- หน้าแรก
- สวรรค์ไม่ยุติธรรม เขาเป็นเพียงพรานปลาแต่กำลังข้ามผ่านด่านเคราะห์เซียน
- บทที่ 49 สำนักภายนอกรุกราน
บทที่ 49 สำนักภายนอกรุกราน
บทที่ 49 สำนักภายนอกรุกราน
บนท้องฟ้า เจียงชวนบังคับเรือเหาะมุ่งหน้าไปยังทิศทางของสำนักสุริยันในม่านเมฆอย่างเชื่องช้า
หลังจากจัดการกับเต่าเฒ่าเป็นที่เรียบร้อย เจียงชวนก็เก็บคันเบ็ด เพราะเขาได้รู้จากมันแล้วว่าในน่านน้ำแถบนี้ไม่มีอสูรปลาที่ร้ายกาจอาศัยอยู่เลย
อย่างไรเสีย บริเวณนี้ก็อยู่ใกล้กับตลาดเทียนเมี่ยว หากมีอสูรที่แข็งแกร่งเกินไป โดยเฉพาะเมื่อถึงระดับสองแล้ว พื้นที่น้ำธรรมดาที่เล็กเกินไปย่อมไม่อาจปกปิดไออสูรที่พวกมันปลดปล่อยออกมาได้ตลอดเวลา ซึ่งจะทำให้ผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างฐานและแก่นทองคำในตลาดตรวจพบและออกมาสังหารได้
ส่วนอสูรปลาที่มีระดับการบำเพ็ญไม่สูงนัก ในช่วงสองปีที่ผ่านมาก็ถูกมันจัดการไปเกือบหมดสิ้นแล้ว นี่ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้มันสามารถก้าวกระโดดจากเต่าธรรมดามาสู่ระดับกลางถึงปลายขั้นที่หนึ่งได้ภายในเวลาเพียงสองปี
ดังนั้น เจียงชวนจึงตัดสินใจเก็บคันเบ็ด
ในเมื่อรู้ทั้งรู้ว่าใต้น้ำไม่มีอสูรปลาแล้ว เขายังจะเสียเวลาตกปลาอยู่ที่นี่อีกทำไม?
เปลี่ยนที่!
“จริงสิ เจ้ามีชื่อหรือไม่?”
บนท้องฟ้า แม้เจียงชวนจะกำลังควบคุมเรือเหาะอยู่ แต่เขาก็ยังแบ่งจิตส่วนหนึ่งไปสนทนากับเต่าเฒ่าในมิติส่วนตัว
“เอ๋าป้า!”
เต่าเฒ่าลอยนิ่งอยู่บนผิวน้ำ ร่างกายไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย เมื่อได้ยินคำถามของเจียงชวน มันก็อ้าปากเอ่ยชื่อของตนออกมา
“โอปป้า?”
ด้านนอก พลังเวทที่เจียงชวนใช้ควบคุมเรือเหาะพลันหยุดชะงักไปชั่วขณะ
“ชื่อบ้าบออันใดของเจ้ากัน?”
วินาทีต่อมา เสียงของเจียงชวนก็ดังก้องไปทั่วทั้งมิติส่วนตัว
ทันใดนั้น เต่าเฒ่าก็เกิดความไม่พอใจขึ้นมาเช่นกัน เดิมทีก็มีความขุ่นเคืองอัดแน่นอยู่เต็มอก บัดนี้แม้แต่ชื่อที่ใช้มานับพันปีก็ยังถูกเจียงชวนวิพากษ์วิจารณ์ มันจึงอดไม่ได้ที่จะเงยหน้าขึ้นเอ่ยอย่างหงุดหงิดว่า
“เอ๋าคือแซ่มังกร ป้าคือหนึ่งในนามบรรพบุรุษของข้า ร่างเดิมของข้ามีสายเลือดของป้าเซี่ยอยู่ส่วนหนึ่ง”
“โอ้? ร่างเดิมของเจ้ายังมีสายเลือดของป้าเซี่ยด้วยรึ?”
บัดนี้เจียงชวนรู้สึกประหลาดใจขึ้นมาอย่างแท้จริง
ป้าเซี่ยคือสิ่งใดเขาย่อมรู้ดี มังกรให้กำเนิดเก้าบุตร ป้าเซี่ยคือหนึ่งในนั้น ตามตำนาน ป้าเซี่ยมีรูปร่างคล้ายเต่าและชอบแบกของหนัก มีฟัน พละกำลังมหาศาลสามารถแบกสามขุนเขาห้าเทือกเขาได้ เป็นหนึ่งในสัตว์เทพยุคโบราณ
“หึ! แน่นอน! ข้าคือผู้สืบสายเลือดสัตว์เทพนะ!” เต่าเฒ่าเชิดหัวสูงขึ้นเรื่อย ๆ
แต่วินาทีต่อมา มันก็รู้สึกราวกับว่าหัวของมันถูกอะไรบางอย่างทุบอย่างแรง จนจมลงไปในน้ำ
“พูดจาเหลวไหล! ไม่ต้องพูดว่าจริงหรือไม่ ต่อให้เป็นจริง เจ้าก็มีสายเลือดเพียงส่วนเดียวเท่านั้น อย่าได้มาทำเป็นอวดดีกับข้า!”
พูดจบ เจียงชวนก็เอ่ยขึ้นอีกครั้ง
“ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้าจะตั้งชื่อให้เจ้าใหม่…อืม เจ้าเป็นเต่า ตัวเองก็พูดว่าอะไรป้า ๆ งั้นแบบนี้แล้วกัน ต่อไปเจ้าก็ชื่อเสี่ยวหวังก็แล้วกัน!”
(หมายเหตุ: เสี่ยวหวัง ในที่นี้เป็นการเล่นคำพ้องเสียงกับคำว่า หวังป้า ที่เป็นคำด่า “ไอ้ลูกเต่า”)
ในตอนนี้ ภายในมิติส่วนตัว ใบหน้าของเต่าเฒ่าพลันเขียวคล้ำจนเกือบดำ มันรู้สึกอัดอั้นตันใจอย่างที่สุด!
มันอยากจะโต้เถียง ตอนที่เจียงชวนบอกว่าจะตั้งชื่อให้มันใหม่ มันก็อยากจะคัดค้านแล้ว แต่เมื่อมันพยายามจะอ้าปาก กลับพบว่าปากของมันราวกับถูกอะไรบางอย่างผนึกไว้ อ้าปากไม่ได้แม้แต่น้อย
“ตกลงตามนี้ เสี่ยวหวัง ก็เป็นชื่อที่ดีนี่นา ในเมื่อเจ้าก็ไม่ได้คัดค้านอันใด ข้าเชื่อว่าเจ้าก็คงจะเห็นด้วยและชื่นชอบชื่อนี้เช่นกัน จงจำไว้ จำชื่อนี้ให้ดี ๆ ครั้งต่อไปหากข้าเรียกแล้วเจ้าไม่ขานรับ ข้าจะโยนเจ้าเข้าไปในเตาหลอมแปดทิศเพื่อสำนึกผิด!”
เมื่อเจียงชวนเอ่ยจบ เต่าเฒ่าก็รู้สึกได้ว่าพันธนาการที่ริมฝีปากของมันได้สลายไปแล้ว มันอ้าปากกว้างเตรียมจะโต้เถียงอย่างสุดกำลัง แต่แล้วคำพูดที่จ่ออยู่ริมฝีปากก็พลันถูกกลืนกลับลงไป
เต่าเฒ่าย่อมรู้ดีว่ามิควรต่อกรกับสถานการณ์เช่นนี้ เจ้ามนุษย์สองขาผู้นี้ตั้งใจจะเปลี่ยนชื่อของมันให้ได้ มิเช่นนั้นเมื่อครู่คงไม่สะกดปากของมัน ทั้งยังข่มขู่ว่าจะโยนมันลงเตาหลอมอีก มันได้แต่จำยอมรับชะตากรรมอย่างขมขื่น
“ตูม!”
สิ้นเสียงน้ำแตกกระจาย ร่างของเต่าเฒ่าก็จมดิ่งลงสู่เบื้องล่าง มันจำต้องลงไปสงบสติอารมณ์ในห้วงน้ำลึก…
ด้านนอก มุมปากของเจียงชวนปรากฏรอยยิ้มอย่างชัดเจน เต่าเฒ่าตนนี้ถูกกำราบในเบื้องต้นแล้ว! แม้จะตั้งชื่ออันน่าขันเช่นนี้ให้ มันก็ยังยอมรับ
อันที่จริง เจียงชวนก็มิได้คิดจะหาเรื่องโดยไม่มีเหตุผล เพียงแต่ชื่อของมันนั้นช่างระคายหูเขานัก สองคำว่า ‘เอ๋าป้า’ ในหูของเขากลับกลายเป็น ‘โอปป้า’ ไปเสียได้
และในความทรงจำจากชาติก่อนของเขา คำว่าโอปป้านั้นมักจะเป็นคำที่เหล่าหญิงสาวในดินแดนแห่งหนึ่งใช้เรียกบุรุษที่อายุมากกว่าตนด้วยความสนิทสนม
ในสถานการณ์เช่นนี้ จะให้เขาเรียกเต่าเฒ่าตัวหนึ่งว่าโอปป้าอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันได้อย่างไร
หลังจากบินต่อไปอีกระยะหนึ่ง เจียงชวนก็เห็นทะเลสาบกลางป่าปรากฏขึ้นในเทือกเขาเบื้องหน้า เขาจึงบังคับเรือเหาะให้ร่อนลงทันที
พลังเวทของเขาใกล้จะหมดลงแล้ว จำต้องลงไปนั่งสมาธิเพื่อฟื้นฟูสักหน่อย
อีกทั้งทะเลสาบแห่งนี้ก็ดูกว้างใหญ่หลายร้อยหมู่ เดี๋ยวจะลองหย่อนเหยื่อดูสักคราว่าพอจะมีปลาอยู่บ้างหรือไม่
ในการเดินทางครั้งนี้ เจียงชวนตั้งใจไว้แล้วว่าจะไม่กลับสำนักภายในครึ่งปีอย่างแน่นอน หากจะกลับไป ก็มีเพียงเหตุผลเดียว
นั่นคือเขาไม่อาจตกปลาจากแหล่งน้ำภายนอกได้อีกต่อไปแล้ว เขาจะแอบกลับไปยังบริเวณใกล้เคียงสำนัก แล้วไปตกปลาที่แม่น้ำถามเซียน แต่จะไม่มีทางกลับเข้าสำนักก่อนกำหนดเป็นอันขาด!
ขณะเดียวกัน ในตอนที่เจียงชวนกำลังหาหมายตกปลาแห่งใหม่และเตรียมจะหย่อนเหยื่อนั้นเอง บริเวณนอกค่ายกลของสายแร่หินวิญญาณซึ่งอยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้านแอ่งน้ำดำอันเป็นบ้านเกิดของเขา พลันปรากฏกลุ่มแขกที่ไม่ได้รับเชิญขึ้น
“ที่นี่คือเขตแดนของสำนักสุริยันในม่านเมฆ พวกเจ้าบุกรุกโดยไร้เหตุผล คิดจะเปิดศึกสงครามหรืออย่างไร?”
ณ สายแร่หินวิญญาณแห่งนี้ บัดนี้มีเพียงผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างฐานสองคนของสำนักสุริยันในม่านเมฆคอยเฝ้ารักษาการณ์อยู่
เดิมทีเคยมีผู้บำเพ็ญเพียรระดับแก่นทองคำอยู่หนึ่งคน แต่ครั้งล่าสุดที่บรรพจารย์ของสำนักกำลังจะทะลวงด่าน ค่ายกลใหญ่ของสำนักได้เปิดออก ทำให้ผู้บำเพ็ญเพียรระดับแก่นทองคำที่ประจำอยู่ที่นี่ต้องรีบกลับไปยังสำนักเพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน
แต่ใครเลยจะคาดคิดว่า วันคืนแห่งการขุดแร่อันสงบสุขจะถูกทำลายลงในวันนี้ เมื่อสำนักบำเพ็ญเพียรจากสองเขตปกครองที่อยู่ใกล้เคียงได้ยกพลมาถึงที่นี่พร้อมกัน
ผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างฐานทั้งสองที่เฝ้าอยู่ที่นี่มีสีหน้าเคร่งขรึมอย่างยิ่ง เพราะบัดนี้เบื้องนอกมีผู้บำเพ็ญเพียรระดับแก่นทองคำอยู่หนึ่งคน และระดับสร้างฐานอีกสิบกว่าคน
“ฮ่าฮ่า จะแบ่งแยกเจ้าข้าไปไย พวกเราแปดสำนักในแปดเขตปกครองใกล้เคียงนี้เดิมทีก็เป็นดั่งกิ่งก้านสาขาเดียวกัน พวกเราล้วนสืบสายมาจากท่านเซียนเทียนอวิ๋นมิใช่หรือ!”
เบื้องนอก บรรพจารย์แก่นทองคำผู้นั้นยืนตระหง่านอยู่กลางอากาศ มือไพล่หลัง ปล่อยให้สายลมพัดผ่านจนชายเสื้อคลุมปลิวไสว ดุจดั่งเซียนผู้เหินหาว
ในสายตาของปุถุชน ยอดฝีมือระดับแก่นทองคำนั้นมีพลังอำนาจมหาศาล ไม่ต่างอันใดกับเซียนที่แท้จริง
ผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างฐานทั้งสองของสำนักสุริยันในม่านเมฆที่อยู่ภายในค่ายกลต่างโกรธจนใบหน้าเขียวคล้ำ
ไร้ยางอายสิ้นดี!
ที่กล่าวว่าแปดสำนักในแปดเขตปกครองเป็นหนึ่งเดียวกันนั้น หมายถึงยามที่ต้องเผชิญหน้ากับศัตรูจากภายนอกต่างหาก! ภายในแล้วผู้ใดจะเป็นหนึ่งเดียวกับเจ้ากัน?
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องไม่แบ่งแยกเจ้าข้า! ยามที่สำนักของพวกมันมีของดี เหตุใดจึงไม่เคยเอ่ยคำพูดเช่นนี้ออกมาบ้าง?
“ท่านผู้อาวุโส สายแร่หินวิญญาณแห่งนี้ตั้งอยู่ในเขตปกครองเทียนอวิ๋น อีกทั้งสำนักสุริยันในม่านเมฆของข้าก็มีบรรพจารย์แก่นทองคำอยู่ถึงสองท่าน หวังว่าท่านผู้อาวุโสจะไตร่ตรองให้ดี!”
“ฮ่าฮ่า ข้ารู้!” บรรพจารย์แก่นทองคำผมขาวผู้นั้นโบกมือพลางยิ้ม
“มิต้องกังวลไป ข้ายังไม่ลดตัวไปรังแกพวกเจ้าซึ่งเป็นเพียงผู้น้อยหรอก”
หลังจากหยุดไปชั่วครู่ เขาก็หันไปเอ่ยกับคนเบื้องหลัง
“ทุกคนหาที่นั่งสมาธิพักผ่อนในบริเวณนี้เถิด!”
“ขอรับ!”
“น้อมรับบัญชาอาจารย์อา!”
“น้อมรับบัญชาอาจารย์ปู่!”
เสียงขานรับดังขึ้นจากหลายทิศทาง บ่งบอกว่าผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างฐานที่มาในครานี้มาจากสองสำนักที่แตกต่างกัน
ในเวลาไม่นาน ผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างฐานกว่าสิบคนก็แยกย้ายกันไปอย่างรวดเร็ว พวกเขาอ้อมค่ายกลใหญ่ของสายแร่หินวิญญาณ แล้วหาที่นั่งลงล้อมรอบเอาไว้
ทันใดนั้น ผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างฐานทั้งสองของสำนักสุริยันในม่านเมฆที่อยู่ภายในค่ายกลก็ได้แต่ทอดถอนใจด้วยความขุ่นแค้นและสิ้นหวัง
ด้วยจำนวนของอีกฝ่ายที่มากกว่าถึงเจ็ดแปดเท่าตัว พวกเขาจึงมิอาจต่อกรได้เลย
ยิ่งไปกว่านั้น อีกฝ่ายยังมีบรรพจารย์แก่นทองคำคอยคุมเชิงอยู่อีกด้วย