- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นฝักกระบี่ของนางเอก
- บทที่ 17 หนี้สิน (1)
บทที่ 17 หนี้สิน (1)
บทที่ 17 หนี้สิน (1)
บทที่ 17 หนี้สิน (1)
เนื่องจากฉากประเภทนี้ ปรากฏให้เห็นอยู่ดาษดื่นในเรื่องราวของเซียวเฮ่าเทียน
ไม่ว่าจะเป็นคุณชายผู้มั่งคั่งที่มีชื่อเสียง หรือผู้บำเพ็ญที่แบกรับนามอัจฉริยะ สุดท้ายแล้วก็กลายเป็นบันไดให้เซียวเฮ่าเทียนก้าวเหยียบ หรือไม่ก็ถูกผนวกเข้าสู่ฮาเร็มของเขา
ดูผิวเผินคล้ายคนระดับรากหญ้าได้ทำลายชนชั้น แต่ที่น่าขบขันที่สุดคือ ช่วงท้ายเรื่องยังมอบพื้นเพแต่กำเนิดอันยิ่งใหญ่ให้กับเซียวเฮ่าเทียนที่มาจากชนชั้นรากหญ้าอีกด้วย
เป็นแบบอย่างที่ชัดเจนของ ‘เหนือกว่าข้าทุกคนเท่าเทียม ใต้กว่าข้าชนชั้นย่อมแบ่งแยกชัดเจน’
ฉางเล่อไม่สะดวกที่จะเอ่ยถึงปัญหาต่าง ๆ ของเซียวเฮ่าเทียน ในตอนนี้เขาเป็นเพียงศิษย์สายนอกที่แสนธรรมดาเท่านั้น ด้วยเหตุนี้จึงทำได้เพียงลดโอกาสที่สวี่อิ้งฉีจะผูกอาฆาตกับเซียวเฮ่าเทียนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อป้องกันมิให้สวี่อิ้งฉีต้องกลายเป็นตัวประกอบรับเคราะห์
ก็ไม่รู้ว่าจดหมายร้องเรียนนิรนามฉบับนั้น ได้ถูกส่งขึ้นไปด้านบนอย่างสำเร็จลุล่วงแล้วหรือไม่
สวี่อิ้งฉีได้ยินดังนั้น ภายใต้ดวงตาที่เคยเย็นชาพลันผุดรอยยิ้มขึ้นมาจาง ๆ นางยื่นมือออกไปออกแรงดึงฉางเล่อให้ขึ้นมาบนกระบี่บิน จากนั้นนางก็กวาดตามองเซียวเฮ่าเทียนอีกครา ในดวงตาฉายแววเหยียดหยาม “ไม่จำเป็นต้องใส่ใจ คนประเภทนี้ ข้าเพียงผู้เดียวก็สามารถจัดการได้เป็นร้อยคน”
ฉางเล่อ: “...”
แม้จะเก่งกาจถึงเพียงนั้น แต่เหตุใดฟังแล้วกลับรู้สึกเหมือนเจ้ากำลังจะต่อสู้กับเซียวเฮ่าเทียนจนถึงที่สุดเลยเล่า? เหตุใดท่านถึงได้รีบเร่งไปตามเส้นทางของตัวประกอบรับเคราะห์อย่างบ้าคลั่งเช่นนี้กัน?
“ที่ใดควรให้อภัย ก็ให้อภัยเถอะ” ฉางเล่อกล่าว เมื่อเห็นความเหยียดหยามในแววตาของสวี่อิ้งฉี นางจึงกล่าวเสริมว่า “ยอมสร้างความขุ่นเคืองแก่บัณฑิต ดีกว่าสร้างความแค้นกับคนชั่วร้าย”
สวี่อิ้งฉีหันกลับมามองฉางเล่ออีกครา ก่อนจะพยักหน้าในที่สุด “ได้ ข้าจะจดจำเอาไว้”
ในที่สุดฉางเล่อก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก นางเพิ่งจะทะลุมิติมา และคนที่รู้สึกดีด้วยมากที่สุดก็คือสวี่อิ้งฉีแล้ว ต่อให้นางจะออกจากสำนักกระบี่เขากูซานไปในภายหลัง ก็ยังไม่ต้องการให้สวี่อิ้งฉีต้องประสบอุบัติเหตุใด ๆ เพราะไปยั่วโทสะเซียวเฮ่าเทียน
นางพยายามนึกย้อนอย่างถี่ถ้วน ทว่าก็นึกชื่อของสวี่อิ้งฉีในนิยายไม่ออกเลยแม้แต่น้อย อีกทั้งท่าทางที่เรียบง่ายของสวี่อิ้งฉี ก็ดูเหมือนจะกำหนดไว้แล้วว่าตำแหน่งของนางในเรื่องนั้นมิได้สูงส่ง
นิยายที่มุ่งเน้นกลุ่มผู้อ่านชายเช่นนี้ ในฐานะที่เป็นสตรี ก็ควรอยู่ให้ห่างจากตัวเอกให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้จึงจะถูกต้อง!
ฉางเล่อคิดอย่างทะลุปรุโปร่งแล้ว สวี่อิ้งฉีก็กล่าวอีกว่า “จับมั่นแล้วหรือไม่? ข้าจะเริ่มทะยานแล้วนะ”
ฉางเล่อได้ยินดังนั้น ก็รีบโอบกอดเสี่ยวไป๋ไว้ด้วยความรีบร้อนจนทำอะไรไม่ถูก แต่สวี่อิ้งฉีกลับมองเสี่ยวไป๋แวบหนึ่ง แล้วนำมันใส่เข้าไปในถุงบรรจุสัตว์วิญญาณของตนเอง “จับข้าให้มั่น”
ฉางเล่อพยักหน้า ด้วยประสบการณ์ที่มีมาก่อนหน้านี้ นางจึงออกแรงโอบกอดรอบเอวของสวี่อิ้งฉีไว้แน่น สวี่อิ้งฉีเป็นนักกระบี่ เอวบางแต่เปี่ยมไปด้วยกำลัง เมื่อได้โอบรัดจึงให้ความรู้สึกปลอดภัยเป็นพิเศษ
ไม่แน่ว่านางอาจจะมีกล้ามท้องเป็นร่องด้วยกระมัง?
ฉางเล่อแอบลูบคลำแนวเอวของสวี่อิ้งฉีอย่างลับ ๆ พลันรู้สึกได้ถึงความตึงแน่นของช่วงท้องที่อยู่ใต้มือของนางในทันที
“ฉางเล่อ อย่าลูบคลำมั่วซั่ว”
กระบี่บินที่กำลังทะยานอยู่ พลันหยุดอย่างกะทันหันกลางอากาศ จมูกของฉางเล่อจึงกระแทกเข้าที่แผ่นหลังของสวี่อิ้งฉีโดยตรง
นางเงยหน้าขึ้นตั้งใจจะบ่น แต่กลับเห็นใบหูของสวี่อิ้งฉีแดงก่ำ
ที่แท้นางก็รู้สึกเขินอาย
ฉางเล่อหัวเราะคิกคักออกมาเบา ๆ พลางยกมือขึ้น เป็นความผิดของนางเอง สตรีด้วยกันจะไปต่อต้านทานกล้ามเนื้อหน้าท้องของสตรีด้วยกันได้อย่างไร? โดยเฉพาะอย่างยิ่งนางยังเป็นสตรีรักสตรี สตรีรักสตรีคนไหนจะไม่รักสตรีโฉมงามที่มีกล้ามเนื้อหน้าท้องเล่า!
ทว่าสวี่อิ้งฉีดูแล้วเป็นคนซื่อตรงบริสุทธิ์ นางถึงได้กล้าลงมือเช่นนี้
“ขออภัย ขออภัย ข้าจะไม่มือซนอีกแล้ว ข้าก็แค่... แค่อิจฉาเล็กน้อยเท่านั้นเอง”
ฉางเล่อตระหนักได้ว่ายุคสมัยนี้ไม่เหมือนกับโลกเดิม แต่คล้ายกับสังคมจีนโบราณมากกว่า อีกทั้งยังมีคำกล่าวเกี่ยวกับความคิดบุรุษเป็นใหญ่ จริยธรรมสามข้อและคุณธรรมสี่ประการข้าวสตรีอีกด้วย การกระทำของตนเองเมื่อครู่นี้ออกจะคะนองมากเกินไปแล้ว
สวี่อิ้งฉีหันหน้าไปด้านข้างเล็กน้อย จากนั้นก็ยื่นมือออกไปคว้ามือของฉางเล่อเอาไว้ แล้วกดมือของนางลงบนเอวของตนเอง เสียงของนางทุ้มลงเล็กน้อย “จับให้มั่น ระวังจะร่วงหล่นลงไป”
ฉางเล่อตอบรับไปคำหนึ่ง แล้วจับสวี่อิ้งฉีไว้แน่นโดยไม่พูดอะไร
สวี่อิ้งฉีก็มิใช่คนพูดมาก นางบังคับกระบี่บิน ทะยานไปตลอดทางด้วยความเร็วประดุจสายลมและอสุนีบาต ผ่านฉากราวแดนเซียนที่ฉางเล่อเคยเห็นมา ก่อนจะมุ่งหน้าตรงไปยังสายนอก
เมื่อออกมาถึงเขตสายนอก การหายใจของฉางเล่อก็หยุดชะงักลงในทันที ราวกับว่าจู่ ๆ ก็กลับจากป่าดิบชื้นที่อุดมด้วยออกซิเจน สู่ป่าคอนกรีตในเมือง มีความรู้สึกอึดอัดยากจะทนทาน
ฉางเล่อหายใจเข้าออกอย่างหนักหน่วง ทว่าอากาศที่สูดเข้าสู่ร่างกายกลับมีกลิ่นไม่พึงประสงค์ ทำให้นางรู้สึกอึดอัดไม่สบายใจ
สวี่อิ้งฉีลดกระบี่ลง พลางวางฉางเล่อลงบนพื้น ฉางเล่อกระโดดลงไป ทว่าสองขาของนางกลับไร้เรี่ยวแรง วิงเวียนศีรษะจนแทบจะโซซัดโซเซล้มลง
โชคดีที่สวี่อิ้งฉีรวดเร็วนัก โอบเอวฉางเล่อไว้แน่น แล้วประคองนางให้ยืนหยัดบนพื้นได้อย่างมั่นคง
“เจ้ายังสบายดีอยู่หรือไม่?”
ฉางเล่อใช้มือข้างหนึ่งจับสวี่อิ้งฉีไว้ เพื่อพยุงร่างที่กำลังสั่นคลอนของตนเอง จากนั้นก็ส่ายศีรษะไปมา “ข้า... ข้าเป็นอันใดไปหรือ?”
“ปราณวิญญาณระหว่างเขตในและเขตนอกมีความแตกต่างกัน ผู้ฝึกตนบางคนอาจเกิดอาการไม่สบายได้” สวี่อิ้งฉีตอบ
“การที่สำนักกระบี่แบ่งแยกเขตในและเขตนอก ก็เนื่องมาจากศิษย์สายนอกมีระดับบำเพ็ญไม่เพียงพอ ที่จะรองรับปราณวิญญาณปริมาณมากได้ หากฝืนบำเพ็ญเพียรก็ง่ายต่อการเกิดอาการไม่สบาย”
ฉางเล่อรู้สึกฉงนเล็กน้อย “เป็นเช่นนั้นหรือ? แต่เหตุใดข้าถึง...”
แต่นางก็ไม่ได้บำเพ็ญเพียรเลยแม้แต่น้อย
ขณะที่กำลังครุ่นคิด สวี่อิ้งฉีก็กล่าวว่า “ถูกต้อง ขอเพียงไม่โคจรลมปราณ ก็ไม่มีปัญหาใด ๆ ในเขตใน ทว่าก็มีบางคนที่พรสวรรค์พิเศษกว่าผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นสัตว์วิญญาณ หรือสิ่งของวิญญาณที่แปลงกายเป็นมนุษย์ พวกเขาก็จะสูดปราณวิญญาณโดยไม่รู้ตัว และเนื่องจากระดับบำเพ็ญไม่เพียงพอ จึงทำให้เกิดอาการไม่สบาย”
หัวใจของฉางเล่อพลันหดเกร็ง นางเกือบจะลืมไปแล้วว่าร่างกายนี้น่ะ เป็นสิ่งของวิญญาณที่แปลงกายมาเป็นมนุษย์!
มือของฉางเล่อคลายออกเล็กน้อย โดยไม่ทันรู้ตัว นางถอยห่างจากสวี่อิ้งฉีไปสองสามก้าว พร้อมหัวเราะแห้ง ๆ “เป็น... เป็นเช่นนั้นหรือ? ดูเหมือนว่าข้าจะยังคงมีพรสวรรค์อยู่บ้างนี่นา”
ในดวงตาของสวี่อิ้งฉีฉายแววรอยยิ้มจาง ๆ กล่าวว่า “ที่เจ้าพูดมาก็มีเหตุผล บางทีเมื่อเจ้าเข้าสู่สายในแล้ว อาจจะทะยานขึ้นฟ้าในพริบตาก็เป็นได้”
“เข้าสู่สายใน?”
ล้อเล่นอันใด? นางเจอเซียวเฮ่าเทียนที่เขตศิษย์สายนอกก็เพียงพอแล้ว ยังจะต้องไปเจอเขาในเขตศิษย์สายในอีกหรือ? ต่อให้นางต้องการหาสถานที่บำเพ็ญเพียรต่อไป นางก็ควรไปสำนักอื่นสิ จะอยู่ในสำนักกระบี่เขากูซานที่ในอนาคตจะมีแต่เรื่องวุ่นวายมากมายแห่งนี้ทำไม?