เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 15 - หนีตาย

บทที่ 15 - หนีตาย

บทที่ 15 - หนีตาย


เฉิงเฟิงพลิกตัวลงจากม้าทันที ให้เด็กเล็กที่ไร้สัญลักษณ์คนนั้นกลับเข้าเมืองไปซ่อนตัวด้วยตนเอง แล้ววิ่งมาพยุงเพ่ยเยี่ยขึ้น

ใบหน้าที่ถูกดึงขึ้นมาจากโคลนนั้นซีดขาวริมฝีปากเขียวคล้ำ ราวกับศพที่เพิ่งขุดขึ้นมาจากหลุม เขาทั้งสองตาเบิกค้าง ขบกรามแน่น บนใบหน้าเต็มไปด้วยเหงื่อเม็ดละเอียดและน้ำฝนที่ไหลบ่า

เมื่อเห็นใบหน้าที่ซีดขาวนี้ เฉิงเฟิงจึงได้สัมผัสอย่างเป็นรูปธรรมเป็นครั้งแรกถึงความทรมานที่พี่ชายผู้เคยรุ่งโรจน์ผู้นี้ต้องเผชิญมาตลอดสองปี

เขาพูดจาติดอ่างเล็กน้อย "พี่ พี่เพ่ย ท่าน ท่านเจ็บแผลกำเริบใช่หรือไม่... ท่านมียาหรือไม่... ข้าต้องทำอย่างไร"

"มิต้อง...สนใจ เดี๋ยวก็...หายเอง... เจ้า ไป ไม่เป็นไร..." เพ่ยเยี่ยบีบคำพูดที่ฟังไม่ชัดเจนออกมาจากไรฟัน แต่เฉิงเฟิงมองอย่างไรก็ไม่คิดว่าเขาจะไม่เป็นไร

เฉิงเฟิงลุกขึ้นยืน กวาดตามองไปรอบๆ อย่างตื่นตระหนก สำหรับเด็กหนุ่มอายุสิบสี่ปี สถานการณ์เช่นนี้ช่างทำให้หัวสมองมึนงงไปหมด พี่ชายที่พึ่งพาได้ล้มลงในทุ่งโล่ง ราวกับจะมีอันตรายถึงชีวิต บนหน้าผากของน้องชายที่ตื่นกลัวก็มีอักขระส่องแสงราวกับไฟผี และศัตรูที่น่าสะพรึงกลัวขนาดที่ท่านเสิ่นยังสู้ไม่ได้ก็ไม่รู้ว่าจะปรากฏตัวขึ้นเมื่อใด

ควรจะช่วยผู้ใด ช่วยได้หรือไม่ ช่วยอย่างไร

ฝีมือการขี่ม้าของเขาก็ย่ำแย่อยู่แล้ว เมื่อครู่ตอนวิ่งออกมาจากในเมืองก็เกือบจะตกม้าหลายครั้ง ข้างหน้าคือเส้นทางภูเขาที่ชื้นแฉะลื่นและอันตรายกว่า หากพาคนไปด้วยสองคน เกรงว่าคงวิ่งไปได้ไม่ถึงห้าวา

ความจริงแล้วทางเลือกที่ดีที่สุดก็คือไม่ต้องสนใจผู้ใด หนีไปตามลำพัง ดั่งที่เพ่ยเยี่ยกล่าว เขาคิดว่าตนเองเป็นผู้ใด เขาไม่ใช่ผู้กอบกู้โลก เป็นเพียงหนูอีกตัวหนึ่งที่อยู่ข้างๆ หนูสองตัวที่ถูกแมวจับหางไว้ได้ ยามนี้มัวไม่ดีใจที่ตนเองรอดแล้วรีบหดหางหนีไป ยังจะคิดเล่นชักเย่อกับแมวอีกหรือ

แต่ในใจของเด็กหนุ่มเห็นได้ชัดว่าไม่มีทางเลือกนี้ เขาพยายามสงบสติอารมณ์ สายตากวาดมองไปทั่วทุ่งนา พลันหยุดนิ่ง ก้มตัวลงแบกเพ่ยเยี่ยขึ้นมา กล่าวเสียงหอบ "พี่เพ่ย ข้าจะซ่อนท่านไว้ในกองฟาง... ส่วนม้าข้าจะผูกไว้ที่ต้นไม้ตรงนั้น ห่างจากท่านหน่อย รอท่านดีขึ้นแล้ว ก็ไปขี่เองเถิด"

เพ่ยเยี่ยพยักหน้าอย่างยากลำบาก

ความจริงแล้วเพ่ยเยี่ยไม่ได้หลอกเขา อาการบาดเจ็บนี้กำเริบแล้วก็หายไปเองจริงๆ หากมียาและสุรา ก็แค่เจ็บปวดชั่วครู่ หากไม่มียาและสุรา ก็จะต้องเจ็บปวดซ้ำไปซ้ำมาภายในหนึ่งชั่วยาม กระทั่งหมดสติขาดอากาศหายใจ แต่ก็ยังคงทนผ่านมาได้ ไม่ถึงกับต้องตาย

เฉิงเฟิงย้ายกองฟางออก วางเพ่ยเยี่ยที่ตัวแข็งทื่อราวกับท่อนไม้เข้าไป ย้ายกองฟางกลับมาช่วยบังร่างเขาไว้ เผยให้เห็นเพียงใบหน้า สุดท้ายยังใช้ฟางทำเป็นหลังคาเล็กๆ ไว้เหนือจมูกและปากเขา เพื่อป้องกันไม่ให้ขาดอากาศหายใจหากฝนตกหนักขึ้นมา

"เรียบร้อยแล้ว พี่เพ่ย" เฉิงเฟิงพยายามทำให้เสียงของตนเองฟังดูเยือกเย็น "ข้าจะพาจางเสี่ยวเหยียนวิ่งเข้าป่าไป ในป่าข้าคุ้นเคยดี ท่านวางใจเถิด"

เพ่ยเยี่ยยังคงอยากจะเกลี้ยกล่อมให้เขาทิ้งจางเสี่ยวเหยียนแล้วหนีไปเอง แต่กลับอ้าปากไม่ได้โดยสิ้นเชิง ทำได้เพียงลืมตาที่พร่ามัวคู่หนึ่ง ราวกับไม่ได้ยินอันใด

เฉิงเฟิงมองเขาด้วยความเป็นห่วงเป็นครั้งสุดท้าย ก็รู้ว่าเวลาเร่งด่วน หันหลังวิ่งกลับไป

เพ่ยเยี่ยมองแผ่นหลังของเด็กหนุ่มที่จากไปอย่างเหม่อลอย ฟ้าดินในสายตาของเขาเลือนรางและห่างไกล เขาเห็นเด็กหนุ่มย่ำลึกย่ำตื้นวิ่งกลับไป ผูกม้าของตนเองไว้ในที่ที่ห่างจากเขาพอสมควร จากนั้นก็วิ่งกลับไปอีก อุ้มจางเสี่ยวเหยียนขึ้นมาวางบนหลังม้า ตนเองจูงบังเหียนเตรียมขึ้นม้า

เสียเวลามากเกินไปแล้ว... เพ่ยเยี่ยคิดอย่างอ่อนแรง

ราวกับจะตอบสนองความคิดของเขา ในอุโมงค์ประตูเมืองปรากฏร่างในชุดคลุมสีดำเดินออกมา

ชุดคลุมนั้นเปียกชุ่ม ขาดวิ่นอยู่บ้าง หมวกคลุมถูกฉีกกระชากจนหมดสิ้น เผยให้เห็นใบหน้าที่หนุ่มแน่นซีดเซียวราวกับคนป่วย รอยสีแดงเข้มบนร่างแยกไม่ออกว่าเป็นแสงจากโคมไฟสีแดงหรือเป็นเลือดที่ซึมออกมา

เพ่ยเยี่ยเห็นเขากแวบแรกตอนที่อยู่หน้าประตูเมือง แวบที่สองก็ปรากฏตัวอยู่นอกประตูเมืองสี่ห้าวา แวบที่สามก็มายืนอยู่ข้างกายเฉิงเฟิงราวกับภูตผีแล้ว

และเฉิงเฟิงยามนี้เพิ่งจะตระหนักได้ถึงบางสิ่ง สีหน้าสับสนหันกลับไป

มองไม่เห็นแสงเย็นเยียบยามดาบออกจากฝัก ศีรษะของเด็กหนุ่มก็กลิ้งตกลงบนพื้นราวกับผลแตงสุก

บุรุษชุดดำยกเท้าขึ้น เช็ดโคลนบนรองเท้ากับใบหน้าที่ยังคงมีสีหน้าของเฉิงเฟิงอย่างตามสบาย เมื่อรองเท้าทั้งสองข้างสะอาดแล้ว ก็ยื่นมือไปฉวยจางเสี่ยวเหยียนที่ตัวแข็งทื่อไปแล้วขึ้นมา เหลือบมองอักขระไฟบนหน้าผากแวบหนึ่ง ยื่นมือไปบีบกระดูกขาทั้งสองข้างของเขาจนแหลกละเอียด

เสียงกรีดร้องที่แหบแห้งและผิดเพี้ยนของจางเสี่ยวเหยียนดังสะท้านไปทั่วทุ่งโล่ง บุรุษชุดดำจึงตบปราณแท้เข้าไปอีกสายหนึ่ง ทำลายเส้นเสียงของเขา เด็กหนุ่มที่มีชีวิตชีวาจึงกลายเป็นร่างประหลาดที่ทำได้เพียงตัวสั่น "ฮ่อ ฮ่อ" ไม่หยุด

บุรุษชุดดำถือร่างประหลาดนี้ไว้ แล้วก็หายลับไปทางทิศตะวันตกราวกับแสงวาบ

...

ความเจ็บปวดอย่างรุนแรงไม่จางหายไปเพียงเพราะอารมณ์ที่ถูกกระทบกระเทือน

เพ่ยเยี่ยหลับตาแน่นอดทนอย่างขมขื่น ผ่านไปประมาณหนึ่งเค่อ อาการกำเริบระลอกแรกก็ค่อยๆ ทุเลาลง เพ่ยเยี่ยยกเท้าถีบกองฟางออก นอนหอบหายใจอยู่กับที่สองสามที พยุงร่างลุกขึ้น โงนเงนเดินไปยังศพของเฉิงเฟิง

เลือดแผ่เป็นวงกว้างบนพื้น ถูกน้ำฝนชะล้างไปไกล บนใบหน้าเปรอะเปื้อนโคลนและรอยรองเท้า ดวงตาที่มีชีวิตชีวาคู่นั้นดับแสงลงโดยสมบูรณ์แล้ว

อาจจะเป็นผลข้างเคียงจากความเจ็บปวด เพ่ยเยี่ยรู้สึกว่าตนเองหายใจลำบากเล็กน้อย

เขาพลันเข้าใจที่มาของความหงุดหงิดยามที่ตนเองเผชิญหน้ากับคำพูด "ข้าจะตามท่านไป" ของเฉิงเฟิงแล้ว

มิใช่เป็นเพราะเฉิงเฟิงมัวแต่ดึงดันทั้งที่ศัตรูอยู่ตรงหน้า

เพ่ยเยี่ยเคยผ่านสถานการณ์ที่น่ารำคาญใจมามากมาย เขาสามารถเก็บซ่อนอารมณ์ของตนเองได้เสมอ ใช้ท่าทีที่ใจกว้างไปจัดการมัน เมื่อเทียบกันแล้ว เฉิงเฟิงก็เป็นเพียงการเห็นความสัมพันธ์สำคัญกว่าชีวิตอย่างไม่ถูกเวลาเท่านั้น

คนที่เขารำคาญมาโดยตลอด คือตนเองต่างหาก

ยามที่เห็นใบหน้าที่เจ็บปวดของหลินหลิน ยามที่หยิบอาภรณ์ชั้นในขาดวิ่นเปื้อนโคลนของหลินเจวี๋ยขึ้นมา ยามที่แกะพู่กระบี่นั้นออก... ในวันวันนี้ มีกี่ชั่วขณะที่เขาโกรธจนไฟลุกท่วมใจ เกลียดจนอยากจะลงมือสับคนร้ายเป็นพันๆ ชิ้นด้วยตนเอง

แต่เหตุผลก็เอาแต่บอกเขาไม่หยุดว่า ความกล้าหาญและความแค้นมิอาจถมช่องว่างของพละกำลังได้ เขาควรจะฟังสั่งการของท่านผู้ใหญ่ ทำหน้าที่ของตนเองให้ดี แม้ว่าหน้าที่นั้นสิ่งที่ทำได้เพียงอย่างเดียวคือการหลบหนีและหลบซ่อนไม่หยุด

เมื่อเขาเลือกที่จะใช้เหตุผลจัดการเรื่องนี้ ตัวตนอีกด้านที่ถูกกดขี่ไว้ในใจก็เอาแต่พลิกตลบคำรามไม่หยุด

นั่นก็คือเฉิงเฟิงอีกคนหนึ่งนั่นเอง

ดังนั้นเมื่อสิ่งที่เขาพยายามกดข่มไว้มาโดยตลอด ถูกเฉิงเฟิงกล่าวออกมาอย่างง่ายดาย อย่างไร้การไตร่ตรองเช่นนี้ จึงได้จุดความโกรธในใจเขา---เจ้ารู้อันใด! เจ้าคิดว่าตนเองกล้าหาญมาก สูงส่งมากหรือ! ข้ากับท่านผู้ใหญ่ยอมเป็นเต่า เป็นหนู กระทั่งหวังว่าฆาตกรเหล่านั้นจะสามารถหนีไปได้อย่างง่ายดาย ต่อให้ความแค้นของศพหกร่างจะไม่ได้ชำระ ก็ไม่ยินยอมให้คืนนี้มีคนตายเพิ่มอีกแม้แต่คนเดียว แต่เจ้ากลับกล้าทิ้งขว้างชีวิตตนเองอย่างง่ายดายเช่นนี้

เพ่ยเยี่ยใช้แขนเสื้อเช็ดใบหน้านี้จนสะอาดอย่างเงียบงัน ฉีกเสื้อตัวนอกออกห่อศีรษะไว้ ยกร่างไร้วิญญาณขึ้นหลังม้า ควบม้ากลับไปยังที่ว่าการอำเภอ

หลบซ่อนมาทั้งวันเช่นนี้ ตายลดลงไปกี่คนกัน หรือว่า ต่อให้ตายเพิ่มอีกหนึ่งคนเป็นตนเอง จะสลักสำคัญอันใดนัก

มิอาจเป็นเหมือนหนอนแมลงที่เอาแต่มุดหนีไปหาชีวิตอันต่ำต้อยในที่มืดดำอีกต่อไปแล้ว อย่างน้อยที่สุด ตนเองจะต้องฟันกระบี่ออกไปตรงๆ สักครั้งหนึ่ง

ไอ้สัตว์ร้ายลูกหมาเอ๊ย สังหารข้าในดาบเดียวเหมือนที่สังหารเฉิงเฟิงเสีย มิฉะนั้นก็จงให้ข้าได้เห็น ว่ายามที่คมกระบี่ทะลวงลำคอ เจ้าจะหวาดกลัวโหยหวนเช่นเดียวกันหรือไม่

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 15 - หนีตาย

คัดลอกลิงก์แล้ว