- หน้าแรก
- เซียนหญิงเจ้าของไร่วิญญาณ
- บทที่ 17 - หมาจนตรอก
บทที่ 17 - หมาจนตรอก
บทที่ 17 - หมาจนตรอก
คล้ายจะได้ยินเสียงของเฉินจิ่นซู วิหคภูเขาหยินหลับตาส่งเสียงร้อง 'จิ๊บ' เบาๆ อย่างอ่อนแรง
"สหายเต๋า ไม่ทราบว่าวิหคภูเขาหยินตัวนี้รักษาอย่างไรเจ้าคะ"
เฉินจิ่นซูไม่เคยเรียนวิชาแพทย์ แต่ดูอาการของวิหคภูเขาหยินในตอนนี้ไม่สู้ดีนัก
"มันบาดเจ็บสาหัส แต่สัตว์วิญญาณระดับต่ำเช่นนี้ ป้อนโอสถรักษาอาการบาดเจ็บสักเม็ดก็รักษาชีวิตไว้ได้แล้ว แต่ถ้าอยากให้หายดีต้องดูแลพักฟื้นให้ดี" เด็กหนุ่มสำนักบัญชาสัตว์มองวิหคภูเขาหยินแวบหนึ่ง แล้วกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ
"ขอบคุณเจ้าค่ะ" เฉินจิ่นซูพยักหน้า หยิบโอสถรักษาอาการบาดเจ็บออกมาจากถุงสมบัติ ป้อนให้วิหคภูเขาหยิน
เพียงไม่กี่อึดใจ อาการของวิหคภูเขาหยินก็ดีขึ้นเล็กน้อย
"แม่นาง ท่านจะเอาวิหคภูเขาหยินที่บาดเจ็บสาหัสไปทำไม มิสู้ซื้อวิหคเพลิงไปสักตัว ยังช่วยต่อสู้ได้ด้วยนะ" เด็กหนุ่มเห็นดังนั้นก็เสนอขายอย่างกระตือรือร้น
"ไม่ล่ะเจ้าค่ะ แค่ตัวนี้ก็พอแล้ว"
เฉินจิ่นซูปฏิเสธเสียงเบา ในเมื่อนางตัดสินใจเลี้ยงวิหคภูเขาหยินแล้ว ก็ไม่อยากเลี้ยงตัวอื่นเพิ่ม
นางเป็นคนรักเดียวใจเดียว
"รับโอสถเลี้ยงวิญญาณไหมขอรับ ใช้สำหรับเลี้ยงสัตว์วิญญาณโดยเฉพาะ เป็นสูตรลับของสำนักบัญชาสัตว์เชียวนะ"
เฉินจิ่นซูส่ายหน้า หันหลังเดินจากไป แววตาเด็กหนุ่มฉายแววผิดหวัง
นางเคยได้ยินมาว่าโอสถเลี้ยงวิญญาณมีส่วนผสมที่ทำให้สติปัญญาของสัตว์วิญญาณลดลง แม้ไม่รู้ว่าจริงเท็จประการใด แต่นางก็ไม่อยากเสี่ยง
จากนั้นนางไปที่โรงน้ำชา สั่งชาวิญญาณมาหนึ่งกา พลางตรวจดูอาการของวิหคภูเขาหยิน
ครู่ต่อมา ฤทธิ์ยาเริ่มทำงาน อาการของวิหคภูเขาหยินเริ่มคงที่ นางยกมือขึ้นใช้วิชาคืนวสันต์รักษาบาดแผล
แม้วิชาคืนวสันต์ของนางจะเพิ่งเริ่มฝึกฝน แต่ก็พอจะบรรเทาความเจ็บปวดได้บ้าง
เมื่อพลังปราณสีเขียวไหลรินเข้าสู่บาดแผล นกน้อยที่เคยร่อแร่ก็เริ่มมีชีวิตชีวาขึ้นมาบ้าง นอนหลับปุ๋ยอยู่ในมือของนาง
เฉินจิ่นซูเห็นแล้วยิ้มบางๆ ใช้วิชาทำความสะอาดอีกสองสามครั้ง คราบน้ำผลไม้สีแดงที่ติดอยู่บนขนของวิหคภูเขาหยินก็หายไป
"ขนสีดำก็สวยดีเหมือนกันนี่นา" นางลูบขนสีดำที่หลุดร่วงไปบ้างเบาๆ แล้วยกถ้วยชาขึ้นจิบ
...
สองชั่วยามผ่านไป เฉินจิ่นซูเดินทอดน่องมาถึงทางเข้าตลาด ก็พบว่าเฉินไหวหยางและคนอื่นๆ มารวมตัวกันครบแล้ว
"ยังขาดอีกสองคน รอสักครู่"
เฉินไหวหยางเห็นนางมาก็เอ่ยขึ้น พลันนึกอะไรขึ้นได้ก็ขมวดคิ้วถาม "จิ่นซู เจ้าพอจะรู้เรื่องที่เกิดขึ้นในโซนแผงลอยไหม"
เฉินจิ่นซูครุ่นคิดครู่หนึ่ง แล้วเล่าเหตุการณ์คร่าวๆ ให้ลุงสามฟัง "มีสตรีตระกูลเฉินนางหนึ่งลงมือในตลาดโดยพลการ แถมยังแอบอ้างว่าเป็นคู่หมั้นบุตรชายสายตรงตระกูลหลิน เลยถูกผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานที่ดูแลตลาดจัดการเจ้าค่ะ..."
แน่นอนว่านางละเว้นรายละเอียดเกี่ยวกับตัวนางเองไปหลายส่วน
เรื่องรูปลักษณ์ที่เปลี่ยนไปของนาง ยิ่งคนรู้น้อยยิ่งดี
"เช่นนี้เอง สตรีนางนั้นห้ามเข้าไปช่วยเหลือเด็ดขาด มิเช่นนั้นจะนำภัยมาสู่ตระกูล"
เฉินไหวหยางได้ยินก็เข้าใจทันที ถอนหายใจเบาๆ พลางกำชับ
เรื่องเฉินจิ่นลี่ถูกลากตัวออกจากตลาดเป็นเรื่องใหญ่ เขาจะไม่รู้ได้อย่างไร
เพียงแต่ก่อนจะตรวจสอบให้แน่ชัด เขาจะไม่ทำอะไรที่อาจนำหายนะมาสู่ตระกูล
ก่อนหน้านี้ก็ได้ยินเกษตรกรที่ไปซื้อของพูดถึงระหว่างทาง แต่ข่าวลือต้องยืนยันหลายครั้งจึงจะเชื่อถือได้
เฉินจิ่นซูฟังแล้วเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้า
แค่นางปฏิเสธการแต่งงานก็ทำให้ท่านประมุขไม่พอใจ ถึงขั้นยกนางเป็นตัวอย่างให้สตรีคนอื่นดู แทบจะกลายเป็นตัวตลก
เฉินอู๋ซื่อแม้จะไม่พูด แต่นางก็รู้ว่าเรื่องปฏิเสธการแต่งงานต้องส่งผลกระทบต่อมารดาและอารองไม่มากก็น้อย
ชื่อเสียงของบ้านนางยิ่งแย่ลงไปอีก
เฉินจิ่นลี่ตอนนี้ถูกทำลายวรยุทธ์ แถมยังไปล่วงเกินตระกูลหลิน หมดสิ้นประโยชน์ไปแล้ว ย่อมต้องกลายเป็นสุนัขจนตรอก
จุดจบคงน่าเวทนากว่านางเสียอีก แน่นอนว่านี่เป็นผลกรรมที่เฉินจิ่นลี่ก่อตัวเอง
คิดว่าได้ตำแหน่งคู่หมั้นบุตรชายสายตรงตระกูลหลินแล้วจะวิเศษวิโส ความจริงก็แค่หัวโขน ตระกูลหลินจะทิ้งเมื่อไรก็ได้ ตระกูลเฉินก็เปลี่ยนตัวคนได้ทุกเมื่อ ขอแค่ผลประโยชน์ลงตัว สตรีตระกูลเฉินก็ไม่ต่างจากสินค้า
สองเค่อผ่านไปอย่างรวดเร็ว เกษตรกรวิญญาณสองคนสุดท้ายก็เดินออกมาจากตลาด
เมื่อออกจากตลาด เสียงเอะอะโวยวายเบื้องหน้าก็ดึงดูดความสนใจของกลุ่มเฉินจิ่นซู
เห็นเพียงบนพื้นหน้าทางเข้าตลาดมีสตรีนางหนึ่งใบหน้าเปรอะเปื้อนเลือดนอนอยู่ ผมเผ้ายุ่งเหยิง เสื้อผ้าขาดวิ่น นั่นคือเฉินจิ่นลี่
ผู้ฝึกตนอิสระหลายคนกำลังแย่งถุงสมบัติของนาง เฉินจิ่นลี่กอดไว้แน่นไม่ยอมปล่อย จึงถูกซ้อมจนหัวร้างข้างแตก
"เอาถุงสมบัติคืนมานะ" เฉินจิ่นลี่ตะโกนสุดเสียง แทบจะขาดใจ
"นังสารเลว เจ้าเป็นคนธรรมดาแล้วจะเก็บถุงสมบัติไว้ทำไม ยกให้พวกพี่ชายเถอะ"
"ข้ายังมีรากปราณ ข้ายังฝึกตนได้"
เฉินจิ่นลี่ส่ายหน้าอย่างบ้าคลั่ง ปฏิเสธความจริงอย่างรุนแรง
"ฮ่าๆ จุดตันเถียนแตกแล้วยังคิดจะฝึกตนอีก ฝันกลางวันชัดๆ"
"ท่านผู้อาวุโส พวกเราจะ..." เกษตรกรวิญญาณตระกูลเฉินคนหนึ่งเห็นดังนั้นก็ทนดูไม่ได้ หันไปมองเฉินไหวหยางอย่างกล้าๆ กลัวๆ
ทว่าเมื่อเจอกับสายตาเย็นชาดุดันของเฉินไหวหยาง ก็รีบหุบปากเงียบ
คนอื่นๆ เห็นดังนั้นต่างพากันเงียบกริบ
เฉินไหวหยางกวาดสายตามองสภาพน่าเวทนาของเฉินจิ่นลี่อย่างรวดเร็ว ไม่หยุดรอแม้แต่น้อย เรียกเรือเหาะวิญญาณออกมาทันที
"ห้ามดู ขึ้นเรือเดี๋ยวนี้"
เฉินจิ่นซูได้ยินก็รีบกระโดดขึ้นเรือ
นางตอนนี้เอาตัวเองให้รอดยังยาก ไม่มีกำลังและกะจิตกะใจจะไปเห็นใจเฉินจิ่นลี่ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการช่วยเหลือ
"ก็แค่กรรมตามสนอง ทำชั่วได้ชั่วเท่านั้น"
หากไม่ใช่เพราะมีคนตระกูลเฉินอยู่ด้วย นางอาจจะเข้าไปสังหารนางด้วยมือตัวเองเสียด้วยซ้ำ
คนในตระกูลฆ่ากันเองผิดกฎตระกูล นางไม่คิดจะหาเรื่องใส่ตัว
...
หนึ่งชั่วยามต่อมา เฉินจิ่นซูและคณะก็เดินทางกลับถึงเขาอินทรีวิญญาณโดยสวัสดิภาพ
ต้องขอบคุณเฉินไหวหยางผู้ฝึกตนขอบเขตกลั่นลมปราณชั้นเก้า ผู้ฝึกตนอิสระที่เจอระหว่างทางไม่กล้าแม้แต่จะหยุดมอง
เวลานี้เป็นยามโหย่ว ดวงอาทิตย์ในฤดูหนาวตกเร็ว ตะวันคล้อยต่ำ ขอบฟ้าไกลเริ่มมืดสลัว
เฉินจิ่นซูลงจากเรือเหาะแล้วรีบกลับเรือนเหมย
นางนำวิหคภูเขาหยินออกจากถุงสัตว์วิญญาณ จัดที่ทางให้เรียบร้อย แล้วใช้จิตสำนึกเข้าไปในมิติเรือนเพาะชำ
นางพลิกมือหยิบกระท่อมไม้ไผ่ออกมา ถ่ายเทพลังปราณเข้าไป กระท่อมไม้ไผ่ขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว ครอบครองพื้นที่ไปครึ่งหมู่
"คราวนี้ในมิติก็มีที่พักแล้ว"
นางมองกระท่อมไม้ไผ่สีเขียวมรกตด้วยรอยยิ้ม
กระท่อมไม้ไผ่นี้เป็นอุปกรณ์วิญญาณเคลื่อนที่ราคาประหยัดที่นางซื้อมาในราคายี่สิบก้อนหินวิญญาณ
เทียบกับหอเก๋งราคาแพง กระท่อมไม้ไผ่เข้ากับบรรยากาศในมิติมากกว่า
จากนั้นนางไปที่นาวิญญาณสามหมู่ ปลูกต้นกล้าบัวหิมะที่ได้จากชาวสวนตระกูลหวังไว้ที่มุมหนึ่ง
หลังร่ายวิชาฝนทิพย์ ต้นกล้าบัวหิมะที่แห้งเหี่ยวก็เริ่มมีชีวิตชีวาขึ้น
แต่นางสงสัยว่า นาวิญญาณสวนผลไม้ตระกูลหวังความอุดมสมบูรณ์ไม่น่าจะแย่ เหตุใดต้นกล้าถึงได้แห้งเหี่ยวเพียงนี้
ดูเหมือนขาดสารอาหาร หรือไม่ก็เป็นโรค
นางจึงแยกปลูกต้นกล้าบัวหิมะเหล่านี้ให้ห่างจากสมุนไพรอื่น
"ไม่รู้ว่าในมิติจะปลูกรอดไหมนะ"
นางพึมพำ แล้วใช้วิชาคืนวสันต์ใส่ต้นบัวหิมะ หวังว่าจะช่วยได้บ้าง
จากนั้นนางนำต้นกล้าท้อวิญญาณไม้สองต้นไปปลูกที่ที่ว่างข้างกระท่อมไม้ไผ่
...
พริบตาเดียวสามวันก็ผ่านไป เฉินจิ่นซูได้รับจดหมายจากมารดาผ่านทางลุงสาม
ตระกูลอยู่ที่ภูเขาหนิงอวี้ ห่างจากเขาอินทรีวิญญาณหลายพันลี้ ระยะทางไกลเกินกว่ายันต์สื่อสารและป้ายสื่อสารจะส่งถึง
จึงมักใช้นกพิราบสื่อสารเป็นเครื่องมือ
นกพิราบสื่อสารตัวเล็ก ความเร็วสูง บินวูบเดียวก็หายลับ โดยปกติส่งเช้า บ่ายก็ถึงในระยะสองพันลี้ เป็นสัตว์วิญญาณสื่อสารที่หลายตระกูลนิยมเลี้ยง
เขาอินทรีวิญญาณเลี้ยงไว้ห้าหกตัว เพื่อใช้ส่งข่าวโดยเฉพาะ
ทว่าเฉินจิ่นซูอ่านจดหมายได้เพียงครู่เดียว คิ้วงามก็ขมวดเข้าหากัน
มารดาส่งจดหมายมาเพื่อไต่ถามสารทุกข์สุกดิบ และตักเตือน
เฉินจิ่นลี่เดิมทีเป็นคู่หมั้นบุตรชายสายตรงตระกูลหลิน แต่กลับก่อเรื่องขายหน้า ทำให้ตระกูลหลินไม่พอใจอย่างมาก เรียกร้องให้ตระกูลเฉินชดเชย จัดหาคู่หมั้นที่งดงามและพรสวรรค์ดีกว่าเดิมมาแทน
ดังนั้นเบื้องบนตระกูลเฉินจึงลงมติไล่ครอบครัวเฉินจิ่นลี่ออกจากตระกูล ตัดขาดความสัมพันธ์ พร้อมทั้งเพิ่มของรางวัล ประกาศหาสตรีในตระกูลไปแต่งงานแทน
บิดาของนางเฉินเหวินซานมีบุตรสาวเพียงคนเดียว ตอนนี้บุตรสาวถูกทำลายวรยุทธ์ ทั้งครอบครัวถูกขับไล่ หมดสถานะศิษย์ตระกูล วันหน้าการฝึกตนย่อมยากลำบาก
ไม่แน่ว่าอาจหันคมหอกมาที่นาง เฉินอู๋ซื่อจึงเตือนนางว่า ก่อนจะเข้าสำนักเสวียนหมิง ห้ามออกจากเขาอินทรีวิญญาณเพียงลำพัง
"เฉินจิ่นลี่หาเรื่องใส่ตัวแท้ๆ ไฉนถึงมาลงที่ข้าเล่า" เฉินจิ่นซูหน้าบึ้งตึง ความโกรธพุ่งพล่าน
วันหน้าจะออกไปไหน คงต้องติดตามขบวนของลุงสามไปเท่านั้นเสียแล้ว
[จบแล้ว]