เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 2: เกี๊ยวน้ำหนึ่งชาม

บทที่ 2: เกี๊ยวน้ำหนึ่งชาม

บทที่ 2: เกี๊ยวน้ำหนึ่งชาม


เหอจือซูนอนไม่ค่อยหลับ เขาตื่นขึ้นมาแต่เช้าตรู่ และกลืนยาเม็ดหลากสีลงคอด้วยน้ำต้มสุกเย็นชืดที่วางทิ้งไว้ข้ามคืนอย่างชำนาญราวกับเป็นเรื่องปกติ ภายในห้องน้ำ เขายืนอยู่หน้ากระจก เงาสะท้อนในนั้นปรากฏร่างของชายหนุ่มใบหน้าซีดเผือด ไร้ชีวิตชีวา พร้อมด้วยแววตาที่หม่นหมอง

เหอจือซูกวักน้ำเย็นล้างหน้า จากนั้นจึงรื้อเสื้อขนเป็ดตัวหนาเตอะที่ก้นกระเป๋าเดินทางออกมาสวมใส่เพื่อห่อหุ้มร่างกาย

จังหวะที่กำลังจะก้าวออกจากบ้าน โทรศัพท์มือถือของเขาก็ดังขึ้น เขาต้องผิดหวังอีกครั้ง... มันไม่ใช่สายจากผู้ชายคนที่เขากำลังรอคอย แต่เป็นสายจากคุณหมอที่โทรมาแนะนำให้เขารีบเข้ารับการรักษาโดยเร็วที่สุด เหอจือซูตอบกลับด้วยน้ำเสียงติดรอยยิ้มอ่อนโยนตามนิสัย "ขอบคุณครับคุณหมอ ผมขอเก็บไปคิดดูก่อนนะครับ"

ฟ้ายังสางไม่เต็มที่ ยังไม่แปดโมงเช้าด้วยซ้ำ หิมะคงตกมาตลอดทั้งคืนและไม่มีใครรู้ว่าจะหยุดเมื่อไหร่ เหอจือซูเดินฝ่าหิมะเป็นเวลากว่าครึ่งชั่วโมงเพื่อไปยังร้านเกี๊ยวข้างทางที่เขาห่างหายไปนาน

พ่อค้ากำลังจะเก็บร้านเพื่อปิดรอบเช้า แต่ทันทีที่เห็นเหอจือซู เขาก็ทักทายด้วยรอยยิ้ม "ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ!"

เหอจือซูนั่งลงที่โต๊ะแล้วยิ้มตอบ "ตั้งแต่ย้ายบ้านไป ผมก็ชักจะขี้เกียจตัวเป็นขนน่ะครับ"

ภรรยาเจ้าของร้านเดินมาเติมน้ำร้อนใส่ถ้วยให้ พลางลอบมองเหอจือซูด้วยความเป็นห่วง "งานยุ่งมากแน่ ๆ ดูคุณสิ... ผอมจนจะปลิวอยู่แล้ว!"

เหอจือซูได้แต่ยิ้มรับโดยไม่พูดอะไร ความจริงเขาไม่ได้ยุ่งเลย สุขภาพที่พังทลายลงเป็นเพราะมีเรื่องหนักอึ้งสุมอยู่ในอกมากเกินไปต่างหาก

เกี๊ยวน้ำหนึ่งชาม... เหอจือซูก้มหน้าลง ใช้ช้อนค่อย ๆ กดสาหร่ายที่ลอยอยู่ให้จมลงในน้ำซุปร้อน ๆ ไอความร้อนจากน้ำซุปทำเอาขอบตาของเขาชื้นแฉะ ตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา ราคาของที่นี่ไม่เคยเปลี่ยน แต่เพียงแค่กัดไปคำเดียว เขาก็รู้ได้ทันทีว่าตัวเกี๊ยวเล็กลงและปริมาณไส้น้อยกว่าเดิม

...ความรักระหว่างเขาและเจียงเหวินซวี่เองก็เช่นกัน

เหอจือซูไม่มีความอยากอาหารเลย แต่เขาก็ฝืนกินเกี๊ยวจนหมดชาม เขาไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมองใคร เพราะกลัวว่าคนอื่นจะสังเกตเห็นว่านัยน์ตาของเขาเปียกชื้น จู่ ๆ เหอจือซูก็หวนนึกถึงตอนที่เขาเพิ่งมาปักกิ่งเพื่อสร้างเนื้อสร้างตัวกับเจียงเหวินซวี่ ตอนนั้นพวกเขายากจนมาก

มีอยู่วันหนึ่งที่ทั้งสองคนซื้อเกี๊ยวมาแบ่งกันแค่ชามเดียว แต่ต่างฝ่ายต่างเกี่ยงกันกิน เจียงเหวินซวี่ไม่ยอมแตะช้อนเลยจนกระทั่งเหอจือซูยอมแบ่งเกี๊ยวออกเป็นสองส่วนเท่า ๆ กันในที่สุด เขายังจำได้แม่น ในวันนั้นน้ำตาของเจียงเหวินซวี่ร่วงหล่นลงในชามเกี๊ยว และอีกฝ่ายก็พูดเน้นย้ำทีละคำว่า... ชาตินี้ทั้งชาติ เขาจะไม่มีวันทำให้เหอจือซูผิดหวัง

แต่คำสัญญาก็เป็นแค่สิ่งที่... คนพูดไม่คิด แต่คนฟังจำฝังใจ

เหอจือซูคิดว่าเขาคงทนความทรมานจากอาการป่วยไหว แต่สุดท้ายเขาก็อาเจียนอย่างหนักในห้องน้ำสาธารณะ

จะไม่ให้เขากลัวได้อย่างไร? เขากลัวความโดดเดี่ยว กลัวความผิดหวัง และกลัวการต้องเดินไปตามระเบียงยาวเหยียดในโรงพยาบาลเพียงลำพัง เหอจือซูนั่งอยู่ตรงข้ามคุณหมอ ก้มมองกระถางกล้วยไม้ของคุณหมอแซ่ "อ้าย"

คุณหมอแนะนำให้เขารีบรับคีโม ยิ่งเร็วยิ่งดี

เหอจือซูนั่งเงียบกริบ ส่วนคุณหมอก็ไม่เร่งรัด หลังผ่านไปครู่ใหญ่ เหอจือซูก็จัดการกับอารมณ์ตัวเองได้ เขาเงยหน้าขึ้นพร้อมรอยยิ้มจาง ๆ "ผมกลัวความลำบากน่ะครับ... ผมคนเดียวรับมือไม่ไหวหรอก"

"จ่ายยาให้ผมเพิ่มเถอะครับ แล้วผมจะเก็บไปคิดดู" เหอจือซูส่ายหน้าและยิ้มอย่างอ่อนแรง "หมออ้ายครับ ช่วงนี้เลือดกำเดาผมไหลน้อยลง แต่ไข้กลับหนักขึ้น วันก่อนตอนนอนอยู่ที่บ้าน ผมฝันสะลึมสะลือว่าตัวเองกลายเป็นเตาไฟขนาดใหญ่ หัวใจและปอดถูกทอดอยู่ในกระทะร้อน ๆ ผมเกือบคิดว่าจะไม่รอดซะแล้ว"

พอได้ยินแบบนั้น คุณหมอก็หยุดมือที่กำลังเขียนใบสั่งยาทันที เขาเคยเห็นเรื่องราวโศกเศร้าของคนไข้ระยะสุดท้ายมามากมาย รู้ดีถึงคำตัดพ้อต่อโชคชะตาและความอาลัยอาวรณ์ไม่อยากจากโลกนี้ไป แต่เขาไม่เคยเจอคนแบบเหอจือซูมาก่อน... คนที่ถูกห่อหุ้มด้วยความโดดเดี่ยวไปทั้งตัว

"คุณเป็นคนไข้ของผม ผมจะอยู่รักษาคุณเสมอ เรื่องแค่นี้ไม่เท่าไหร่หรอก ชีวิตยังมีความหวังเสมอจริงไหม?" ความจริงแล้วหมออ้ายอายุยังไม่ถึง 30 ด้วยซ้ำ คนส่วนใหญ่มองข้ามอายุของเขาเพราะความสามารถทางการแพทย์ที่โดดเด่น ตอนนี้เขากำลังปลอบใจเหอจือซู น้ำเสียงของเขาผ่อนคลายราวกับเด็กนักเรียนที่กำลังปลอบเพื่อน "ไม่เป็นไรนะ ทนผ่านคืนนี้ไป พรุ่งนี้ฟ้าก็สว่างแล้ว เดี๋ยวเราก็ไปยิงนกตกปลากันได้แล้ว"

เหอจือซูยิ้มออกมาอย่างจริงใจขึ้น แต่ก็ยังยืนยันคำเดิม "ผมจะเก็บไปคิดดูครับ ช่วยจ่ายยาให้ผมเถอะ"

ตอนที่เหอจือซูจะกลับ หมอ "อ้ายจื่ออวี้" คะยั้นคะยอจะให้กระถางกล้วยไม้กับเขา มันเป็นของมีค่าแต่ก็บอบบาง "เวลาอยู่คนเดียวอย่าไปคิดฟุ้งซ่าน หาอะไรทำเข้าไว้ ลองปลูกดอกไม้ดูก็ไม่เลวนะครับ"

เหอจือซูชะงักไปนิดหนึ่งก่อนจะปฏิเสธ "ขอบคุณครับหมอ แต่ผมปลูกต้นไม้ไม่เก่ง... อีกอย่างกล้วยไม้เป็นดอกไม้ที่บอบบางมาก"

"ปลูกดอกไม้ไม่ยากหรอกครับ ผมหวังว่าคุณจะตัดสินใจได้เร็ว ๆ ผมจะได้เริ่มการรักษาให้ ถ้าคุณหายดี คุณก็จะดูแลดอกไม้ของผมได้ดีเหมือนกัน" คุณหมอยิ้มออกมาเล็กน้อยดูไร้เดียงสา ก่อนจะโบกมือลา

ความจริงเหอจือซูไม่ได้คิดแบบนั้น คนที่รักดอกไม้เท่านั้นถึงจะดูแลมันได้ดี ก็เหมือนกับสิ่งที่เขาขาดแคลน... มันไม่ใช่คำปลอบโยนฉาบฉวยจากคนอื่น

แต่... ได้มาครึ่งหนึ่งก็ยังดีกว่าไม่ได้อะไรเลย

เขาจึงรับดอกไม้นั้นมา ขอถุงพลาสติกมาห่อ แล้วซุกมันไว้ในเสื้อโค้ต

ที่โรงพยาบาลไม่มียาวิเศษตามที่หมออ้ายจื่ออวี้ต้องการจะสั่งให้ เหอจือซูไม่ได้กังวลนัก เพราะที่บ้านยังมียาเหลืออยู่บ้าง เขาจึงเดินทางกลับโดยไม่ได้ยาอะไรติดมือมาเลย เขาออกมาข้างนอกนานเกินไปแล้ว ร่างกายของเขากำลังจะพังทลายลง

จบบทที่ บทที่ 2: เกี๊ยวน้ำหนึ่งชาม

คัดลอกลิงก์แล้ว