารถมองเห็นทัศนียภาพได้อย่างชัดเจนบนชั้นสอง ลอบจับตาดูความเคลื่อนไหวของสำนักยุทธ์เป็นพิเศษ
ภายในสำนักยุทธ์มีเสียงคำรามของอสูรร้ายดังเล็ดลอดออกมา บ้านเรือนใกล้เคียงหลายหลังเกิดความโกลาหลอลหม่าน
ด้วยความเคลื่อนไหวใหญ่หลวงถึงเพียงนี้ ปฏิกิริยาของกลุ่มสุนัขโลหิตก็รวดเร็วอย่างยิ่งยวด
ชายร่างกำยำผู้หนึ่งรีบรุดมายังสำนักยุทธ์ เหรินชิงคาดคะเนว่าส่วนสูงของเขาน่าจะถึงสองเมตร อีกทั้งขาทั้งสองข้างก็ใหญ่โตกว่าคนปกติอย่างเห็นได้ชัด ทิศทางการกลายสภาพน่าจะเป็นผู้มีบาทาช้าง
ชายผู้นั้นมิได้เข้าไปในทันที รออยู่ครู่หนึ่งก็มีสตรีสาวนางหนึ่งตามมา
บนร่างของสตรีสาวนางนั้นไม่มีร่องรอยการกลายสภาพที่ชัดเจนนัก ทว่านางสวมผ้าคลุมหน้า ขาทั้งสองข้างเรียวยาวเล็กน้อย แต่ก็ยังคงอยู่ในขอบเขตของคนปกติ
หรือว่า…ยังมิได้บรรลุถึงระดับกึ่งศพของวิชาเทวะบาทา?
โฮก!!!
ร่างกายของสตรีสาวพลันขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว! ทุกอณูขุมขนมีขนสีน้ำตาลอมเหลืองงอกยาวออกมา กลายร่างเป็นครึ่งคนครึ่งเสือดาวไปในชั่วพริบตา!
เหรินชิงรีบเปลี่ยนความคิดเดิมในทันใด
ในขณะนั้นเอง สัตว์ป่ารูปร่างพิกลพิการตัวหนึ่งก็พุ่งทะยานออกมาจากประตูใหญ่ของสำนักยุทธ์ ขนทั่วร่างของเขาชุ่มโชกไปด้วยโลหิต ใบหน้าพอจะมองเห็นเค้าโครงที่บิดเบี้ยววิปลาสได้ลางๆ
สัตว์ป่ากับนางเสือดาวครึ่งคนเข้าปะทะกันอย่างดุเดือด แต่เพียงชั่วพริบตาก็ตัดสินผลแพ้ชนะกันแล้ว!
นางเสือดาวกัดเข้าที่ลำคอของอีกฝ่ายอย่างโหดเหี้ยม แขนอันทรงพลังแทงทะลุเข้าไปในร่างแล้วควักอวัยวะภายในออกมาอย่างแรง จากนั้นก็โยนซากศพทิ้งลงบนพื้นอย่างไม่แยแส
หลังจากที่พวกเขาได้วัตถุประหลาดแล้ว ก็รีบร้อนออกจากสำนักยุทธ์ไปโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
ก่อนที่สตรีสาวจะจากไป นางเช็ดคราบโลหิตที่มุมปาก เหลือบมองไปยังโรงน้ำชาที่เหรินชิงซ่อนตัวอยู่โดยไม่รู้ตัว ทว่ากลับไม่เห็นเงาผู้ใดแล้ว
ชายผู้นั้นเอ่ยปากถาม “เหมย เป็นอันใดไป?”
โจวเหมยกลับคืนสู่ร่างมนุษย์ ทว่าใบหน้ากลับมีร่องรอยการกลายสภาพของสัตว์ตระกูลแมวหลงเหลืออยู่ จึงจำต้องสวมผ้าคลุมหน้าเพื่อปกปิด
นางกล่าวอย่างเย็นชา “คล้ายมีผู้ใดบางคนแอบลอบสังเกตการณ์พวกเราอยู่”
“เจ้าคงจะคิดมากไปแล้วกระมัง อย่างไรเสียที่นี่ก็เป็นเขตที่พักอาศัย”
“อืม… ยกให้ทางจวนมาตามเช็ดตามล้างอีกทีแล้วกัน”
(จบตอน)