- หน้าแรก
- ระบบมังกรของฉัน
- บทที่ 22: สัตว์อสูรเงา
บทที่ 22: สัตว์อสูรเงา
บทที่ 22: สัตว์อสูรเงา
ข้ามองไปทางแกรี่ที่ยืนอยู่ทางขวามือ ร่างกายของเขาสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว แต่เมื่อข้ามองมาที่ตัวเอง ข้าก็เห็นว่าดาบในมือข้าก็กำลังสั่นเช่นกัน ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าข้าเองก็กำลังตัวสั่น นี่หรือคือความรู้สึกเมื่อต้องเผชิญหน้ากับสิ่งมีชีวิตที่ระดับห่างชั้นกันราวฟ้ากับเหว? แม้ข้าจะเกลียดที่จะยอมรับมัน แต่สัตว์ร้ายตรงหน้าตัวนี้อยู่คนละระดับกับพวกเราอย่างสิ้นเชิง ต่อให้ใจพร้อมสู้ แต่ร่างกายกลับไม่ตอบสนองเช่นนั้น
อัศวินทั้งสามยืนอยู่ด้านหน้า ในขณะที่ข้ากับแกรี่คอยคุ้มกันรถม้าอยู่ด้านหลัง เหล่าอัศวินยืนนิ่งสนิท มือกระชับอาวุธแน่น รอคอยให้สัตว์ร้ายเริ่มขยับตัว ทว่าผิดคาด สัตว์อสูรเวทตนนั้นไม่ขยับแม้แต่ปลายขน มันยืนนิ่งจ้องมองพวกเราอย่างพินิจพิเคราะห์ จากนั้นมันก็ยกมือขึ้นเล็กน้อยและชี้กรงเล็บมาทางเหล่าอัศวิน
"พวกแกไม่มีวันเอาชนะเงาทมิฬได้ อีกไม่นานพวกเราจะยึดครองแผ่นดินทั้งหมด" เสียงของมันทุ้มต่ำและแหบพร่ายิ่งนัก
"สัตว์อสูรพูดได้..." เบอร์นาร์โดทำหน้าตื่นตะลึงราวกับเพิ่งจับได้ว่าเมียมีชู้ เขาไม่อยากเชื่อสายตาและหูของตัวเอง
เรื่องนี้สร้างความประหลาดใจให้กับทุกคน ณ ที่นั้น โดยปกติแล้วสัตว์อสูรเวทมักพูดไม่ได้ มีน้อยชนิดนักที่จะมีสติปัญญาเพียงพอ สิ่งมีชีวิตอย่างมังกรหรือสัตว์อสูรที่มีลักษณะคล้ายมนุษย์อาจทำได้ แต่ไม่ใช่กับสัตว์อย่างดรอปแบร์ บางทีเงาทมิฬอาจกำลังใช้ร่างของหมีตัวนี้เป็นเพียงภาชนะ
"ภารกิจของพวกแกจะล้มเหลว และคนที่แกรักจะต้องตาย" หมีตัวนั้นกล่าวประโยคนี้ขณะจ้องมองมาที่ ข้า ด้วยแววตาประหลาด แทนที่จะมองไปยังเหล่าอัศวินที่ยืนขวางหน้า
เจ้าหมีเงากระโดดสูงราว 15 ฟุตพุ่งหายเข้าไปในป่า ไร้ซึ่งร่องรอยใดๆ หลงเหลืออยู่
"ทำไมสัตว์อสูรเงาถึงปล่อยพวกเราไป?" เบอร์นาร์โดถามขึ้น
"ข้าคิดว่าพวกมันแค่ต้องการข่มขวัญ พวกมันต้องการสั่นคลอนอาณาจักรและทำให้พวกเราเหนื่อยล้าทางจิตใจ" เดลเบิร์ตตอบ
แกรี่ก้าวเข้าไปหาวิลเฟรด
"บางทีมันอาจจะรู้ว่าสู้ไม่ได้หรือเปล่าครับ?"
"เกรงว่าจะไม่ใช่ หากเป็นราชาดรอปแบร์ทั่วไปเราอาจจัดการมันได้ แต่สายพันธุ์เงาจะแข็งแกร่งกว่ามาก แม้ข้าจะเชื่อว่าเราเอาชนะมันได้ แต่ฝ่ายเราคงต้องมีความสูญเสียเกิดขึ้นแน่" วิลเฟรดตอบกลับ
แกรี่กลืนน้ำลายเอือกใหญ่เมื่อคิดภาพการต่อสู้กับหมีตัวนั้น
เบอร์นาร์โดเดินเข้ามาและกระซิบข้างหูวิลเฟรด
"ดูเหมือนมันจะรู้เรื่องภารกิจของเรา บางทีอาจมีหนอนบ่อนไส้ในสถาบัน"
วิลเฟรดไม่ตอบอะไร แต่สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความกังวล
เดลเบิร์ตพูดแทรกขึ้นมา
"พวกมันเฝ้าดูเราตั้งแต่ออกจากโรงเตี๊ยม บางทีการโจมตีนักผจญภัยพวกนั้นอาจเป็นแผนล่อให้เรามาทางนี้ ข้าไม่คิดว่าเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องบังเอิญ ข้ารู้อยู่แล้วว่าไอ้เด็กหัวแดงนี่จะนำความซวยมาให้"
ข้ามองไปทางเดลเบิร์ตพร้อมส่งยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา
"ข้านึกว่าท่านไม่เชื่อเรื่องตำนานปรัมปราเสียอีก หรือท่านเลือกที่จะเชื่อเฉพาะตอนที่มันเข้าทางท่านกันแน่ ช่างสมเป็นยอดอัศวินเสียจริง"
เดลเบิร์ตก้าวเข้ามาหาข้า เตรียมจะสั่งสอนข้าอีกสักรอบ แต่คราวนี้วิลเฟรดเข้ามาห้ามไว้ได้ทัน
วิลเฟรดมองมาที่ข้าและแกรี่ เขาเห็นว่าตัวของแกรี่เปรอะเปื้อนไปด้วยเลือด
"พวกเจ้าสองคนสู้ได้ดี ข้าแปลกใจมาก คนส่วนใหญ่อาจยืนตัวแข็งทื่อถ้าตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน แต่พวกเจ้ากลับจัดการดรอปแบร์ได้ ข้าภูมิใจในตัวพวกเจ้าทั้งคู่"
เดลเบิร์ตแค่นเสียง "ก็แค่สัตว์อสูรระดับพื้นฐาน ตอนข้าอายุเท่าพวกมัน ข้าทำได้ดีกว่านี้เยอะ"
ตอนที่ข้ากำจัดดรอปแบร์ ข้าได้รับการแจ้งเตือนจากระบบอีกครั้ง
[ท่านได้รับผลึกอสูรระดับพื้นฐาน]
เรื่องนี้ทำให้ข้าประหลาดใจเพราะข้าไม่เห็นมันมาสักพักแล้ว ตอนที่ข้าล่าสัตว์อสูรในป่าทมิฬเพื่อเตรียมตัวสอบ หลังจากได้ผลึกสามชิ้นจากหมาป่า ดูเหมือนข้าจะหยุดได้รับมันไม่ว่าจะฆ่าไปกี่ตัวก็ตาม เช่นเดียวกับพวกลิงคลั่ง บางทีอาจมีขีดจำกัดจำนวนผลึกที่ได้รับจากสัตว์อสูรแต่ละชนิด
ข้าตัดสินใจเก็บผลึกไว้ก่อนและซ่อนเรื่องนี้จากคนอื่น ข้ายังไม่รู้ว่าระบบนี้เป็นความสามารถพิเศษเฉพาะตัวของข้า หรือเป็นสิ่งที่มนุษย์คนอื่นก็มีเหมือนกัน สิ่งเดียวที่ข้าไม่อยากเป็น คือการกลายเป็นหนูทดลองของพวกมนุษย์
อีกความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาเกี่ยวกับสัตว์อสูรเงา ทำไมดูเหมือนมันจ้องมองมาที่ข้าโดยตรง? มันสัมผัสถึงบางอย่างในตัวข้าได้ หรือมันเกี่ยวข้องกับภารกิจที่อัศวินพวกนี้กำลังทำอยู่?
ก่อนที่เราจะออกเดินทางต่อ วิลเฟรดเข้ามาหาข้าและแกรี่ กำชับว่าห้ามบอกใครเรื่องสัตว์อสูรเงา เขาไม่ได้บอกเหตุผล แต่ให้พวกเราสาบานว่าจะไม่แพร่งพรายให้ใครรู้เด็ดขาด
หลังจากนั้น กลุ่มของเราก็ไม่รอช้า รีบขึ้นม้าและมุ่งหน้าสู่เมืองเรนนี่ เส้นทางต่อจากนี้ราบรื่นและเราไม่เจอปัญหาใดๆ อีก ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา เหล่าอัศวินก็แจ้งว่าเรามาถึงจุดหมายแล้ว
เรามาถึงประตูเมืองเรนนี่ ซึ่งล้อมรอบด้วยกำแพงหินสูงเสียดฟ้าราว 20 ฟุต มีทหารและอัศวินจำนวนมากประจำการอยู่ด้านนอกและบนกำแพง มันดูน่าประทับใจมากสำหรับเมืองระดับนี้ มันมีระดับการป้องกันเทียบเท่ากับเมืองใหญ่ๆ เลยทีเดียว
"ทำไมถึงมียามเยอะขนาดนี้ครับ?" ข้าถามวิลเฟรด
"เมืองเรนนี่เป็นฐานที่มั่นสำคัญของพวกเรา เราต้องปกป้องอนาคตของอาณาจักร หากไม่มีเมืองเรนนี่ ก็จะไม่มีใครคอยปกป้องเราในภายภาคหน้า เจ้าอาจพูดได้ว่าเมืองเรนนี่สำคัญยิ่งกว่าเมืองใหญ่บางเมืองของอาณาจักรอัลลัวร์เสียอีก"
"ท่านบอกว่าเราอยู่ไกลจากชายแดนไม่ใช่หรือ?"
"แม้สัตว์อสูรเงาอาจจะไม่ปรากฏตัวที่นี่ หรืออาจมีหลุดรอดมาบ้างประปราย แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่มีทหารยามมากมายขนาดนี้ เหตุผลที่แท้จริงคือ 'กิลด์มืด' ต่างหาก"
"กิลด์มืด?"
แกรี่ที่นั่งอยู่ข้างข้าดูเหมือนจะสนใจหัวข้อนี้
"ข้าเคยได้ยินชื่อกิลด์มืด พวกมันคือกลุ่มคนที่ปรารถนาจะเห็นการล่มสลายของอาณาจักรอัลลัวร์ หัวหน้าของพวกมันเคยเป็นสมาชิกสภาของสถาบันอวรีออนจนกระทั่งถูกเนรเทศ"
แกรี่พูดด้วยสีหน้ากระหยิ่มยิ้มย่อง ช่างดูเป็นเด็กน้อยเหลือเกินที่ทำท่าทางแบบนี้ ราวกับว่ามีการแข่งขันกันระหว่างเราสองคน
"ทำไมเขาถึงถูกเนรเทศล่ะ?" ข้าถาม
"ใจเย็นๆ เจ้าหนู พวกเจ้าจะได้เรียนรู้เรื่องทั้งหมดนี้ในการเรียนต่อจากนี้ มองไปที่เมืองข้างหน้านั่นสิ พวกเจ้าจะต้องใช้เวลาสิบปีต่อจากนี้ที่นั่น ศึกษาทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อที่จะเป็นอัศวิน"