- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นฝักกระบี่ของนางเอก
- บทที่ 19 สหายใหม่ (1)
บทที่ 19 สหายใหม่ (1)
บทที่ 19 สหายใหม่ (1)
บทที่ 19 สหายใหม่ (1)
นางเพิ่งจะทะลุมิติมาได้ไม่นาน ยังไม่คุ้นชินกับการใช้ปราณวิญญาณป้องกันตัวเลยแม้แต่น้อย หากถูกทับเข้าโดยตรงเช่นนี้ ด้วยร่างกายเล็ก ๆ ของนางที่แข็งแกร่งกว่าคนธรรมดาไม่มากนัก เกรงว่าคงไม่อาจรักษาชีวิตไว้ได้
ถึงแม้นางจะเป็นสิ่งของวิญญาณที่แปลงกายเป็นมนุษย์ แต่นางก็เป็นวิญญาณที่หกล้มเพียงครั้งเดียวก็ตายในนิยายต้นฉบับไม่ใช่หรือ?
หากไม้ท่อนใหญ่ขนาดมหึมาเช่นนี้ทับลงมา...
ใบหน้าของฉางเล่อซีดเผือด เสี่ยวไป๋หยุดอยู่ข้าง ๆ นาง ส่งเสียง ‘โฮ่งๆ’ แล้วเลียมือของนางด้วยความเป็นห่วงกังวล
ฉางเล่อกอดเสี่ยวไป๋ไว้แน่น หายใจเข้าลึก ๆ นางทะลุมิติมายังไม่ถึงวัน แต่กลับต้องเดินอยู่ระหว่างความเป็นความตายถึงสามคราแล้ว
ความถี่เช่นนี้ มันจะไม่มากเกินไปหน่อยหรือ?
เป็นไปไม่ได้หรือว่า แท้จริงแล้วมีมือที่มองไม่เห็นคู่หนึ่ง กำลัง ‘แก้ไข’ ชะตากรรมที่ต้องตายของนาง เพื่อให้นางต้องตายให้ได้?
ล้อเล่นอันใดกัน!
ในดวงตาของฉางเล่อฉายแววความมุ่งมั่น นี่คือชีวิตครั้งที่สองของนาง ในเมื่อนางรอดชีวิตมาได้ที่ริมแม่น้ำแห่งนั้น เช่นนั้นนางก็จะสามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้เรื่อย ๆ
ชะตากรรมที่ต้องตายนี้ นางได้หลุดพ้นจากมันมาครั้งหนึ่งแล้ว ก็อย่าได้คิดที่จะให้นางกลับไปเดินตามเส้นทางที่ถูกกำหนดไว้อีกเลย!
จินตนาการนั้นช่างงดงาม แต่ก่อนที่จะจากไป บ้านเล็ก ๆ ของนางก็ยังต้องซ่อมแซมใหม่อยู่ดี
ฉางเล่อครุ่นคิด ในความทรงจำของร่างเดิมไม่มีสหาย ทั้งยังไม่เคยประสบเหตุบ้านพังทลายเช่นนี้มาก่อน นางลังเลอยู่ครู่ใหญ่ กำลังจะใช้ป้ายสื่อสารติดต่อสวี่อิ้งฉี เพื่อสอบถามว่าควรทำอย่างไรดี
แม้การที่เพิ่งแยกจากไปแล้วต้องติดต่อผู้อื่นอีกครั้งจะน่าอายไปบ้าง ทว่าฉางเล่อ ไม่สิ ร่างเดิมนั้นไม่มีสหายเลยจริง ๆ!
ขณะกำลังครุ่นคิด เสี่ยวไป๋ก็พลันส่งเสียงเห่าหงิง ๆ สองสามครา ฉางเล่อหันกลับไปมอง เห็นคนสามคนยืนอยู่ที่ประตูเรือน เป็นสตรีสองบุรุษหนึ่ง ล้วนสวมใส่เสื้อคลุมสีเขียวและถุงเท้าสีขาวของศิษย์สายนอก
ศิษย์ชายผู้นั้นแบกกระบี่ยาวไว้ที่ด้านหลัง ส่วนด้านหลังของศิษย์หญิงคนหนึ่งมีร่มสะพายอยู่ ขณะที่เอวของศิษย์หญิงอีกคนเหน็บไว้ด้วย... ไม้ฉากและไม้บรรทัดขนาดใหญ่สองอัน
สายตาของคนทั้งสี่ประสานกัน ต่างก็เงียบงันไปชั่วขณะ ครู่ต่อมา ศิษย์หญิงสะพายร่มเดินก้าวไปด้านหน้าอย่างกระอึกกระอัก คารวะแล้วกล่าวว่า “ท่านคือศิษย์พี่ฉางเล่อใช่หรือไม่เจ้าคะ?”
ฉางเล่อลูบใบหน้าของตนเอง ใบหน้าอันยิ่งใหญ่เช่นนี้ยังต้องเอ่ยถามอีกหรือ? นางเก็บความฉงนที่ผุดขึ้นในใจ แล้วพยักหน้า “ข้าเอง พวกเจ้าคือ...”
ศิษย์หญิงผู้นั้นใบหน้าแดงก่ำ ในดวงตาฉายแววยินดีวูบหนึ่ง แล้วก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ฉางเล่อเห็นดังนั้น จึงลังเลว่าควรจะถอยหลังหลบหรือไม่ อีกฝ่ายตื่นเต้นถึงเพียงนี้ นางสงสัยในเจตนาของอีกฝ่ายเป็นอย่างยิ่ง!
เพียงแต่ถึงแม้ศิษย์หญิงผู้นั้นจะรีบเร่งเข้ามาหานาง แต่ก็ยังคงรักษาระยะห่างที่เหมาะสม โดยหยุดอยู่ห่างจากฉางเล่อไปสามก้าว มองฉางเล่อด้วยดวงตาที่เปล่งประกายแล้วกล่าวว่า “ศิษย์พี่ฉางเล่อ ข้าทราบจากข่าวของสำนักกระบี่แล้วว่า ตำหนักลงทัณฑ์ได้จับกุมโก่วเหรินและพรรคพวกไป! พวกเราล้วนเป็นศิษย์ธรรมดาที่เคยถูกโก่วเหรินกลั่นแกล้งมาก่อน ครั้งนี้จึงตั้งใจมาขอบคุณโดยเฉพาะ!!”
กล่าวจบ ศิษย์สองคนที่อยู่ด้านหลังของนางก็เดินตามเข้ามาด้านหน้า พร้อมกับโค้งคำนับกล่าวขอบคุณในเวลาเดียวกัน
เป็นครั้งแรกที่ฉางเล่อได้รับการคารวะที่ยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้ นางขยับร่างไปด้านข้าง แล้วโบกมือกล่าว “พวกเจ้าไม่ต้องขอบคุณข้า เป็นศิษย์พี่สายในที่เห็นแล้วยื่นมือเข้าช่วยเหลือต่างหาก”
“ศิษย์พี่สายในย่อมสมควรได้รับการขอบคุณแน่นอน แต่ทุกสิ่งล้วนมีเหตุและผล หากมิใช่เพราะท่าน โก่วเหรินอาจจะยังคงกำเริบเสิบสานต่อไปเรื่อย ๆ ก็เป็นได้”
ศิษย์หญิงกล่าวอย่างจริงใจยิ่ง ฉางเล่อเห็นว่าคนทั้งสามต่างมีสีหน้าตื่นเต้นและซาบซึ้งใจ นางจึงโบกมือ แล้วกล่าวว่า “คนชั่วถูกกำจัดไปแล้ว ต้องขอบคุณศิษย์พี่สวี่ หากข้าได้พบศิษย์พี่สวี่ในคราวหน้า ข้าจะช่วยกล่าวขอบคุณให้”
ศิษย์หญิงเห็นฉางเล่อไม่ยอมรับความดีความชอบ จึงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง อีกทั้งเห็นเรือนของฉางเล่อกลายเป็นสภาพเช่นนี้ นางจึงกล่าวว่า “เช่นนั้น พวกเราจะช่วยศิษย์พี่สร้างบ้านขึ้นมาใหม่ ถือเป็นน้ำใจเล็ก ๆ น้อย ๆ เป็นอย่างไรเจ้าคะ?”
ฉางเล่อประหลาดใจ “พวกเจ้าทำได้หรือ?”
ศิษย์หญิงยิ้มแล้วกล่าวว่า “ศิษย์พี่เจ้าคะ ข้ามีนามว่ามู่โหย่วจือ มีรากวิญญาณธาตุน้ำและไม้ มาจากแผนกพืชวิญญาณ นี่คือศิษย์น้องเฉินเวย เขามีรากวิญญาณสามธาตุคือทอง น้ำ และดิน...” นางชี้ไปที่บุรุษใบหน้าเหลี่ยมดูซื่อสัตย์ที่อยู่ข้าง ๆ
ส่วนอีกคนก็กระโดดออกมา เกาศีรษะเล็ก ๆ กลม ๆ ของตนเอง “ข้ามีนามว่า โหวจิ่ง เป็น...” นางลูบหลังศีรษะ แล้วหัวเราะคิกคัก “เป็นรากวิญญาณผสมเจ้าค่ะ”
มู่โหย่วจือกล่าวว่า “แม้ศิษย์น้องโหวจะเป็นรากวิญญาณผสม แต่ก็มีกายแห่งเต๋าห้าธาตุติดตัว เป็นมือฉมังของสำนักก่อสร้างเลยทีเดียว”
กล่าวถึงตรงนี้ ฉางเล่อก็หวนนึกถึงความรู้พื้นฐานบางอย่างที่ร่างเดิมยังคงจำได้ โลกนี้มีปราณวิญญาณ ในหมู่เผ่าพันธุ์มนุษย์ ผู้ที่มีรากวิญญาณและสามารถบำเพ็ญเพียรได้ก็คือผู้บำเพ็ญ ส่วนผู้ที่ไม่มีรากวิญญาณและบำเพ็ญเพียรไม่ได้ ก็คือมนุษย์ธรรมดา
นอกเหนือจากรากวิญญาณแล้ว ยังมีกายแห่งเต๋าถึงสามพันแบบ เพียงแต่ผู้บำเพ็ญทุกคนล้วนมีรากวิญญาณ ส่วนกายแห่งเต๋านั้นมิใช่ทุกคนจะมีได้
โหวจิ่งที่สามารถเข้าสู่ศิษย์สายนอกของสำนักกระบี่เขากูซานได้ด้วยรากวิญญาณผสม ย่อมต้องมีความสามารถพิเศษบางอย่างเป็นแน่
“กายแห่งเต๋าห้าธาตุ...” ฉางเล่อไม่เคยได้ยินมาก่อน
โหวจิ่งยิ้ม “เป็นกายแห่งเต๋าที่พบเห็นได้ทั่วไป มีสัมผัสต่อธาตุทั้งห้าที่แข็งแกร่งกว่าปกติ สิ่งต่าง ๆ ในโลกล้วนมีธาตุทั้งห้าเป็นพื้นฐาน ดังนั้นจึงสามารถสร้างสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ขึ้นมาจากความว่างเปล่าได้ ตามตำนานเล่าว่า หากบำเพ็ญถึงขั้นสูงสุด ก็ยังสามารถสร้างโลกได้เลยเชียวนะ”
“สร้างโลก!!” ฉางเล่อมองโหวจิ่ง กายแห่งเต๋าที่มีคุณสมบัติของตัวเอกเช่นนี้ เหตุใดนางถึงได้ไม่มีความทรงจำถึงมันเลยแม้แต่น้อย?
โหวจิ่งหัวเราะเสียงดัง “นั่นก็เป็นเพียงแค่ตำนานเท่านั้นเองเจ้าค่ะ” กล่าวจบ นางก็เลิกแขนเสื้อขึ้น แล้วกล่าว “ข้าจะแสดงฝีมือให้ศิษย์พี่ชมเดี๋ยวนี้เลย!”
กล่าวจบ นางก็พยักหน้าให้คนทั้งสองที่อยู่ด้านข้าง “ศิษย์พี่มู่ ศิษย์พี่เฉิน ขอความช่วยเหลือด้วยเจ้าค่ะ”
เฉินเวยเป็นคนที่มีนิสัยมั่นคง เขาถามฉางเล่อก่อนว่ามีสิ่งใดในซากปรักหักพังที่ต้องการให้นำออกมาหรือไม่ เมื่อเห็นฉางเล่อส่ายศีรษะ เขาก็พยักหน้าแสดงความเข้าใจ
ฉางเล่อมองเฉินเวยอย่างอยากรู้อยากเห็น เห็นเพียงเฉินเวยประสานฝ่ามือ ท่องมนต์คาถา พลันลืมตาขึ้นแล้วตบมือทั้งสองข้างลงบนพื้นดิน ได้ยินเพียงเสียงครืน ๆ ดังขึ้นอย่างกะทันหันจากใต้พื้นดินบริเวณซากปรักหักพัง
จากนั้นฉางเล่อเห็นพื้นดินปั่นป่วน ค่อย ๆ ดึงซากปรักหักพังเหล่านั้นจมลงสู่ใต้ดินช้า ๆ พื้นดินก็ค่อย ๆ เรียบเสมอกันภายใต้การควบคุมของเฉินเวย
“ยอดเยี่ยม ยอดเยี่ยมมาก!!” ฉางเล่อร้องออกมาด้วยความประหลาดใจ
เฉินเวยเหงื่อท่วมตัว ทิ้งตัวลงนั่งบนพื้นดินโบกมือหอบหายใจ กว่าจะกล่าวประโยคที่ลื่นไหลออกมาได้ก็กินเวลานานพอควร “ข้า ข้าทำได้เพียงเท่านี้ หาก... หากต่อสู้กับผู้อื่น เกรงว่าคงตายไปแล้วสิบครั้งร้อยครั้ง”