เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 19: ศรีภรรยาและแม่ผู้แสนดี

บทที่ 19: ศรีภรรยาและแม่ผู้แสนดี

บทที่ 19: ศรีภรรยาและแม่ผู้แสนดี


เหอจือซูถอนหายใจและพูดทีเล่นทีจริงกับตัวเองว่า กังวลไปก็ไร้ประโยชน์ จากนั้นเขาจึงหันไปล้างมือและเริ่มจัดกระเป๋าเดินทางให้เจียงเหวินซวี่

ลูกแมวสี่ตัวกำลังซุกซน ขาของพวกมันสั้นเกินกว่าจะเดินเหินได้คล่องแคล่ว จึงพากันเดินเตาะแตะเกาะกลุ่มกันเข้ามาเล่นกับจือซู ด้วยความอยากรู้อยากเห็น เจ้าก้อนขนสีขาวลายดำทั้งสี่ตัวพากันกระโดดเข้าไปนั่งจุ้มปุ๊กอยู่ในกระเป๋าเดินทางกันอย่างสนุกสนาน

"เอาล่ะ ๆ ได้เวลาออกมาแล้วนะ" เหอจือซูใช้นิ้วจิ้มหน้าผากพวกมันทีละตัว "เดี๋ยวก็โดนดุหรอก ถ้าเขามาเห็นเข้า..."

เจียงเหวินซวี่ยืนอยู่ที่ประตู แต่เขาไม่กล้าส่งเสียงอยู่ครู่หนึ่ง บางครั้งเขาก็รู้สึกแพ้ทางความอ่อนโยนของเหอจือซู เขาจำได้ว่าตอนที่คบกับเสิ่นจุ้ยใหม่ ๆ อีกฝ่ายเลี้ยงหมาฮัสกี้หน้าตาติ๊งต๊องอยู่ตัวหนึ่ง แม้เขาจะเบื่อหมาตัวนั้น แต่เขาก็พอทนได้เพราะไม่ได้ไปอยู่บ้านเสิ่นจุ้ย แต่พอเขาเห็นขนหมาติดอยู่บนตัวเสิ่นจุ้ยเมื่อไหร่ เขาก็ทนไม่ไหวทุกที เสิ่นจุ้ยน้ำตาคลอเบ้าอยู่นานหลายวันตอนที่ถูกบีบให้เอาหมาไปทิ้ง แต่เจียงเหวินซวี่กลับไม่รู้สึกสงสารเลยสักนิด

แต่ทว่า... เมื่อมองดูเหอจือซูเล่นกับลูกแมวสี่ตัว เจียงเหวินซวี่กลับรู้สึกว่าภาพตรงหน้าช่างดูน่ารักและอบอุ่น ทุกอย่างดูสงบสุขไปหมด ในวินาทีนั้น เขาไม่สนใจด้วยซ้ำว่าขนแมวจะติดเสื้อเชิ้ตหรือสูทของเขาหรือเปล่า

ชู้รักจะถูกเขี่ยทิ้งเมื่อไหร่ก็ได้ถ้าทำตัวไม่น่ารัก แต่เจียงเหวินซวี่จะไม่มีวันทำแบบนั้นกับเหอจือซู แม้ว่าเขาจะเบื่อหน่ายชีวิตคู่ที่จืดชืด แต่ผู้ชายที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเขามาตลอดทางคนนี้ คือคนที่ไม่มีใครมาแทนที่ได้ เจียงเหวินซวี่คงจะเข้าใจเรื่องนี้ในไม่ช้าก็เร็ว เพียงแต่ตอนนี้เขายังไม่รู้ตัว... คนเรามักจะมั่นใจในของตายที่ตัวเองครอบครองอยู่ และคิดไปเองในจิตใต้สำนึกว่าสิ่งนั้นเป็นของตน จึงไม่คิดจะใส่ใจดูแลมันมากนัก

หารู้ไม่ว่า... ใจคนคือสิ่งที่เปลี่ยนแปลงง่ายที่สุด โดยเฉพาะในเมื่อเหอจือซูเองก็บังคับใจตัวเองไม่ได้เช่นกัน...

เจียงเหวินซวี่ไม่ชอบพันผ้าพันคอ แต่เหอจือซูกลัวว่าเขาจะหนาว จึงยืนกรานที่จะพันให้ เจียงเหวินซวี่ก้มมองเหอจือซูที่กำลังบรรจงผูกปมผ้าพันคอให้อย่างระมัดระวัง แล้วพูดด้วยรอยยิ้ม

"นายนี่เป็นศรีภรรยาและแม่ผู้แสนดีจริง ๆ เลยนะ"

เหอจือซูกลอกตามองบน ตบผ้าพันคอที่ผูกเสร็จแล้วเบา ๆ "รีบไปทำงานเถอะ"

เจียงเหวินซวี่ยื่นมือมาลูบแก้มตอบๆ ของเหอจือซู แล้วพูดว่า "อยู่บ้านคนเดียวก็กินข้าวให้เยอะ ๆ หน่อยนะ ดูสินายผอมจะแย่อยู่แล้ว ไว้ว่าง ๆ ฉัจะพานายไปตรวจร่างกายนะ"

สรรพสิ่งในโลกล้วนเปลี่ยนแปลงไม่หยุดนิ่งและไม่เคยรอใคร... "ไว้ว่าง ๆ" คือคำสัญญาที่แย่ที่สุด เพราะคนรอมักจะไม่ได้คำตอบ

เหอจือซูหลุบตาลง ตอบรับอย่างว่าง่าย แล้วมองส่งเจียงเหวินซวี่เดินจากไป เขาจ้องมองแผ่นหลังที่ห่างออกไป ร่างนั้นยังคงสูงสง่าและผ่าเผย ความรู้สึกบางอย่างเอ่อล้นขึ้นมาในอก เมื่อคุณรักใครสักคน คุณจะรู้สึกว่าเขาเดินไม่เหมือนใคร ช่างดูสง่างามและโดดเด่น... แม้ว่าคนคนนั้น... จะไม่เคยหันหลังกลับมามองเลยก็ตาม

เหอจือซูปิดประตู นั่งลงที่โต๊ะ แล้วกินโจ๊กข้าวฟ่างที่เย็นชืดไปแล้วครึ่งชาม

เจียงเหวินซวี่แทบไม่โทรหาเหอจือซูเลยระหว่างไปดูงาน บางทีเขาอาจจะยุ่งจริง ๆ หรือแค่มันไม่สะดวกที่จะโทร เหอจือซูไม่เคยตรวจสอบว่าเขาทำงานยุ่งจริงไหม เขาคิดว่ามีแต่คนใจแคบเท่านั้นที่จะทำเรื่องแบบนั้น มันเป็นการรบกวนและลดเกียรติของตัวเอง อีกอย่าง... ถ้าคนมันจะนอกใจ ต่อให้ตามจิกแค่ไหนก็กันไม่ได้หรอก

หลังทำคีโมรอบนี้ เหอจือซูไม่มีอาการข้างเคียงที่รุนแรงมากนัก ผมของเขายังไม่ร่วงเยอะอย่างที่คิด แต่เขาก็ไม่กล้าประมาท เขารู้ดีว่าเมื่อตัดสินใจรักษาแล้ว คีโมเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เขาต้องเผื่อใจไว้สำหรับผลลัพธ์ที่เลวร้ายที่สุดเสมอ... ซึ่งความจริงแล้ว เขาเองก็ไม่ได้แคร์ผลลัพธ์มากนักหรอก

อ้ายจื่ออวี้ใส่ใจเหอจือซูมากกว่าที่เคย เขาโทรหาจือซูบ่อยกว่าเจียงเหวินซวี่เสียอีก บางครั้งเหอจือซูก็นึกขำขณะรับสายพลางเล่นกับลูกแมวไปด้วย "คุยโทรศัพท์เวลางานแบบนี้ ไม่โดนหักเงินเดือนเหรอครับคุณหมอ?"

อ้ายจื่ออวี้ตอบติดตลกกลับมา "ผมกำลังดูแลสุขภาพจิตคนไข้อยู่นะครับ มีอะไรผิดตรงไหน?"

เหอจือซูค่อย ๆ ค้นพบว่า ภายใต้ใบหน้าที่แสร้งทำเป็นเคร่งขรึมของหมออ้าย เขาเป็นคนตลกและน่าสนใจมากเมื่อได้สนิทสนมด้วย เขาเป็นคนโผงผางคิดอะไรก็พูดอย่างนั้น เปรียบเหมือน "หมาป่าตัวโต" ที่ดูน่าเกรงขามและดุดันเมื่อมองจากระยะไกล แต่พอได้คุ้นเคยแล้ว กลับกลายเป็นหมาขี้อ้อนและแสนเชื่อง

เหอจือซูเกาคอลูกแมวเล่น พลางคิดในใจว่า... เสียมารยาทจริง ๆ ที่เอาคุณหมอไปเปรียบเทียบกับหมาตัวโตแบบนั้น

จบบทที่ บทที่ 19: ศรีภรรยาและแม่ผู้แสนดี

คัดลอกลิงก์แล้ว