เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 6 อาจารย์อู๋

บทที่ 6 อาจารย์อู๋

บทที่ 6 อาจารย์อู๋


ศาสตราจารย์เจิ้งรีบลุกขึ้นอย่างร้อนรนแล้ววิ่งไปที่สถานพยาบาลข้างหมู่บ้านเพื่อเรียกหมอมาดูอาการ

แต่เมื่อเขาพาหมอกลับมาถึงกลับต้องประหลาดใจเมื่อเห็นว่าหลานชายตัวน้อยของเขาได้ฟื้นคืนสติแล้ว กำลังนั่งอย่างเรียบร้อยอยู่ตรงหน้าอาจารย์อู๋ ส่วนอาจารย์อู๋ก็กำลังขมวดคิ้วอย่างจริงจังใช้นิ้วกด บีบ และตบเบาๆไปตามศีรษะและลำตัวของเด็กชาย

“อาจารย์ทราบไหมครับว่าเกิดอะไรขึ้นกับหลานชายของผม?” ศาสตราจารย์เจิ้งรู้สึกได้ถึงบางสิ่งจึงถามขึ้นด้วยความตื่นเต้น

อาจารย์อู๋นิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ก่อนจะเริ่มอธิบายช้าๆ

ตามคำอธิบายของเขา เจิ้งชิงเป็นคนที่แต่กำเนิดมีภาวะเลือดและพลังชีวิตพร่องแต่จิตใจกลับแข็งแกร่งผิดปกติ ทำให้เกิดความไม่สมดุลระหว่างหยินและหยาง เมื่อหยินเสียสมดุล พลังหยินก็พุ่งขึ้นจนก่อให้เกิดอาการปวดศีรษะ แต่เดิมกิจวัตรประจำวันอย่างการท่องหนังสือและฝึกอักษรนั้นช่วยระบายพลังจิตได้ดี ทว่ากิจกรรมเหล่านั้นก็กลับยิ่งทำให้เลือดและพลังชีวิตของเขาลดลง ผลสุดท้ายทั้งสองอย่างจึงหักล้างกันไปและอาการของเจิ้งชิงจึงทรุดหนักลงเรื่อยๆ

“แล้วพอจะมีทางรักษาไหมครับ?”

“เมื่อเป็นคนที่แต่กำเนิดมีภาวะเลือดและพลังชีวิตพร่อง ก็ไม่อาจใช้ยาหรือสมุนไพรใดมาชดเชยได้”

“พูดแบบนั้น แปลว่ายังมีวิธีอื่นใช่ไหมครับ?”

อาจารย์อู๋เพียงแต่นิ่งเงียบ ไม่กล่าวสิ่งใด

ศาสตราจารย์เจิ้งรีบลุกขึ้น ดึงเจิ้งชิงให้คุกเข่าลงพร้อมกันแล้วก้มศีรษะลงคำนับยาว “ขอได้โปรดช่วยหลานผมด้วยเถอะครับ อาจารย์”

อาจารย์อู๋ถอนหายใจยาว “ต้นไม้ปรารถนาจะหยุดนิ่ง แต่สายลมกลับไม่เคยหยุดพักเลยนะ...”

จากนั้นเขาจึงพยุงศาสตราจารย์เจิ้งให้ลุกขึ้นแล้วกล่าวว่าจะขอตกลงกันไว้สามข้อ

ข้อแรก “ห้ามพูด” ข้อที่สอง “วิชาไม่ถ่ายทอดออกนอกสาย” และข้อที่สาม “ทำเพื่อใจ ไม่ใช่เพื่อชื่อเสียง”

ข้อแรก ห้ามพูด หมายความว่า ศาสตราจารย์เจิ้งจะต้องไม่บอกใครถึงเรื่องการรักษาของเจิ้งชิง อาจารย์อู๋กล่าวอย่างจริงจังว่า “บางเรื่อง หากเอ่ยออกไปแล้ว มันจะไม่ศักดิ์สิทธิ์อีกต่อไป”

ข้อที่สอง วิชาไม่ถ่ายทอดออกนอกสาย หมายถึง การรักษาครั้งนี้เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เป็นความลับของสำนัก ดังนั้น คนในตระกูลเจิ้งไม่ควรสอดรู้สอดเห็นหรือซักถามในสิ่งที่ไม่ควรทราบ อีกทั้งจากคำพูดที่อาจารย์อู๋กล่าวอย่างอ้อมๆนั้นพอเข้าใจได้ว่า เขาสืบทอดวิชามาจากสำนักเต๋าสายหนึ่ง หากเจิ้งชิงต้องการเยียวยาความบกพร่องที่มีมาตั้งแต่กำเนิดก็จำเป็นต้องเข้าสังกัดเป็นศิษย์ในสำนักของเขาและต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบของสำนักนั้น

ข้อที่สาม ทำเพื่อใจ ไม่ใช่เพื่อชื่อเสียง อาจารย์อู๋บอกว่า ที่เขายอมรักษาเจิ้งชิงก็เพราะถือว่าเป็นเรื่องของโชคชะตาที่ได้พบกัน เขาเพียงต้องการให้จิตใจของตนสงบ ไม่ได้ทำเพื่อชื่อเสียงหรือผลประโยชน์ หากการรักษาได้ผลดีจนคนอื่นรู้ข่าวแล้วมีผู้ป่วยมากมายมารบกวนตระกูลเจิ้ง เขาก็จะไม่อยู่ต่อและจะจากไปทันที

หลังจากเอ่ยจบทั้งสามข้ออาจารย์อู๋ก็นิ่งเงียบลง

ศาสตราจารย์เจิ้งยังคงครุ่นคิดอยู่แต่เจิ้งชิงกลับไม่ลังเล เขาคุกเข่าลงทันทีและโขกศีรษะเจ็ดถึงแปดครั้งพร้อมกับเรียกคำว่า “อาจารย์!” ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ศาสตราจารย์เจิ้งถึงกับหัวเราะทั้งน้ำตารีบดึงหลานชายให้ลุกขึ้นพอถามจึงได้รู้ว่า การนวดของอาจารย์อู๋เมื่อครู่นั้นได้ผลดีอย่างไม่น่าเชื่อ เจิ้งชิงรู้สึกสบายศีรษะอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมานาน พอได้ยินว่าอาจารย์อู๋มีวิธีรักษาอาการปวดหัวของตนได้เขาจึงคุกเข่าขอเป็นศิษย์โดยไม่รีรอ

คุณปู่จึงได้แต่หัวเราะอย่างปลงๆก่อนจะพยักหน้ารับคำด้วยรอยยิ้มขื่นๆ

และแล้ว ในช่วงกลางฤดูร้อนของปีที่เจิ้งชิงอายุแปดขวบเขาก็ได้คารวะเข้าสังกัดเป็นศิษย์ของอาจารย์อู๋อย่างเป็นทางการ

อาจารย์อู๋เป็นคนที่มีความรู้กว้างขวางอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดาราศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ หรือสารานุกรมความรู้ทั่วไป เขาล้วนสนทนาได้คล่องแคล่วเสมอ ทุกครั้งที่มีแขกเข้ามาในสำนักหนังสือซานโหย่ว เพียงเอ่ยประเด็นขึ้นมาสักคำเดียว อาจารย์อู๋ก็สามารถต่อยอดพูดคุยได้ยาวเหยียดไม่รู้จบ หากแขกคนนั้นเป็นหญิงสาวที่อ่อนหวานน่ารัก อาจารย์อู๋ก็ไม่หวงรอยยิ้มและมักพูดจาเจื้อยแจ้วหยอกล้อจนสาวๆเหล่านั้นหัวเราะคิกคักหน้าแดงกันไปตามๆกัน

นอกจากจะมีความรู้กว้างแล้ว งานอดิเรกของอาจารย์อู๋ก็ยังหลากหลายไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็นการเป่าขลุ่ย ดีดพิณ ร้องเพลง เล่นหมากรุก เขียนพู่กัน วาดภาพ ไปจนถึงกีฬาหลากชนิด หรือแม้แต่งานหยุมหยิมในสำนักหนังสือ เขาก็ล้วนทำได้ทั้งสิ้น ดูราวกับว่าแทบทุกด้านของชีวิตผู้คนล้วนสามารถจุดประกายความสนใจของเขาได้ทั้งนั้น จนศาสตราจารย์เจิ้งถึงกับเอ่ยปากชมด้วยความทึ่งว่า “อาจารย์อู๋นี่สิ เป็นผู้รู้ที่แท้จริง”

ที่สำคัญที่สุดคือ ฝีมือของอาจารย์อู๋ในการรักษาโรคช่างยอดเยี่ยมยิ่งนัก

นับตั้งแต่วันที่เจิ้งชิงได้คารวะเป็นศิษย์ของเขา อาการปวดหัวของเด็กชายก็ไม่เคยกลับมาอีกเลยแม้แต่วันเดียว

เรื่องนี้ทำให้ทั้งศาสตราจารย์เจิ้งและพ่อแม่ของเจิ้งชิงรู้สึกซาบซึ้งในบุญคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ทว่าอาจารย์อู๋กลับยืนยันไม่รับค่าเล่าเรียนหรือสิ่งตอบแทนใดๆ ดังนั้นครอบครัวเจิ้งจึงทำได้เพียงมอบของขวัญเล็กๆน้อยๆในช่วงเทศกาลเพื่อแสดงความขอบคุณเท่านั้น

วิธีการรักษาของอาจารย์อู๋นั้นแปลกประหลาดไม่น้อย เขาไม่ได้ทำการฝังเข็ม นวด หรือให้ยาใดๆกับเจิ้งชิงเลย ตรงกันข้าม เขากลับใช้แนวทางเดิมที่ศาสตราจารย์เจิ้งเคยให้หลานฝึกฝนมาก่อน — นั่นคือ “การฝึกเขียนอักษร”

เพียงแต่ว่าคราวนี้ สิ่งที่เจิ้งชิงต้องฝึกเขียน ไม่ใช่อักษรจีนสามพันตัวตามแบบเรียนทั่วไปแต่เป็น “สมุดแบบตัวอักขระยันต์” เก่าคร่ำคร่าหนึ่งเล่ม

สมุดยันต์เล่มนั้นมีทั้งหมด 324 หน้า แต่ละหน้ามีตัวอักษรยันต์สี่ตัวรวมทั้งสิ้น 1,296 ตัวอักษร ทุกตัวอักษรมีโครงสร้างซับซ้อนอย่างยิ่ง และมักมีเส้นขีดที่แตกต่างกันเพียงเล็กน้อยในแต่ละครั้งทำให้การฝึกของเจิ้งชิงยากลำบากกว่าที่เคยเป็นหลายเท่า

และดูเหมือนว่าอาจารย์อู๋จะยังไม่พอใจเท่านั้น เขายังจัดหาพู่กันขนาดเล็กปลายอ่อนมาให้โดยเฉพาะพร้อมกำชับว่า เจิ้งชิงต้องเรียนรู้ยันต์ให้ได้วันละหนึ่งตัว

ผู้ที่เคยฝึกเขียนพู่กันย่อมรู้ดีว่า การใช้พู่กันปลายแข็งนั้นง่ายกว่ามาก ส่วนพู่กันปลายอ่อนนั้นยากกว่าหลายเท่า พู่กันขนาดเล็กที่อาจารย์อู๋ให้แม้จะช่วยลดความเมื่อยล้าของร่างกาย แต่กลับเพิ่มการใช้พลังจิตของเจิ้งชิงให้มากขึ้นหลายเท่าตัวแทน

ตัวอักขระยันต์เหล่านั้นไม่ได้เพียงแค่เรียนรู้ให้จบในแต่ละวันแล้วจบกันไป แต่ภายใต้ข้อกำหนดของอาจารย์อู๋ ทุกวันเจิ้งชิงต้องเขียนทบทวนโดยไม่ดูต้นฉบับหนึ่งรอบ ทุกห้าวันจะมีการทดสอบย่อยและทุกสิบวันจะมีการสอบใหญ่ หากเขียนผิดหรือลืมแม้แต่ตัวเดียวก็จะถูกฟาดด้วยไม้บรรทัดลงโทษหนึ่งครั้ง ถ้าสอบไม่ผ่านก็ยังต้องรับโทษด้วยไม้บรรทัดอีกเช่นกัน

อาจารย์อู๋เคยกล่าวไว้ว่า “หากการสอบใหญ่ทุกสิบวันยังสอบไม่ผ่าน ก็ไม่จำเป็นต้องมาอีก”

เมื่อเจิ้งชิงนึกถึงความทรมานจากอาการปวดหัวในอดีตใจของเขาก็เต็มไปด้วยความหวาดกลัว จึงตั้งใจฝึกเขียนอย่างจริงจังโดยไม่กล้าละเลยแม้แต่วันเดียว

เวลาค่อยๆผ่านไปโดยไม่รู้ตัว กว่าสามปีได้ล่วงเลยไปตอนที่เจิ้งชิงอายุสิบสองปี ตัวอักษรยันต์กว่าพันตัวในสมุดยันต์ทั้งเล่มเขาก็ได้ฝึกจนชำนาญราวกับสลักไว้ในใจและตลอดสามปีนั้นอาการปวดหัวของเขาก็ไม่เคยกลับมาอีกเลย

ในช่วงเวลากว่าสามปีที่อยู่เคียงข้างอาจารย์อู๋ เจิ้งชิงกลับเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติมากขึ้นเรื่อยๆ

อย่างเช่น อาจารย์อู๋ดูเหมือนจะ “ไม่เคยกินอะไรเลย”

แม้เขาจะทำอาหารเก่งล้ำเลิศ ฝีมือการปรุงแต่ละจานทั้งสีสัน กลิ่น และรสชาติล้วนยอดเยี่ยม แต่ทุกครั้งที่ทำอาหารเสร็จกลับมีเพียงเจิ้งชิงและเจ้าแมวลายสีเหลืองในสำนักที่ได้กิน ส่วนอาจารย์อู๋เองเจิ้งชิงไม่เคยเห็นเขากินสักคำเดียว

และอีกเรื่องหนึ่งก็คือ เจ้าแมวลายสีเหลืองในสำนักหนังสือซานโหย่วนั่นก็แปลกประหลาดเช่นกัน ตอนเจิ้งชิงอายุสิบขวบเจ้าแมวลายนี้ไม่รู้มาจากไหนมันกระโดดเข้ามาในสำนักหนังสือแล้ววิ่งซุกซนไปทั่วไม่ยอมออกไปไหนอีกเลย อาจารย์อู๋ไม่ได้ไล่มันออกตรงกันข้ามเขาปล่อยให้มันอาศัยอยู่ที่นั่นอย่างเป็นทางการ

อยู่ไปนานวัน เจิ้งชิงเริ่มรู้สึกว่าเจ้าแมวตัวนี้ไม่ธรรมดาคล้ายจะกลายเป็น “ภูตแมว” ไปเสียแล้ว เขาเคยเห็นหลายครั้งว่าเจ้าแมวลายสีเหลืองนี่สามารถเปิดลิ้นชัก หยิบกุญแจจากห้องใต้หลังคา แล้ว “ยืนสองขา” ใช้กรงเล็บไขประตูไปหยิบปลาตากแห้งออกมาได้อย่างคล่องแคล่วและที่น่าประหลาดกว่านั้น มันไม่เคยหลบหน้าเขาเลยสักครั้งกลับกันมันมักจะยกอุ้งเท้าขึ้นโบกทักทายเขาอยู่บ่อยๆเสียด้วยซ้ำ

สิ่งที่น่าประหลาดที่สุดคือ ครั้งหนึ่งเจิ้งชิงเห็นกับตาตัวเองว่าอาจารย์อู๋เพียงแค่ยกมือขึ้นเรียกกาน้ำชาของตนที่วางอยู่ห่างออกไปเกือบสิบเมตร กาน้ำชานั้นสั่นไหวเบาๆแล้วลอยคว้างเข้ามาในมือของเขาอย่างนุ่มนวล

ยิ่งรู้มากเท่าไรความรู้สึกเคารพยำเกรงในใจของเจิ้งชิงก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น เขาจึงยิ่งปฏิบัติต่ออาจารย์อู๋ด้วยความเคารพอย่างสุดหัวใจ

หัวใจของเด็กหนุ่มย่อมเต็มไปด้วยความใฝ่ฝันและจินตนาการต่างๆมากมาย เหตุการณ์ประหลาดเหล่านั้นจึงค่อยๆทับถมอยู่ในใจของเขา จากความแปลกใจกลายเป็นความคุ้นชินจนท้ายที่สุดก็กลายเป็นเรื่องธรรมดาที่ไม่คิดจะใส่ใจอีกต่อไป

จนกระทั่งถึงวันเกิดอายุสิบสองปีของเขาอาจารย์อู๋กล่าวว่าจะมอบของขวัญชิ้นหนึ่งให้

เช้าวันนั้นหมอกหนาปกคลุมไปทั่ว อาจารย์อู๋จับมือเจิ้งชิงไว้แน่นพลางกำชับว่า “อย่าปล่อยมือนะ” เจิ้งชิงรู้สึกประหม่าเล็กน้อยจึงรีบจับมือใหญ่ของอาจารย์ไว้แน่นแล้วก้าวตามไป

ทั้งสองออกจากสำนักหนังสือซานโหย่วเดินไปเพียงไม่กี่ก้าวก็เข้ามาถึงสวนในหมู่บ้าน ทางเดินในสวนมีแนวไม้ฮอลลี่สูงราวหนึ่งเมตรกว่าเรียงรายอยู่สองข้างถูกช่างสวนตัดแต่งไว้อย่างเรียบร้อย สองคนเดินตามทางที่คดเคี้ยวไปซ้ายทีขวาทีจนกระทั่งผ่านประตูโค้งรูปวงกลมบานหนึ่ง พอข้ามผ่านไปเท่านั้นหมอกที่ล้อมรอบอยู่กลับสลายหายไปในพริบตา

ขณะที่เจิ้งชิงยังนึกสงสัยอยู่ว่า ไม่เคยเห็นมีประตูโค้งบานนี้อยู่ในสวนมาก่อนเลยนั้นเองอาจารย์อู๋กลับปล่อยมือเขาแล้วคำนับด้วยท่าประสานมือทักทายชายชราร่างผอมบางที่เดินสวนทางมา

เจิ้งชิงมองไปรอบๆด้วยความงุนงง สิ่งที่เห็นตรงหน้ากลับกลายเป็นถนนเล็กๆสงบเงียบที่เต็มไปด้วยบรรยากาศเก่าแก่

ที่ปากทางเข้าถนน มีซุ้มประตูที่สร้างจากเสาหินสองต้นตั้งตระหง่านอยู่ ด้านบนแขวนป้ายไม้เก่าคร่ำเขียนตัวอักษรสามตัวด้วยลายพู่กันอันทรงพลังว่า — ตลาดฮุยจื่อ”

(จบบท)

จบบทที่ บทที่ 6 อาจารย์อู๋

คัดลอกลิงก์แล้ว