- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นฝักกระบี่ของนางเอก
- บทที่ 10 มือเปล่ารับคมกระบี่ (3)
บทที่ 10 มือเปล่ารับคมกระบี่ (3)
บทที่ 10 มือเปล่ารับคมกระบี่ (3)
บทที่ 10
บนเส้นทางภูเขาที่เคยเงียบสงบในวันวาน ยามนี้กลับมีนกโบยบินและต้นไม้ล้มระเนนระนาด
ฉางเล่อยืนอยู่บนบันไดหินอันแคบ ในมือและเอวของนางกลับมีกระบี่แขวนอยู่ถึงสามสี่เล่ม ส่วนศิษย์สายนอกที่อยู่ฝั่งตรงข้าม ต่างก็มีสีหน้าไม่อยากจะเชื่อและรู้สึกหวาดหวั่นไม่สบายใจ
อีกฝ่ายเห็นได้ชัดว่าเป็นเพียงธนูที่สิ้นแรง แต่กลับอาศัยวิชาแย่งชิงอาวุธด้วยมือเปล่าอันแปลกประหลาดนี้ พลิกสถานการณ์ที่กำลังจะพ่ายแพ้ ยึดเอากระบี่ของพวกเขาทั้งหมดมาติดไว้บนร่างไม่ให้หล่น มิหนำซ้ำยังแฝงไว้ด้วยความอาจหาญดุจบุรุษผู้กล้าขวางประตูที่หมื่นคนมิอาจผ่านได้
ในใจของคนเหล่านั้นแอบรู้สึกเสียดายนัก วิชากระบี่ของเจ้าสูงส่งถึงเพียงนี้ ไฉนก่อนหน้าจึงต้องแสร้งทำเป็นสู้ไม่ได้ด้วย! นี่จงใจกลั่นแกล้งศิษย์สายนอกเช่นพวกเขาที่ไม่มีทรัพยากรให้ต้องโดนรังแกง่าย ๆ เช่นนั้นหรือ
ฉางเล่อไม่รู้เลยว่าพวกนั้นเริ่มมีใจคิดจะถอยแล้ว นางรู้สึกว่าตัวเองในตอนนี้เหมือนจอมทัพแม่เหล็กยิ่งนัก นางคว้ากระบี่มาติดกับร่างตนเอง เฮ้ย! มันก็ติดแน่นหนึบ จะดึงลงมาก็ต้องใช้แรงไม่น้อย
อย่างน้อยก็ไม่มีใครในบรรดาคนเหล่านั้นดึงกระบี่ลงมาได้สักคน
ฟังดูแล้วคล้ายกับจะยอดเยี่ยม แต่รูปลักษณ์กลับดูน่าเกลียดนัก ราวกับเป็นตู้โชว์ที่กำลังขายกระบี่
“เจ้า เจ้าใกล้จะ ใกล้จะหมดปราณวิญญาณแล้วใช่หรือไม่ ได้โปรด โปรดส่งถุงเก็บของ มอบออกมาเถิด พวกเรา พวกเราจะไว้ชีวิตเจ้า”
ฉางเล่อเงยหน้ามองคนที่พูดอยู่เบื้องหน้า เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย นี่เจ้าไม่คิดจะฟังที่ตัวเองพูดอยู่บ้างเลยหรืออย่างไร ประโยคเดียวก็หอบจนต้องแบ่งเป็นสามส่วนแล้ว นางไม่มีพลังวิญญาณและความแข็งแกร่งก็จริง แต่คนตรงหน้านางมิใช่ก็ไม่ต่างกันหรือ
มือของฉางเล่อกดลงบนกระบี่ที่อยู่บนร่าง คิ้วของศิษย์คนอื่นพลันกระตุก พวกเขาคิดจะดึงกระบี่ออกจากร่างฉางเล่อ ต้องใช้แรงจนแทบหมดกำลัง แต่ก็ยังไร้ประโยชน์ ทว่าฉางเล่อกลับสามารถดึงกระบี่ลงมาได้อย่างง่ายดายเบาแรง นี่มันร่างกายประหลาดแบบไหนกัน
หรือว่าจะเป็นกายาศักดิ์สิทธิ์ชักกระบี่แต่กำเนิดในตำนาน?
ฉางเล่อตวัดกระบี่ทำท่ารำ นางเปล่งเสียงตวาดออกมา ผู้คนยกแขนขึ้นปัดป้องโดยสัญชาตญาณ แต่กลับไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้แม้แต่น้อย เมื่อพวกเขาเพิ่งจะลดแขนลง ฉางเล่อก็วิ่งหนีไปแล้ว
“แย่แล้ว! นางหนีไปแล้ว!”
“นางต้องหมดสภาพไปแล้วแน่ ๆ!”
คนเหล่านั้นทั้งโกรธทั้งดีใจ ต่างเร่งฝีเท้าวิ่งตาม เพียงวิ่งไปได้ไม่กี่ก้าว ก็เห็นฉางเล่อพลันหันกลับมา ในมือถือยันต์ไว้แผ่นหนึ่ง
ทุกคนพึมพำในใจว่าไม่ดีแล้ว ก่อนหน้านี้พวกเขาต่างแยกกันยืนเพื่อป้องกันฉางเล่อใช้ยันต์ แต่ตอนนี้กลับวิ่งตามมาอยู่รวมกันเป็นกลุ่มก้อน
“นังผู้นี้ ช่างใจคออำมหิตนัก!” มีคนตะโกนออกมา
ดวงตาของฉางเล่อฉายแววสังหารออกมา ล้อเล่นอันใด หากนางไม่ใจคออำมหิตจัดการคนพวกนี้ให้ราบคาบ นางก็จะกลายเป็นเหยื่อเสียเอง!
ขณะกำลังจะฉีกยันต์ออก พลันมีแรงกดดันจากพลังอำนาจสายหนึ่งโถมลงมาจากกลางอากาศ
มือของฉางเล่อชะงักไป พลาดช่วงเวลาที่ดีที่สุดไปแล้ว นางมองดูคนหลายคนพุ่งเข้าใส่ตนเองอย่างเปิดเผย ในใจบังเกิดความไม่ยินยอมพร้อมใจขึ้นมา หรือว่าความตายของนางจะเป็นไปตามบัญชาสวรรค์จริง ๆ
และในขณะนี้เอง เงาร่างร่างหนึ่งก็มาหยุดยืนอยู่ตรงหน้านาง ฉางเล่อตาลายไปวูบหนึ่ง เห็นเพียงศัตรูที่นางใช้ความพยายามมากมายก็ยังเอาชนะไม่ได้นั้น ชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็ล้มลง ส่งเสียงครวญครางด้วยความเจ็บปวดไม่หยุดหย่อน
“สำนักกระบี่เขากูซานห้ามการทำร้ายกันเองในสำนัก อนุญาตให้หยุดอยู่แค่การสั่งสอน ห้ามเข่นฆ่า”
ผู้มาใหม่ตวัดกระบี่เล็กน้อย แล้วหันกลับมา มองไปยังฉางเล่อ
บุคคลผู้นี้ดูคุ้นตาไม่น้อย ดวงตาของฉางเล่อเป็นประกาย ร้องออกมาว่า “ศิษย์พี่ผู้เฝ้าป่า!”
ศิษย์พี่ผู้นี้เป็นคนดี! ฉางเล่อพลันชี้ไปยังคนสองสามคนที่ล้มระเนระนาดอยู่เบื้องหน้า “ช่วยด้วยเจ้าค่ะ! พวกเขาคิดจะฆ่าข้า”
ศิษย์พี่ผู้เฝ้าป่าเงียบไปครู่หนึ่ง ดูเหมือนจะรู้สึกพูดไม่ออก สายตาของนางชะงักลงเล็กน้อยที่ยันต์ในมือของฉางเล่อ
มือของฉางเล่อแข็งทื่อ รีบเก็บยันต์กลับเข้าไป นางมองไปยังผู้บำเพ็ญหญิง ผู้บำเพ็ญหญิงทำหน้าเคร่งขรึม ใบหน้าของนางหมดจดสงบเงียบ ดวงตาคู่นั้นยามกลางวันดูเหมือนมีประกายเทพซ่อนเร้นอยู่ภายใน คมกริบยิ่งนัก ราวกับกระบี่ล้ำค่าที่ถูกชักออกจากฝัก
เป็นดังคาด ดวงตาคู่นี้ กับใบหน้าแบบนี้มองอย่างไรก็ไม่เข้ากันเลยจริง ๆ
“ยามนี้มิใช่เวลาลงจากเขา พวกเจ้ามาทำอะไรกันที่นี่” ผู้บำเพ็ญหญิงถาม
“การทรยศหลบหนีออกจากสำนัก จะถูกทำลายพลังฝึกฝนและวรยุทธ์ทั้งหมด”
ถึงกับมีกฎเช่นนี้เชียวหรือ!
ฉางเล่อกะพริบตา “ข้าไม่รู้เลยเจ้าค่ะ ข้าก็แค่พาเจ้าสุนัขเดินเล่นไปเรื่อย”
พูดจบ ฉางเล่อก็ก้มหน้ามองเสี่ยวไป๋ที่โผล่ออกมาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ถามว่า “จริงไหม เสี่ยวไป๋”
เสี่ยวไป๋กระดิกหาง ส่งเสียงเห่า ‘โฮ่ง ๆ’
ผู้บำเพ็ญหญิงก็มองตามไปที่เสี่ยวไป๋ ก็เป็นแค่สุนัขสีเหลืองตัวเล็ก ๆ ธรรมดา… นางกำลังจะละสายตาไป แต่ก็อดไม่ได้ที่จะมองซ้ำอีกครั้ง มันเป็นสุนัขสีเหลืองตัวเล็ก ๆ ธรรมดาจริง แต่ปราณวิญญาณบนตัวมันนั้นมากเกินไปหน่อยหรือไม่
ฉางเล่อไม่รู้ว่าผู้บำเพ็ญหญิงกำลังมองอะไรอยู่ นางยืนอยู่ตรงนั้นอย่างเรียบร้อย โชคดีที่เว่ยเจากวงมอบถุงเก็บของให้ตน มิฉะนั้นหากนางต้องแบกห่อสัมภาระ คงจะอธิบายไม่ชัดเจนแล้ว “จากนั้นคนพวกนี้ก็โผล่ออกมาอย่างกะทันหัน บังคับให้ข้าส่งถุงเก็บของให้ ข้าสู้พวกเขาไม่ได้”
“เหลว…เหลวไหล! กระบี่ของพวกเรายังอยู่บนร่างเจ้าอยู่เลย!”
ในที่สุดก็มีศิษย์คนหนึ่งคลานลุกขึ้น เมื่อได้ยินคำพูดของฉางเล่อ ก็โกรธจนนิ้วที่ชี้ไปยังฉางเล่อสั่นระริก
ผู้บำเพ็ญหญิงได้ยินดังนั้น ก็มองไปยังร่างของฉางเล่ออีกครั้ง ร่างกายของฉางเล่อเต็มไปด้วยกระบี่ที่ติดอยู่ แสงกระบี่วาววับภายใต้แสงอาทิตย์ ราวกับมีกิ่งก้านกระบี่งอกออกมาจากต้นไม้คน
ในสายตาของผู้บำเพ็ญหญิงฉายแววขบขันวูบหนึ่ง
ฉางเล่อกัดฟัน และยังสัมผัสได้ว่าผู้บำเพ็ญหญิงดูเหมือนจะมีความรู้สึกที่ดีต่อนางอยู่บ้าง ด้วยประสบการณ์ที่ผ่านมาของนาง ทำให้นางไวต่ออารมณ์ความรู้สึกของผู้คนยิ่งกว่าใคร ดังนั้นจึงรีบยืดอก กล่าวว่า “เป็นอะไรไป? พวกเจ้าเอากระบี่มาฟันข้า จะไม่ยอมให้ข้าเอากระบี่มาติดไว้บนตัวหรืออย่างไร?”
“เอากระบี่มาฟันเจ้า” ผู้บำเพ็ญหญิงขมวดคิ้ว “ข้าจะแจ้งตำหนักลงทัณฑ์”
ฉางเล่อได้ยินดังนั้น กลับรู้สึกจนปัญญาเล็กน้อย นางมองไปยังประตูสำนักที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม ถอนหายใจเบา ๆ คาดว่าแม้ว่านางจะรอดชีวิตมาได้ แต่แผนการหลบหนีในวันนี้คงจะไม่มีโอกาสแล้วเป็นแน่
ผู้บำเพ็ญหญิงกล่าวอีกว่า “เจ้าวางใจเถิด ตำหนักลงทัณฑ์จะจัดการอย่างยุติธรรม กระบี่บนร่างเจ้าก็น่าจะนำลงมาได้แล้วมิใช่หรือ”
กระบี่บนร่างนี้มิได้เป็นเพียงหลักฐานเท่านั้น หากยังสามารถนำไปขายเป็นเงินได้ในภายหลังอีกด้วย! จะเอาลงมาตามใจชอบไม่ได้!
ฉางเล่อรีบกล่าวว่า “ข้าชอบกระบี่พวกนี้มากเจ้าค่ะ และพวกมันก็คาดว่ายังไม่เคยพบนายที่แท้จริงมาก่อน พอได้มาพบข้าในตอนนี้ มาติดอยู่บนร่างข้า ชั่วขณะนี้ก็ยังไม่เต็มใจจะลงมา”
ผู้บำเพ็ญหญิงได้ยินดังนั้น ก็มองนางด้วยสายตาที่ลึกล้ำ
ฉางเล่อมองตอบผู้บำเพ็ญหญิงด้วยความสงสัย แต่ผู้บำเพ็ญหญิงกลับหันหน้าไป น้ำเสียงก็พลันหนักแน่นขึ้น “ถ้าเป็นเช่นนั้น เช่นนั้นก็รอคนของตำหนักลงทัณฑ์อยู่ที่นี่เถิด”
แปลกจริง ทำไมรู้สึกว่านางดูไม่มีความสุขขึ้นมาทันทีทันใด ฉางเล่อเกาศีรษะ รู้สึกแปลกใจเล็กน้อย แต่อีกฝ่ายกับตนก็ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน บางทีนางอาจจะเป็นคนที่มีนิสัยแปรปรวนเช่นนั้นกระมัง
ต้องอยู่ให้ห่างจากคนที่มีอารมณ์ไม่มั่นคง