- หน้าแรก
- ระบบสังหารไร้เทียมทาน
- บทที่ 9 มู่หานเยียน
บทที่ 9 มู่หานเยียน
บทที่ 9 มู่หานเยียน
บทที่ 9
หญิงสาวในยามนี้รู้สึกกระอักกระอ่วนใจอยู่ไม่น้อย นางเคยเข้าใจผิดคิดว่าเย่เฉินมีเจตนาไม่ดีต่อนาง จึงได้แสดงท่าทีเย็นชาหยาบคายออกไป
แต่ผลกลับปรากฏว่า เย่เฉินหาได้มีความคิดจะฉวยโอกาสแต่อย่างใด ตรงกันข้ามกลับเป็นนางเองที่ใช้ใจคนหยาบช้าคิดร้ายต่อบุรุษผู้มีใจคุณธรรมเสียแล้ว
แม้จะรู้สึกละอายอยู่ในใจ แต่ก็อดประหลาดใจไม่ไดแม้เย่เฉินจะเป็นเพียงนักรบชั้นเก้า
แต่ระดับความบริสุทธิ์ของพลังหยางแท้ที่เขาถ่ายเข้าในกาย กลับใกล้เคียงกับพลัง “ปราณแท้” ของยอดฝีมือระดับสูงเลยทีเดียว
อีกทั้งการถ่ายเทพลังหยางจำนวนมากเพียงพริบตาเดียวก็ทำให้ใบหน้าเย่เฉินซีดเซียว
ลงไม่น้อย ทว่าทันทีที่เห็นใบหน้าหญิงสาวคลายจากความเจ็บปวดลง สีหน้าของเขาก็แปรเปลี่ยนเป็นยินดีทันที “แม่นาง เจ้ารู้สึกดีขึ้นบ้างหรือไม่?”
“ข้ารู้สึกดีขึ้นมากจริง ๆ ขอบคุณท่านมากนะ” หญิงสาวคลี่ยิ้มตอบกลับ รอยยิ้มของนางช่างงดงามราวดอกเหมยแรกแย้ม เย่เฉินเห็นแล้วถึงกับตะลึงไปชั่วขณะ
ครั้งนี้นางกลับไม่โกรธเขา หากแต่เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “ว่าแต่ ท่านมีนามว่าอะไรหรือ?”
“ข้าแซ่เย่ ชื่อเฉินใบไม้หนึ่งใบ ฝุ่นธุลีหนึ่งเม็ด” เย่เฉินเอ่ยตอบ
หญิงสาวพยักหน้าเล็กน้อย แล้วจึงกล่าว “อืม ข้าชื่อ มู่หานเยียน”
เย่เฉินพลันนึกถึงเจ้าอสูรพิษนอกถ้ำ จึงรีบถามออกไปว่า “แม่นางหานเยียนเจ้าได้รับพิษร้ายขนาดนี้ หรือว่าเป็นเพราะถูกพิษของอสูร ‘อสรพิษเพลิงมรกต ’ ข้างนอกเล่นงานเอาหรือ?”
มู่หานเยียนพยักหน้าช้า ๆ แล้วกล่าว “ท่านคิดไม่ผิด แต่มันหาใช่คู่ประมือของข้าไม่ ข้าเองต่างหากที่ประมาทเกินไป ขณะประมือกับมัน พลั้งเผลอให้เขี้ยวพิษของมันครูดผิวไปเพียงเล็กน้อย ตอนนั้นข้าก็หาได้ใส่ใจนัก มุ่งมั่นแต่จะกำราบมันให้จงได้
ไม่คาดคิดว่าขณะต่อสู้ พิษกลับแทรกซึมลึกเข้าไปทั่วร่าง โชคยังดีที่นี่มีค่ายกลป้องกันซึ่งไม่แน่ใจว่าผู้ใดทิ้งไว้ อสรพิษเพลิงมรกต จึงไม่อาจรุกล้ำเข้ามาได้ ไม่อย่างนั้นข้าคงกลายเป็นอาหารของมันไปแล้ว”
“ถ้าอย่างนั้น เมื่อเจ้าพักฟื้นอาการแล้ว ก็สามารถออกไปกำจัดมันให้สิ้นซากได้ใช่หรือไม่?” เย่เฉินได้ยินดังนั้นก็ดวงตาเปล่งประกายทันที
เขาย่อมไม่คิดจะติดอยู่ที่นี่นานเกินไป เรื่องสำคัญยิ่งกว่าคือการหาทางออกไปจากที่นี่ให้ได้โดยเร็ว
แต่มู่หานเยียนกลับส่ายหน้าเบา ๆ พร้อมรอยยิ้มขื่นขม “อาการของข้ามิได้หายดี หากแต่เพียงถูกพลังหยางบริสุทธิ์ของท่านเข้าช่วยกดพิษเอาไว้ชั่วคราวเท่านั้น พิษนี้อาจปะทุขึ้นอีกได้ทุกเมื่อ”
“อะไรนะ!” เย่เฉินตกใจ ถามทันทีว่า “เช่นนั้นแล้ว พอจะมีวิธีใดขจัดพิษได้อย่างเด็ดขาดหรือไม่?”
มู่หานเยียนพยักหน้าเบา ๆ ก่อนกล่าวอย่างจนปัญญา “มีอยู่สองวิธี… หนึ่งท่านต้องสามารถทะลวงระดับขึ้นสู่ชั้น ‘ปรมาจารย์’ ให้ได้โดยเร็ว หากท่านฝึกสำเร็จจนมี ‘ปราณแท้’ อันบริสุทธิ์ ก็อาจใช้ขับพิษนี้ออกไปได้
วิธีที่สอง คือการปรุงโอสถ ‘ชุนหยางตาน’ ระดับสาม อาศัยคุณสมบัติอันร้อนแรงของโอสถช่วยขจัดพิษเย็นในกาย”
แม้กล่าวออกมาทั้งสองวิธี แต่นางก็อดรู้สึกสิ้นหวังไม่ได้ เพราะแต่ละวิธีต่างยากเย็นแทบเป็นไปไม่ได้
การทะลวงผ่านด่าน “นักรบ” ไปสู่ “ปรมาจารย์” นั้นย่อมไม่ง่าย ยิ่งหวังจะสำเร็จภายในไม่กี่วัน ยิ่งเท่ากับฝันกลางวัน
ส่วนโอสถระดับสาม ก็เป็นของล้ำค่ายิ่ง แม้แต่นางที่เป็นศิษย์ของสำนักใหญ่ยังแทบไม่อาจได้มา แล้วเย่เฉินจะไปมีได้อย่างไร?
เย่เฉินฟังแล้วก็ขมวดคิ้วแน่น เพราะตนรู้ดีว่าหากจะฝึกทะลวงด่าน ยังต้องใช้เวลาราวสิบวันเป็นอย่างน้อย อีกทั้งระหว่างนั้นยังต้องคอยส่งพลังหยางให้มู่หานเยียนช่วยกดพิษเรื่อย ๆ เช่นนี้จะยิ่งทำให้เวลาล่าช้าออกไป มู่หานเยียนเองก็คงทนไม่ไหวแน่
หลังจากชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง เย่เฉินตัดสินใจแน่วแน่ กล่าวถามขึ้นว่า
“แม่นางหานเยียน เจ้ามีสมุนไพรที่ใช้ปรุงโอสถ และมีเตาหลอมโอสถหรือไม่? ข้าอยากลองดูเผื่อจะปรุงโอสถระดับสามได้สำเร็จ…”
“ท่านสามารถหลอมโอสถระดับสามได้จริงหรือ?” มู่หานเยียนมองเย่เฉินด้วยความตกใจ แววตาเต็มไปด้วยความไม่เชื่อ
โดยทั่วไปแล้ว ผู้ที่สามารถหลอมโอสถระดับสามได้ ต้องมีพลังฝึกปรือในระดับเหนือกว่า "ขั้นนักรบ หรือขั้นปรมาจารย์" เท่านั้น สำหรับขั้นนักรบแล้ว การจะหลอมโอสถระดับนี้ แทบเป็นไปไม่ได้เลย
เหตุผลนั้นมีอยู่สามประการ หนึ่งคือวิชาการหลอมโอสถยังไม่แกร่งกล้าพอ สองคือระดับพลังฝึกปรือไม่ถึงขั้น ทำให้เปลวเพลิงโอสถไม่อาจให้ความร้อนที่เพียงพอ และสามคือปราณแท้ไม่มั่นคง พลังไม่พอที่จะหลอมโอสถให้จบกระบวนการ
ทั้งสามสิ่งนี้ล้วนเป็นหัวใจสำคัญ หากขาดแม้แต่เพียงข้อเดียว โอสถระดับสามย่อมไม่มีทางหลอมสำเร็จได้เลย!
เย่เฉินเมื่อถูกถาม ก็อดลังเลไม่ได้ ก่อนเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงไม่มั่นใจนักว่า “น่าจะได้… อย่างน้อย ตอนนี้มันคือวิธีเดียวที่พอจะลองดูได้”
“ตอนข้าเข้าไปในถ้ำ ข้าพบศพรายหนึ่ง ในนั้นมีแหวนมิติที่บรรจุเตาหลอมโอสถระดับสาม รวมถึงสมุนไพรหลายชนิด ข้าก็เลยรวบรวมเพิ่มเติมดู ไม่รู้จะใช้การได้หรือไม่…” มู่หานเยียนทอดถอนใจพร้อมโยนแหวนมิติวงหนึ่งให้เย่เฉิน
นางคงระลึกได้ถึงโชคชะตาของตน ที่อาจต้องจบลงเยี่ยงนักหลอมโอสถผู้นั้น รอความตายอย่างเงียบงัน…
เย่เฉินรับแหวนด้วยความสนใจ ใคร่รู้ในศาสตร์ของ "แหวนมิติ" ซึ่งซุกซ่อนอาณาบริเวณภายในได้ดั่งโลกอีกใบหนึ่ง ถือเป็นของล้ำค่าสูงสุด แม้แต่ตระกูลเย่ของเขา ก็มีไว้ครอบครองเพียงแค่ผู้นำตระกูลในแต่ละรุ่นเท่านั้น
ในระบบของเขา แหวนมิติระดับต่ำสุดยังต้องแลกด้วยแต้มสังหารถึง 3000 แต้ม เย่เฉินจึงไม่กล้าฟุ่มเฟือยนัก
โชคดีที่แหวนวงนี้ไม่มีเจ้าของแล้ว มู่หานเยียนได้ปลดการผูกวิญญาณไว้เรียบร้อย ทำให้เย่เฉินสามารถใช้จิตสัมผัสเชื่อมโยงและครอบครองได้ทันที
เพียงชั่วพริบตา เย่เฉินก็รับรู้ได้ว่าตนเองเข้าสู่พื้นที่ขนาดกว้างและสูงประมาณสองเมตร นับว่าเป็นแหวนมิติระดับปานกลางค่อนไปทางสูง
ภายในเต็มไปด้วยสมุนไพรมากมาย แต่ที่โดดเด่นที่สุดคือ “เตาหลอมโอสถสีทอง” ที่วางสง่างามอยู่ด้านข้าง
เมื่อมีเตาหลอมอยู่ในมือ เย่เฉินจึงเริ่มค้นหาจากระบบว่า มีโอสถระดับสามใดบ้างที่สามารถหลอมได้จากสมุนไพรภายในแหวนนี้
“เจอแล้ว! มันคือ ‘จื่อหยางตาน’!” เย่เฉินพลันตาเป็นประกายราวกับเป็นสวรรค์ลิขิตให้เขาเดินมาถูกทาง
“จื่อหยางตาน” เป็นโอสถระดับสามสายหยางบริสุทธิ์ เย่เฉินไม่เคยคาดคิดเลยว่า สมุนไพรในแหวนจะสามารถรวบรวมเป็นชุดโอสถนี้ได้พอดี
แท้จริงแล้ว จุดประสงค์ที่เขาเข้าสู่ป่าอสูรในครั้งนี้ ก็เพื่อสะสมแต้มสังหารให้ครบสามหมื่น เพื่อแลกโอสถจื่อหยางตานมาใช้ฝ่าด่านสู่ระดับปรมาจารย์
เห็นได้ชัดว่า นักหลอมโอสถผู้ล่วงลับก็คงตั้งใจจะหลอมจื่อหยางตานเช่นกัน ไม่เช่นนั้น คงไม่ถึงกับพก “ดอกจื่อหยาง” ที่เป็นหัวใจของโอสถนี้ติดตัวมา
โชคไม่ดีสำหรับผู้ตาย… แต่กลับกลายเป็นโชคลาภของเย่เฉิน
“ข้าขอแลกสูตรจื่อหยางตาน!” เย่เฉินไม่ลังเลแม้แต่น้อย ใช้แต้มสังหารจำนวน 5000 แต้ม แลกเปลี่ยนสูตรโอสถจื่อหยางตานมาไว้ในครอบครอง ทันทีที่ได้มา เขาก็แลกวิชาหลอมโอสถระดับสามต่อในทันที ด้วยแต้มอีก 10000 แต้ม
ชั่วพริบตา เย่เฉินรู้สึกประหนึ่งมีความรู้ในการหลอมโอสถไหลเวียนทั่วร่าง กลายเป็นสัญชาตญาณดั่งผู้ฝึกปรือมานับสิบปี
เมื่อวิชาหลอมโอสถและสูตรโอสถพร้อมแล้ว ทุกอย่างก็เริ่มต้นขึ้น
เย่เฉินเพียงจิตนาการ เตาหลอมโอสถระดับสามก็ปรากฏตรงหน้า ภายหลังผูกวิญญาณครอบครองอย่างง่ายดาย เปลวเพลิงสีทองบริสุทธิ์ก็ลุกโชนขึ้นจากปลายนิ้วของเขา
“เปลวเพลิงรุนแรงยิ่งนัก!” มู่หานเยียนตะลึงงัน สีหน้าเต็มไปด้วยความตกใจ นางสัมผัสได้ถึงความร้อนแรงของเปลวเพลิงนั้น หากเปลวเพลิงนี้ทวีขึ้นอีกเพียงเล็กน้อย เกรงว่าจะพอหลอมโอสถระดับสี่ได้แล้วด้วยซ้ำ!
เดิมที นางก็หาได้คาดหวังสิ่งใดจากเย่เฉินไม่ เพียงแค่ในใจมีความสงสัยเล็กน้อย อยากรู้ว่าบุรุษผู้นี้ แม้อายุยังน้อย แต่ฝีมือการหลอมโอสถจะอยู่ในระดับใดกันแน่
ทว่า...เมื่อได้สัมผัสเปลวเพลิงที่ร้อนแรงถึงเพียงนี้ ความหวังที่เคยดับวูบในใจนาง กลับพลันถูกจุดขึ้นมาอีกคราบางที เย่เฉินผู้นี้...อาจสามารถสร้างปาฏิหาริย์ขึ้นได้จริงๆ ก็เป็นได้!